แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ mood แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ mood แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553

Brothers & In America : สมบัติล้ำค่าชื่อ “ครอบครัว”

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

พักนี้ฉันได้ดูหนังดราม่าบีบคั้นหัวใจของผู้กำกับ Jim Sheridan ถึง 2 เรื่อง เริ่มจาก VCD เรื่องราวของครอบครัวไอริชกับชีวิตใหม่ในอเมริกา ใน In America (2002) ต่อด้วยการเดินเข้าโรงไปชมหนังรีเมค (จากหนังภาษาอะไรก็ลืมไปแล้ว) เรื่องเล่าจากบาดแผลและความกดดัน ที่ “ความคาดหวัง” จากครอบครัว ได้บดขยี้ลงบนครอบครัวเล็กๆ นั้นจนเกือบจะแตกสลายไม่มีชิ้นดี ใน Brothers (2009)

ดูเผินๆ แล้ว หนังสองเรื่องนี้แทบไม่มีอะไรคล้ายคลึงกันเลย In America นั้นเป็นหนังอินดี้เล็กๆ ไม่ปรากฏนักแสดงที่เรารู้จักชื่ออยู่ในหนัง ไม่ได้ใช้เทคนิคในการถ่ายทำ การตัดต่อสวิงสวิงสวาย เชื่อว่าแม้เงินลงทุนก็ไม่ได้มากมายอะไร ส่วน Brothers เป็นหนังฮอลลีวูดสตูดิโอดัง ไม่ต้องนับต้นทุนในการถ่ายทำ ค่าโพสต์โปรดักชั่น และค่าอะไรต่อมิอะไรอีกจิปาถะหรอก แค่รัศมีจากชื่อเสียง และเสน่ห์ของนักแสดงนำฝีมือเยี่ยมอย่าง Natalie Portman, Jake Gyllenhaal รวมทั้ง Tobey Maguire ก็จับตา เรียกคนดูเข้าไปนั่งน้ำตาไหลในโรงได้แล้ว

แต่ถ้าจะพูดถึงความเชื่อมโยงกันแล้วละก็ มีออกเยอะแยะไป

ข้อที่เด่นจับตาคือ หนังทั้งสองถ่ายทอดรายละเอียดซับซ้อนในความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวได้อย่างคนเข้าใจ เล่าเรื่องได้ละเอียดลออสวยงาม สะเทือนใจ และหนังทั้งสองมีตัวละครเด็กหญิงพี่น้องทั้งคู่

ตลกดีถ้าจะคิดว่าผู้กำกับตั้งอกตั้งใจจะให้เป็น ‘เด็กหญิงสองพี่น้อง’ แต่ฉันว่าเชอริแดนคงติดใจอะไรสักอย่างกับ ‘เด็กหญิงสองพี่น้อง’ ถึงได้มอบความสำคัญในการดำเนินเรื่องด้วยบทบาทอันจับตาให้กับเด็กหญิงคนพี่ทั้งสองเรื่อง

ใน In America เด็กหญิงคนพี่วัย 10 ขวบ (Sarah Bolger) เป็นพี่คนโตที่โตเกินวัย ในบ้านที่เหมือนจะรักกันดี แต่จริงๆ แล้วมีปัญหาจากบาดแผลที่พ่อแม่ไม่ยอมให้หายเสียที เธอคนนี้เป็นคนเรียกสติพ่อ ผู้เอาแต่ตีอกชกหัว ชอกช้ำ แต่ไม่ยอมปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาชะล้างความผิดในใจ จากการเชื่อว่าเป็นเพราะความเลินเล่อของตัวเอง จึงทำให้สูญเสียลูกชายคนเล็กไป เด็กคนนี้ปลุกพ่อซึ่งเอาแต่ดองตัวเองอยู่แต่ในความทุกข์จากความรู้สึกผิดและประกาศถึงการมีตัวตนของเธอกับน้องสาวว่า น้องชายผู้จากไปก็เป็นน้องชายของพวกเธอเหมือนกัน และเธอก็ร้องไห้ให้กับการจากไปของเขาด้วย เพียงแต่ไม่มีใครรู้

นั่นแหละ ผู้เป็นพ่อถึงได้ตาสว่าง คิดออกว่าระหว่างการคร่ำครวญว่าทำให้ลูกตาย กับการเอาใจใส่ดูแลลูกตาดำๆ ที่ยังมีลมหายใจอยู่นั้น อะไรคือสิ่งที่ควรทำ

ส่วนใน Brothers เด็กหญิงคนพี่ (Bailee Madison) เป็นเด็กที่เป็นตัวของตัวเอง แบบเด็กอเมริกัน ยังไม่โตพอจะเก็บความรู้สึกได้ และซื่อสัตย์กับความรู้สึกจนกลายเป็นลูกร้ายกาจที่ทุบตบะพ่อซึ่งเพิ่งลากสังขารอันเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจจากสงครามแตะดังโพละ (แม่คนนี้ทำฉันนึกถึงความร้ายกาจของยัยเด็กตกกระใน Atonement ขึ้นมาเชียว)

ตัวพ่อในเรื่องนี้ (โทบี้) เองก็มีน้องชายเป็นคู่กันอีกคน (คือเจค) ภายใต้แรงกดดันมหาศาลของสายตาพ่อแม่ พี่คือลูกที่น่าภาคภูมิใจ ฉลาด เก่ง รักดี เป็นฮีโร่ เป็นพ่อที่ดี มีเมียสวย ครอบครัวน่ารัก ในขณะที่ตัวน้องเป็นภาระของครอบครัว เป็นตัวปัญหาของสังคม และนี่คือปมเริ่มต้นของปัญหาชีวิต และความสัมพันธ์ที่ก่อเรื่องขึ้นใน Brothers

หนังทั้งสองเรื่องยังมีตัวละครที่ทำหน้าที่คล้ายกันในฐานะ “คนนอก” อีกตัว คือ ศิลปินผิวดำ (Djimon Hounsou) ใน In America และ น้องชายของพ่อ ใน Brothers เป็นบทบาทที่ทำให้ตัวละครหลักมองเห็นคุณค่าแท้จริงของครอบครัว และความสำคัญของการรักษาครอบครัวเอาไว้

ฉันว่าตัวละครนี้แหละ ที่เราต้องขอบคุณ

ขอบคุณเหลือเกินกับการเลือกบทบาทที่ไม่ใช่ตัวเด่น แต่เป็นตัวที่ช่วยดันตัวละครหลักให้โดดเด่น เพราะด้วยการแสดงของคุณ ทำให้คนดูอย่างฉันรู้สึกเหมือนกันว่า ที่สุดแล้ว ครอบครัวนี่แหละ ที่เป็นขุมกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ เป็นอ้อมกอดอบอุ่นยามเหน็บหนาว เป็นที่บำบัดเยียวยายามบาดเจ็บ

ช่างเป็นหนังสองเรื่องที่แม้ถูกทำให้สะบักสะบอมกับความรู้สึกมาตลอดเรื่อง แต่ก็จบอย่างอบอุ่นใจ

แล้วฉันก็นึกถึงครอบครัววุ่นๆ แต่เป็นแบ็คอัพที่หนักแน่น แสนดี และเป็นสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดซึ่งฉันไม่ต้องไขว่คว้าหา มีหน้าที่แค่ต้องดูแลรักษาเอาไว้ให้ดีอยู่เสมอ




บันทึก :
• Brothers รอบที่ไปดูนั้นคือรอบเช้า วันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2553 ที่โรงหนังสยาม ราคาตั๋ว 80 บาททุกที่นั่ง ฉันเลยเลือกนั่งชั้นบน ที่ปกติแล้วเขาขายตั๋วราคา 120 บาท รอบนั้นทั้งโรงสยามมีคนดู 6 คน-โอ้ แม่จ้าว Apex จะเจ๊งไหม?
• จริงๆ ตั้งใจจะไปดู Sherlock Holm แต่ไปไม่ทัน
• ฉันว่า โทบี้ แมคไกวร์ พยายามมากไปหน่อย ไม่ค่อยชอบการแสดงของเขาเท่าไหร่
• น้องคนที่แสดงเป็นพี่คนโตใน Brothers เจ๋งจนอยากจะรู้จัก Acting Coach ของหล่อนเลย
• Brothers เตือนให้รู้ และระวังความเห็นแก่ตัวที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจตัวเอง (แต่ให้ตายเหอะ ถ้าอยู่ในสถานการณ์อย่างนั้น ฉันก็ไม่รู้จะทำไงเหมือนกันแหละ)
• อีกเรื่องที่สอนคือ ความหึง ทำให้เกิดปัญหาเสมอ (แต่ก็ช่วยไม่ได้หรอกนะ ถ้าคุณมีน้องชายที่ทั้งหล่อและสูงสมาร์ท-กว่าตัวเอง-อย่างนั้นน่ะ)
• ฉันว่าเขาตั้งชื่อเรื่องได้ดีนะ Brothers เนี่ย ชีวิตผู้ชายสองคนไปกันคนละทิศละทางได้ขนาดนี้ ก็เพราะแรงกดดันจากการเป็นพี่น้องกัน แต่ชีวิตที่กระจัดกระจายกระจุยไปคนละทิศก็กลับมารวมเป็นรูปเป็นร่างได้ เพราะความเป็นพี่น้องกันเหมือนกัน (คิดแล้วอิจฉาผู้ชายว่ะ)
• น้องคนที่เล่นเป็นพี่สาวคนโตใน In America เสียงดีมาก แล้วก็เลือกเพลงเก่งจังนะ Desperado เนี่ย ใช่เลย
• ฉันว่าฉันชอบ In America มากกว่า Brothers เพราะรู้สึกว่าเรื่องหลังคนดูถูก Built ความรู้สึกมากไป เรื่องแรกดูค่อยๆ พาความรู้สึกไปเนียนๆ ดีกว่า
• มันต้องเป็นความศรัทธาส่วนตัว ที่ทำให้ผู้กำกับคนนี้สื่อสารออกมาได้อย่างเด่นชัดในหนังทั้งสองเรื่องของเขา (หนังครอบครัวเรื่องต่อไปจะซ้ำแนวเดิมอีกไหมจ๊ะ?)

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม [รำพึง-รำพัน]



ผู้ชาย
จะรู้ไหมนะ
ว่า
ผู้หญิงเรา
ไม่ได้อยากเป็นแค่ของกินเล่น
ของหวาน ของว่าง
หรือแม้กระทั่งอาหารจานหลักของเขา

เรา
ไม่ใช่อาหาร

เรา
แค่อยากเป็นคนรักของเขา
เท่านั้นเอง




วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2552

Henry & June : ร้อยชู้หรือจะสู้ผัว

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama
ศุกร์ที่ ๒ มกราคม ๒๕๕๒

สองสามวันมานี้ดูหนังที่สร้างจากหนังสือของ Anaïs Ninไป ๒ เรื่อง คือ Delta of Venus เมื่อวันก่อน กับ Henry & June (1990) ในวันนี้ และตัดสินใจว่าจะเขียนถึงเรื่องหลังนี้เรื่องเดียว

Anaïs Nin คือนักเขียนเรื่องอีโรติกหญิงคนสำคัญ เธอทำงานในยุคแกสบี้ ก็ช่วงปีทศวรรษที่ 1930’s หรือช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั่นแหละ อิฉันว่ายุคนี้มันสำมะคันทีเดียวทั้งในยุโรปและอเมริกา เพราะเป็นช่วงที่หนุ่มสาวปัญญาชนและคนชั้นกลางเริ่มเสาะแสวงหาความหมายของการมีชีวิต เริ่มตั้งคำถามที่เป็นปรัชญาหัวข้อเกี่ยวกับความรัก ความสัมพันธ์ การแสวงหาความสุข (คนยุคนี้เค้าเล่นฝิ่นกัน) หาสารพันวิธีมาปรนเปรอตัวเอง แต่งตัวกันสวยงาม ผลิตเพลงดีๆ ที่เป็นแม่ของแจ๊ซ พร้อมๆ ไปกับการมุ่งมั่นตามหาความฝันของตัวเอง
(อิฉันว่าบรรยากาศของยุคนี้มันเหมือนฟองสบู่สวยๆ ลวงๆ ที่พองขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะแตกโพละเพราะการบุกยุโรปของเยอรมันน่ะ-ก็ไม่รู้ถูกหรือเปล่าหรอก)

Henry & June เป็นบันทึกของอนาอิส สาวช่างฝันที่มีพรสวรรค์ในการเขียน แรกเริ่มเดิมที่เธอก็คงจะเป็นผู้หญิงใสๆ มองโลกในแง่ดีประสาคนมีชีวิตไม่ลำบาก แต่สงสัยเพราะเธอเดาะหัวก้าวหน้า หยิบวรรณกรรมลามกจกเปรตน่ารังเกียจ ฯลฯ จนคนยุคนั้นต้องห้ามไม่ให้พิมพ์ ของ D.H. Lawrence มาอ่าน (โธ่เอ๊ย กะอีแค่ชู้รักเลดี้แชตเตอร์เลย์ แค่นี้ต้องห้ามอ่านด้วย) ก๊อเลยทำตัวก้าวหน้า อยากจะเป็นนักเขียนหญิงที่เขียนหนังสือแก้ต่างให้คุณลอเรนซ์นักเขียนที่เธอบูชาซะหน่อย

คุณบรรณาธิการจอมฉวยโอกาสคงเอ็นดูเธอเป็นพิเศษ จึงสั่งสอนให้ว่า ถ้าอยากจะรู้เรื่องเซ็กซ์มากๆ ต้องหาประสบการณ์ (ถึงจะอยากด่าคุณบอกอจอมหื่นมาก แต่อิฉันขอยกย่องทัศนคติต่อเรื่องนี้ของอนาอิส เธอว่าเธอสงเคราะห์)

แล้วอนาอิสกับสามีผู้แสนดี คือฮูโก ก็ได้รู้จักกับ Henry Miller นักเขียนอเมริกันไส้แห้ง ผู้มีอุดมการณ์เดียวกันกับลอว์เรนซ์และอนาอิส ว่าเซ็กซ์มันคือธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องน่าละอายต้องที่ต้องแอบทำกันเงียบๆมืดๆ (ฮ่าฮ่า) อนาอิสถูกชะตาเฮนรี่อย่างแรง แรงขับทางเพศมันคงจะโดนกันล่ะอิฉันว่า ยิ่งเธอรู้ว่าเฮนรี่มีแรงบันดาลใจเป็นจูน เมียคนสวยเจ้าอารมณ์แล้ว เธอยิ่งชอบใจ พาตัวเข้าไปสนิทสนมกับสองผัวเมียนี้ลึดขึ้นทุกที

ถ้าจะถามว่ากรณีนี้ อนาอิสหลงรักผัว หรือหลงรักเมียมากกว่ากัน อิฉันคงตอบยาก แต่บอกได้ว่า เธอ passion กับทั้งสองคนไปคนละแนว คนนึง อย่างที่ผู้หญิงจะดึงดูดกัน และอีกคน ในแบบหญิงชายที่ตื่นเต้นได้อารมณ์สุดเหวี่ยง ในแบบที่สามีไม่เคยริอ่านป้อน

อนาดิสหลงจูน เพราะจูนคือผู้หญิงที่ทำให้เธอทึ่ง จูนมีชู้รักเป็นผู้หญิง จูนปั่นหัวผู้ชาย เธอทึ่ง แล้วเริ่มเรียนรู้ที่จะเป็นอย่างนั้นบ้าง พอดีกับที่เฮนรี่มาหลงเธอ เลยทำให้เธอเป็นชู้กับเขาไปซะงั้น (สถานการณ์อย่างนั้นมันเป็นอย่างอื่นไม่ได้แล้วค่ะ คุณขา)

อิฉันเองก็คอยดูอยู่ว่า แล้วคุณฮูโกผู้สามีจะรู้ไหมว่าเมียแอบไปนอนกับชายอื่นทุกบ่อยๆ อิฉันว่าเธอรู้นะ แต่ว่า เธอรักเมีย และก็ไม่ได้รักอย่างหัวปักหัวปำด้วย อนาอิสเองก็ไม่ได้หลงชู้จนหน่ายผัว เธอยังรักผัวเหมือนเดิม นำประกายไฟสวาทที่ชู้จุดให้มาเผื่อแผ่ผัว คุณผัวก็รู้ว่าเมียเปลี่ยนไป (ในทางที่ยั่วขึ้น) ก็เลยยิ่งเครซี่คุณเมียใหญ่

การค้นหาความหมายของการเป็นผู้หญิง ซึ่งที่จริงมันก็คือการหาประสบการณ์ในการเป็นนักเขียนอีโรติกของอนาอิสดำเนินไปอย่างหวือหวา แต่ผู้กำกับ Philip Kaufman ไม่ได้เล่าในแบบแฟนตาซีจนเซอร์เรียล
ฉากรักล้วนสวยงาม ใช้บอกเล่าความรู้สึกที่ตัวละครมีต่อกันได้อย่างชัดเจน (โดยไม่ต้องโป๊ขนาด Lust Caution….แต่เรื่องนั้นมันก็สมเหตุสมผลของมันนะฮะ)

ความฝันของอนาอิสเกือบเป็นจริงแล้ว (ฝันของเธอคือการร่วมรักกับจูนฮะ) แต่ดันหลุดปากบอกจูนไปว่าเคยนอนกะผัวของชีไปเสียก่อน ก็เลยอด อดไม่พอ หัวใจของผู้หญิงสองคนนี้แตกสลายทั้งคู่

รวมทั้งเฮนรี่ซึ่งต้องเสียทั้งเมียทั้งชู้ในเวลาเดียวกัน...แหม๋ มาถึงขั้นนี้แล้ว ถ้ายังทนอยู่กันต่อไปจะมีความสุขไหมฮะเนี่ย

ตอนอนาอิสถือต้นฉบับออกจากอพาร์ตเม้นต์ชู้ในเช้ารุ่งขึ้น เธอเดินออกมา น้ำตากลบตา แต่หูได้ยินเสียงแตรรถ
...ใครจะเชื่อว่าผัวมารับ พร้อมถามว่าโอเคไหม?...โอว อิฉันซึ้งใจพี่ฮูโกจริง

หนังจบตรงนี้ ในฉากที่อนาอิสนั่งเคียงผัวอยู่บนรถเปิดประทุน น้ำตาไหล ผัวไม่ถามอะไร แต่ขอมือไปจับ ชอบเสียง voice over ของอนาอิสตอนนี้ฮะ

That morning I wept
I wept because I loved the streets that took me away from Henry
And would lead me back to him
I wept because the process by which I had become a woman was painful
I wept because from now on I would weeps less
I wept because I had lost my pain and was not yet accustomed to its absence



บันทึก
• เคยอ่านเรื่องสั้นแปลของอนาอิสตั้งแต่ยังเป็นเด็กแบเบาะในทางวรรณกรรมอีโรติก
• หนังสือรวมเรื่องสั้นแปลของอนาอิส (โดยพี่บาร์บ) เล่มเดียวที่มีอยู่ที่แม่ลูกหมู
• (ยืมชั้นไปนานกว่าอายุลูกหมูตั้งปี เมื่อไหร่แกจะคืนยะ??)
• ชอบเรื่องของอนาอิสที่มันคลาสซี่ ไม่โจ๋งครึ่มจนดูหื่นต่ำอย่างเรื่องของนักเขียนหญิงอื่นที่เคยอ่าน
• เรื่องนี้อูม่าสาวมาก สวยมาก เป็นผู้หญิงที่สวยทั้งปาก และตา หน้าอก และขา (โอ้ย แล้วยังจะบลอนด์ยั่วๆ นั่นอีก!)
• อูม่าในบท June เป็นแค่ supporter แต่แค่นั้นก็เล่นดีมากแล้วนะ ทั้งบทดราม่าและอีโรติกเลย
• Maria de Medeiros เล่นเป็นอนาอิสก็เล่นดีมาก เธอเป็นผู้หญิงธรรมดาที่มีรูปร่างสวยมากด้วย (อูม่าเป็นนางแบบไง)
• หนังเรื่องนี้เพลงเพราะมาก ชอบที่เขาเอาเพลง Edith Pief มาใช้ มันเหมาะเลยล่ะ
• พอเอา Henry & June มาเทียบกันแล้ว หนัง Delta of Venus เลยกลายเป็นหนังอาร์ธรรมดาๆ ไร้เรื่องราว โปรดักชั่นก็งั้นๆ เล่าเรื่องก็งั้นๆ ไปซะงั้น
• คำถามเก่าผุดขึ้นมา...หรือที่จริงแล้วเราสามารถรักคนสองคนได้ในเวลาเดียว?

วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ฉันมีความสุขเมื่อ...


ฉันชอบการบริจาคเงินเล็กๆ น้อยๆ (แต่ไม่ชอบให้เงินขอทานนะ) ชอบบริจาคเลือด และเหมือนโรคจิต ฉันไม่เคยถักผ้าพันคอใช้เองเลย (มีแค่ตอนเด็กๆ ที่พยายามถักเสว็ตเตอร์ใส่เอง แล้วมันออกมาอุบาทว์มาก) แต่ชอบทำให้คนอื่น ฉันมีความสุขกับทุกปมทุกห่วง มันทำให้รู้สึกสงบและผ่อนคลาย ใช้เข็มสอดไหมไปมาเป็นเป็นปม เป็นแถว เป็นหลายๆ แถว และเป็นผืน ถักเสร็จแต่ละผืน ฉันรู้สึกมีความสุขราวกับได้ orgasm ทางจิตวิญญาณ

พฤหัสบดีที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๑

เพิ่งอ่าน "อาอี๊ชวนเล่น-เห็นอะไรแล้วรู้สึกดี"
(http://aroundlove.multiply.com/journal/item/24)
ของอาอี๊เค้า แล้วก็อยากถามตัวเองเหมือนกัน
ว่าอะไรบ้าง ที่ทำให้มีความสุข

หาได้ไม่ครบ ๑๐ ข้อ
แต่โชคดี ที่ก่อนจะถึงวันนี้ ต้องผ่านเมื่อคืนนี้เสียก่อน
เลยพอนึกถึงเรื่องที่ทำให้มีความสุขได้บ้าง

^_^

หมายเหตุ: เหล่านี้คือกุหลาบน้อยๆ ที่แสนจะอ่อนหวานในแปลงหน้าสถานีเกษตรภูเรือจ้ะ
เก็บภาพไว้ตั้งแต่วันเสาร์ที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๑

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ฉัน = สิ่งมีชีวิตเจ้าอารมณ์



ชอบเทียบรุ่นกับสนสูงอายุ
ทรงภูมิ
และเห็นโลกมานานกว่าฉัน


พุธที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๑

วานซืนฉันมึน
เมื่อวานฉันขำ
วันนี้ฉันจิตตก
พรุ่งนี้นี้อาจจะเฉา
แล้วมะรืนคงจะวีน

ฉันเปลี่ยนไปได้ทุกวัน
ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร

และตัดสินใจไม่ถูก ว่าในความเจ้าอารมณ์
โดยเนื้อแท้แล้ว ฉันเป็นคนดีหรือเลวกันแน่


หมายเหตุ:
-วันนี้ฉันเพี้ยน

พืช = สิ่งมีชีวิตแสนงาม




พุธที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๑

เก็บเงาต้นไม้ตอนไปเชียงคานมาฝากกัน

วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เรื่องของคนอยากมีแฟน

Rating:★★★★
Category:Other
กอนโดล่าส่งลิงค์มาให้อ่าน เลยนำมาขยายความต่อ



หัวข้อข่าว: 63% ของคนญี่ปุ่นอยากมีแฟนในฤดูหนาว
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 ธันวาคม 2551 21:22 น.

โดย จินนี่ สาระโกเศศ นิตยสาร Metro Life



“ผ่านลมหนาว จะกี่คราวก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีใครให้ใจอุ่น
อยากจะหาคนที่ทำให้ใจสมดุล แต่ไม่เคยสมหวังสักที
ใกล้หน้าหนาวทุกครั้ง ไม่มีคนคอยคิดถึง
อยากมีใครให้รักให้ซึ้ง เหมือนคนอื่นเขา
ใกล้หน้าหนาวทุกครั้ง คล้ายฤดูกาลยิ่งเหงา
ต้องทนหนาวกับใจที่เหงาคนเดียวอย่างเดิม…“

ทุกครั้งที่ฤดูหนาวมาถึง เสียงเพลงๆ หนึ่งซึ่งมาพร้อมกับฤดูหนาว นอกไปจากเพลงคริสต์มาส อย่างจิงเกิลเบลล์ ก็คือเพลงๆ นี้

ทุกๆ ครั้งที่เสียงเพลงๆ นี้ พัดเข้ามากระทบพร้อมกับไอความหนาว ความเปราะบางและอ่อนแอที่ซ่อนอยู่เบื้องลึกภายใน ก็จะแห้งแล้งและอ้างว้างมากเข้าไปอีก

มีคนบอกว่า เพลงนี้ทำให้น้ำตาไหลออกมาได้ ไม่ว่าฤดูหนาวจะผ่านมาเมื่อไร

และยังมีอีกหลายคนที่บอกว่า เพลงนี้ทำให้รู้สึกเข็ดขยาดกับฤดูหนาว

จนความเหงา อ้างว้าง และโดดเดี่ยว เข้ามาครอบงำความรู้สึก

จนไม่อาจเดินต่อไปได้โดยลำพัง

หลายคนอาจจะคิดว่า อาการเหงาในหน้าเทศกาลแบบนี้ จะมีในเพียงแค่ในเมืองไทย ในประเทศที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนในฤดูหนาว ก็จะได้ยินเพลง “ลมหนาว”

แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่แต่ในบ้านเราเท่านั้น ที่คนจำนวนไม่น้อยมีอาการเหงาในเทศกาลลักษณะนี้

ในประเทศที่มีจำนวนประชากรต่อพื้นที่หนาแน่นติดอันดับโลกอย่างญี่ปุ่น ก็มีผู้คนจำนวนหนึ่งซึ่งมีอาการนี้ไม่ต่างจากเรา

ปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ Sankei Shimbun ของญี่ปุ่น ได้ลงสกู๊ปที่น่าสนใจเกี่ยวกับตัวเลขของคนญี่ปุ่นที่รู้สึก “อยากมีแฟน” ในช่วงก่อนเทศกาลคริสต์มาส !

การสำรวจครั้งนี้จัดทำโดยศูนย์ข้อมูลการแต่งงานแห่งหนึ่งในโตเกียว โดยผู้ที่ร่วมตอบการสำรวจเป็นชายหญิงญี่ปุ่นที่ยังโสด ช่วงอายุระหว่าง 20-49 ปี

ผลการสำรวจปรากฏว่า 63% ของผู้ที่ร่วมตอบคำถามทั้งชายและหญิง ล้วนรู้สึกอยากมี “คนรู้ใจ” ขึ้นมาในหน้าเทศกาลคริสต์มาส

โดยที่มีสาเหตุหลักมาจาก “ฤดูกาล” มากถึงเกือบ 50%

ส่วนอีก 31% เป็นเพราะ “ไม่อยากอยู่คนเดียว” และก็มีอีก 2% ที่อยากมีคนรู้ใจขึ้นมา เพราะ “อยากได้ของขวัญ” !

ถ้าไม่นับเรื่อง “ของขวัญ” เกือบ 80% ของหนุ่มโสดสาวโสดในญี่ปุ่น ก็มีปัจจัยในเรื่องของ “ฤดูกาล” และ “เทศกาล” ที่มาทำให้รู้สึก “เหงา” ด้วยเหมือนกัน

อาจเป็นเพราะลมที่พัดมาหนาว ทำให้ความโดดเดี่ยว ไร้คนข้างกาย ยิ่งเด่นชัด

หรือเพราะการที่เห็นใครๆ เดินมาเป็นคู่ ยิ่งทำให้รู้ว่ามีเพียงตัวเราคนเดียว เพียงลำพัง

หรือเป็นเพราะเทศกาลและงานครื้นเครง ทำให้รู้สึกถึงความอ้างว้างโดดเดี่ยวที่เวียนวนอยู่ข้างกาย

อาจเป็นเพราะสาเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็คงรู้สึกเหงา จนเหน็บหนาวขึ้นมาได้เหมือนกัน

ทั้งผู้ชาย และผู้หญิง

ทั้งคนไทย และคนญี่ปุ่น

ส่วนวิธีการแก้ปัญหาความหนาวเหน็บในจิตใจที่ไร้คู่ของคนญี่ปุ่น ก็เป็นการไปงานปาร์ตี้ หรือไม่ก็งานเลี้ยงจับคู่มากถึง 34% ส่วนอีก 24% ก็เป็นการทำตัวให้ดูดี และแสดงออกว่า “รับสมัคร” คนรู้ใจอยู่ !

ไม่รู้ว่าวิธีไหนจะได้ผลมากกว่ากัน

การเป็นฝ่ายเดินออกไปหา

หรือว่ารอให้มีใครเดินย่างเข้ามา

การเป็นฝ่ายรุก หรือเป็นฝ่ายรับ

การให้มีคนอื่นเข้ามา หรือว่าเริ่มแก้ปัญหาจากความรู้สึกข้างใน

ไม่แน่ใจว่าคนไทยและคนญี่ปุ่น จะเลือกแก้ปัญหาเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

แต่ไม่ว่าเมื่อไรที่ “ลมหนาว” ผ่านเข้ามาหา เราจะรู้ว่า มีใครอีกคนหนึ่งซึ่งรู้สึกอย่างนี้ไม่ต่างจาก “เรา” ค่ะ !


ลิงค์ต้นตอฮะ : http://www.manager.co.th/lady/viewnews.aspx?NewsID=9510000146119

วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เงา . ความ . รัก





พฤหัสบดีที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๑



มีคนตั้งข้อสงสัยว่าเรากำลังมีความรัก
...เห็นจะจริง

ช่วงนี้...เรารักการมีชีวิตมากเลย




หมายเหตุ
-เงาตอนสี่โมงเย็น
-เห็นตอนโดดลงไปแบงค์
-อากาศดี๊ดี
-แดดสวย และอุ่น
-ทำให้เกิดเส้นเงาแสนสวย
-ทำไมไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนเลยนะ?


วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เพื่อนไม่เหมือนแฟน


 


ฤดูหนาว=ฤดูเหงา?


ถ้าไม่ใช่ ทำไมเวลาอากาศหนาวๆ ถึงทำให้เหงาจัง?

เหงาแล้วจะทำไง

มีีแฟนคงดี (อ่านถึงตรงนี้หลายคนคงบอก...กูว่าแล้ว)

 

ไอ้ความอยากจะมีแฟนเนี่ย มันมีอยู่ทุกฤดูอะแหละ

แต่ในหน้าหนาว แฟนคงมีมูลค่าเพิ่มมหาศาล

นอกจากเป็นที่พึ่งทางใจ ทำให้อุ่นใจตอนที่รู้สึกว่าโดนชะตากรรมกลั่นแกล้งแล้ว

เขาก็คงช่วยให้อุ่นกายด้วย

(แน่นอนว่าเราก็ช่วยให้เขาอุ่นขึ้นได้เช่นกัน)

 

แต่ว่า

แฟนดีๆ (ที่อยากได้เราเป็นแฟนเหมือนกัน) ไม่ได้หากันง่ายๆ เหมือนหาเซเว่นอีเลเว่น

 

โชคดีอยู่บ้าง

ระหว่างที่เหงา เรายังมีเพื่อน

ทั้งเพื่อนหญิงและเพื่อนชาย

ล้วนแต่ดีๆ ทั้งนั้น (หรือเพราะเลิกคบเพื่อนไม่ดีไปหมดแล้วหว่า)

 

ก่อนนี้ก็เคยคิด

มิตรภาพระหว่างชาย-หญิงไม่มีในโลก

Platonic Love หรือการที่ผู้หญิง-ผู้ชายจะมีมิตรภาพใสบริสุทธิ์ต่อกันโดยไม่มีอารมณ์ทางเพศเกี่ยวข้องน่ะ

ไม่มีจริงหรอก

 

อยู่มาจนจะแก่ ถึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้วมันมี

เพื่อนผู้ชายที่เมาท์มันส์

อยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายอกสบายใจ

ไม่ต้องสงวนกิริยา

ไม่ต้องเก๊กว่าฉันฉลาด ดูดี มีรสนิยม

ไม่ต้องพูดเพราะ หรือพูดอะไรที่มันเก๋ๆ

ไม่ต้องแต่งตัวสวย สวมเสื้อรีดเรียบ ผมเป็นทรง หน้าไม่มัน

ใจกว้างพอที่จะยอมรับ สี ที่เราเลือก

รับได้ในเรื่องที่เราซีเรียส แถมเคารพความคิดเราอีก

 

เพื่อนผู้ชายพวกนี้ทำให้รู้สึกว่า

ถ้ารู้ว่ามีเพื่อนผู้ชายแล้วสบายอย่างนี้ มีมาตั้งนานแล้ว

 

วันนี้ไปสยาม ไปดูหนังกะอุดม

ไม่ใช่เพราะอุดมดูหนังคนเดียวไม่ได้

แต่เพราะอุดมตั้งใจเอาอุปกรณ์กันหนาวสำหรับ พวกเราชาวภูกระดึง (สำนวนของอุดม) มาให้ยืม

ระหว่างรอเวลา พากันไปกินข้าวในโรงอาหารคณะทันตแพทย์ เม้าท์กันกระจาย

ว่ามาตั้งแต่เรื่องอาหารการกิน สนทนาปัญหาบ้านเมือง ชีวิตและสุขภาพ ไปจนถึงเรื่องอนาคตของชาติ

ก่อนจะย้ายไปขำกับหนัง Burn after Reading

 

เป็นหนังเรื่องที่เหมือนเคยคิดว่าจะมาดู แต่ไม่รู้ไง ตั้งแต่ป้าอ้อยไม่อยู่ความกระตือรือร้นจะมาดูหนังก็อ่อยไป ถ้าอุดมไม่ชวนมาดู สงสัยเราก็คงมึนจนอดดูอีกจนได้

 

ต้องขอบคุณอุดมที่ทำให้ได้ดู

เพราะมันช่างเป็นหนังที่เสียดสีได้สาแก่ใจ

ขำก็ขำ มันส์ก็มันส์

ถึงเวลาก็ทำเอาใจหาย

ช่างเป็นหนังที่ทำให้รู้สึกคุ้มกับเงินทองและเวลาทีเสียไป

แถมทำให้เรารู้สึกว่าควรขวนขวายหา No Country for Old Men ผลงานเรื่องก่อนหน้าของผู้กำกับคู่นี้มาดูเสียที

 

ระหว่างกลับบ้านก็นึกๆ ดูเล่นๆ

คนที่จะ เก็ต ดูหนังแบบนี้ได้สนุกพอๆ กัน คงมีไม่มาก

เพราะถ้าจะให้ โดน คงต้องเป็นผู้ใหญ่หน่อย

เป็นคนช่างประชดประชัน เหน็บแนมอยู่พอสมควร

ขำได้ แม้ไม่ใช่มุกหม่ำ

แล้วก็ต้องใจร้ายนิดๆ คนใจดีเป็นแม่พระอาจไม่ touch  

 

นอกจากป้าอ้อยผู้ไม่อยู่ ก็คงมีเพื่อนอีกไม่กี่คนที่ดูแล้วชอบ

ลองนึกถึงแฟนเก่าๆ มีใครไหมที่ดูแล้วจะสนุกสนานประมาณกัน

 

นึก นึก นึก

 

อุ้ยตาย!... เห็นทีจะไม่มีใครชอบหนังแบบนี้เหมือนเรา

 

มีเพื่อน ไม่เหมือนมีแฟนจริงๆ ด้วย

 

ถ้ามันเป็นอย่างนั้น

เอาเพื่อนเป็นแฟนซะดีมั๊ยเนี่ย???

 

(โฮ่ โฮ่ โฮ่)

 

 

 

หมายเหตุ

-เมื่อคืนวานรับสายคนรักเก่า บางทีอากาศหนาวอาจทำให้เขาเหงา และคิดถึงฤดูหนาวที่ไม่เหงาก็เป็นได้

-คนรักเก่าอีกคน (เก่าน้อยกว่าคนข้างบน) ชอบโทรหาเราตอนดึกๆ เขาคนนี้คงคิดเราได้ทุกสภาพอากาศ ขอให้ดึกเป็นพอ

-พรุ่งนี้มีเดตกะเพื่อน หวังว่าลมจะไม่แรง อากาศจะไม่หนาวจนทำให้เราต้องกอดเพื่อน

-ที่เบื่อจะถ่ายรูปต้นคริสมาสต์หน้าเซ็นทรัลเวิลด์น่ะ ไม่เกี่ยวกับไม่มีแฟนนะยะ อุดม

ชั้นไม่เคยนึกถึงตัวเองไปถ่ายรูปไฟคริสมาสต์มาก่อนเลยในชีวิต เหมือนๆ กับที่ไม่เคยนึกถึงตัวเองในชุดเจ้าสาวน่ะแหละ




ฤดูหนาว=ฤดูเหงา? ตอน ชีวิตเหงาๆ ของชาวบางกอก




เสาร์ที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

ท้องฟ้าฤดูหนาวมืดเร็วกว่าที่เคย
หกโมงกว่าๆ ฟ้าก็เป็นสีแบบนี้ซะแระ

เหงาก็เหงา
หิวก็ิหิว

หมายเหตุ ไม่ได้ทำอะไรเลยแม้แต่รีไซส์
เอ่อ บางรูปใช้โหมด Dusk/Down


วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เหงา...(๒)





ศุกร์ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

จู่ จู่
ก็ รู้ สึ ก เ ห ง า
ท่ า ม ก ล า ง ผู้ ค น

วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Late for Work (again)





จันทร์ที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑


ไปทำงานสาย
ทั้งที่ตื่นไม่สาย
เพราะมัวอ้อยอิ่งอยู่กับสมเกียรติซังและแสงอุ่นๆ ตอนสายๆ ของหน้าหนาว


(ทำไมเค้าไม่ชวนเราเลย์ออฟนะ???)

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ความเสื่อมของคนอโศก




จันทร์ที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

สาวออฟฟิศอย่างเราคุ้นชินกับการมีตัวอย่างสินค้ามาแจกถึงหน้าออฟฟิศ

แต่คนมาแจกจะรู้มั่งไหม
เอาของมาแจกก็เหมือนเอาขยะมาทิ้งดีๆ นี่เอง

คนรับก็อีก ได้มาก็ใช่จะสนใจข้อความในแพคเกจ อยากจะแกะออก เก็บไว้แต่ของข้างใน จะได้เบาๆ ตัว แล้วก็ทิ้งๆ กล่องที่ใส่มาไปให้พ้น

ที่เห็นในรูปนี่เป็นวาสลินโลชั่นชนิดใช้แล้วตัวขาวภายใน ๑๔ วัน

ดูึความเสื่อมของคนทำงานออฟฟิศย่านอโศกเอาเถิด

ก็ตรงนั้นน่ะ ถังขยะก็ไม่ใช่นะฮะ


น้องเฟธยังยิ้มได้ ^_^




อัลบั้มนี้ไม่ได้ถ่ายรูปเอง
แต่เซฟรูปมาจาก forward email ที่เพื่อนสาธิตส่งให้เพื่อนสาธิต
อ่าน+ดูรูปแล้วน้ำตาซึม

ก้ออยากให้เพื่อนมัลติพลายมีแรงบันดาลใจที่จะสู้ชีวิตเหมือนๆ กับน้องเฟธนะฮะ

ยังไงก็ยิ้มไว้นะฮะ


This is called 'Faith.' His name is Faith!

This dog was born on Christmas Eve in 2002. He was born with 3 legs - 2 healthy hind legs and 1 abnormal front leg which need to be amputated. He of course could not walk when he was born. Even his mother did not want him.

His first owner also did not think that he could survive. Therefore, he was thinking of putting him to sleep. At this time, his present owner Jude Stringfellow met him and wanted to take care of him. She was determined to teach and train this dog to walk by himself. Therefore she named him 'Faith'.

In the beginning, she put Faith on a surf board to let him feel the movements of the water. Later she used peanut butter on a spoon as a lure and to reward him for standing up and jumping around. Even the other dogs at home helped to encourage him to walk. Amazingly, after only 6 months, like a miracle, Faith learned to balance on his 2 hind legs and jumped to move forward. After further training in the snow, he can now walk like a human being.

Faith loves to walk around now. No matter where he goes, he just attracts all the people around him. He is now becoming famous on the international scene. He has appeared in various newspapers and TV shows. There is even one book entitled 'With a little faith' being published about him. He was even considered to appear in one of Harry Potter movies.

His present owner Jude Stringfellew has give n up her teaching job and plans to take him around the world to preach, that 'even without a perfect body, one can have a perfect soul.'

In life there are always undesirable things. Perhaps one will feel better if one changes the point of view from another direction.

I hope this message will bring fresh new ways of thinking to everyone and that everyone can appreciate and be thankful for each beautiful day that follows.

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Ladies in Lavender : สัจธรรมเกี่ยวกับเด็กหนุ่ม

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


หยิบหนังเรื่องนี้มาดูเพราะคิดถึงป้าอ้อย

ไม่ใช่เพราะป้าอ้อยคือพี่สาว(โสด)ที่เคยเป็นบัดดี้ไปไหนมาไหนด้วยกัน แถมมีแนวโน้มจะไม่เอาสามีมาเป็นภาระกับชีวิตอย่างเดียวเท่านั้นดอก
แต่เป็นเพราะตอนนี้ป้าเค้าย้ายไปหนาวอยู่ถึงเมืองลีดส์โน่น

แต่เรื่องราวในหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองหลายปีอยู่ ณ คอร์นวอลล์ เมืองริมทะเลของอังกฤษ ในฤดูร้อน (หรือสปริงก็ไม่แน่ใจ) แต่เป็นฤดูที่คุณป้าสองพี่น้องจูงมือกันลงไปเดินเล่นที่ชายหาด (แม่เจ้า.. เต็มไปด้วยหิน) กันอย่างร่าเริง ก่อนที่พายุจะเข้าในคืนนั้น

แล้วพัดเด็กหนุ่มคนหนึ่งมาเกยตื้นในเช้าวันต่อมา

แล้วชีวิตรูทีนแสนสงบสุขของสองป้าก็เปลี่ยนไป

เด็กหนุ่มชาวโปล(ลิช) หน้าตาโซโซ (ไม่หล่อ มีดีแค่ความหนุ่ม) พูดอังกฤษไม่ได้ กลายเป็นจุดศูนย์กลางความสนใจของสองป้า (รวมคุณเมดด้วยอ้ะ) จะกินจะนอน จะหิว จะอิ่ม สามป้ากระวีกระวาดจัดการให้ทั้งสิ้น

แค่นั้นไม่พอ สองพี่น้องยังแอบหวั่นไหวกับความสดใสของเด็กหนุ่มกันไปไม่น้อย ออกจะเป็นหนักในกรณีของป้าเออร์ซูล่าคนน้อง ที่ยังโสด และสดทั้งแท่ง ต่างกับป้าเจเน็ตที่เคยมีฝาละมีมาแล้ว เลยพอมีวุฒิภาวะบ้าง และที่เอ็นดูเด็กหนุ่ม บางทีก็ออกจะเหมือนแม่เอ็นดูลูก

แต่ป้าเออร์ซูล่าสิ (แสดงเก่้งชิบ) แกจำแลงกายเป็นสาวน้อยผู้หวั่นไหวกระนั้นเลย
(เด็กหนุ่มจะสังเกตเห็นก็หาไม่)

วันหนึ่ง ทุกคนก็ค้นพบอัจฉริยภาพ (สมัยนี้เค้าใช้คำนี้กัน) ทางดนตรี (ไวโอลิน) ของเด็กหนุ่มแอนเดรีย ก็ที่มาเกยตื้นน่ะ เป็นเพราะเขาโดยสารเรือจะไปแสวงโชคในอเมริกา แต่เรือดันมาแตกเสียก่อนน่ะสิ

เสียงเพลงของแอนเดรียยิ่งทำให้ป้าเป็นหนัก หลงกว่าเดิม ปลื้มกว่าเดิม ถึงขั้นหวง ไม่อยากบอกใคร ไม่อยากให้เด็กหนุ่มจากไปไหน

แต่เด็กหนุ่มก็คือเด็กหนุ่ม มันยังมีไฟ มีไดรฟ์ มีความทะเยอทะยาน มันไม่อยากมาหมกตัวอยู่ในบ้านนอก วันๆ มีป้าแก่ ๒ คนที่พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง (ก็พูดกันคนละภาษา) คอยล้อมหน้าล้อมหลังเอาใจหรอก

พอได้รู้จักกับศิลปินสาว(สวย) น้องสาวของอัจฉริยะนักไวโอลิน เด็กหนุ่มก็เลยตามสาวสวยนางนั้นไปฝากตัวกับพี่ชายของหล่อนโดยไม่ต้องคิดกันมาก

ยังความปวดใจให้สองป้ายิ่งนัก

ป้าเออร์ซูล่าถึงกับเหม่อลอยด้วยความเศร้าสร้อย ละห้อยหาด้วยความหวามไหว ก็ก่อนหน้านี้เธอถึงขั้นฝันถึงฉากโรมานซ์ระหว่างตัวเอง (เมื่อยังสาวสะพรั่ง) กับเด็กหนุ่มเชียว

โอ...มันช่างน่าเศร้า

จนกระทั่งวันหนึ่ง สองป้าได้รับพัสดุจากลอนดอน เป็นภาพพอร์เทรตของเด็กหนุ่ม วาดโดยศิลปินสาว(สวย) ที่เขาหนีตามไป พร้อมจดหมายอธิบายความและขอโทษที่จากไปอย่างกระทันหัน
เขาบอกว่า...

ขอบคุณที่สองป้ามอบชีวิตใหม่ให้เขา
และนี่ไง เขากำลังจะใช้มันแล้ว

(T-T)

เขากำลังจะแสดงสด ถ่ายทอดทางวิทยุ

สองป้าจึงตัดสินใจเข้าลอนดอน ไปฟังเด็กหนุ่มสีไวโอลินถึงในฮอลล์
เด็กหนุ่มทำคนในฮอลล์ตะลึง
และวันนั้น สองป้าก็เข้าใจ ว่า ที่ไหน ที่เด็กหนุ่มควรจะอยู่

หนังจบด้วยภาพด้านหลังสองป้าพี่น้องจูงมือกันเดินกลับ
(T_T)




บันทึก:
-เด็กหนุ่มหน้าเสื่อมมั่ก
-แต่เล่นไวโอลินดีจริงๆ
-เพลงที่เล่นในฮอลล์เพราะมาก ไม่รู้ชื่อเพลงอะไร ไม่ได้ตั้งใจดู
-ป้าเจเน็ต (Maggie Smith) และป้าเออร์ซูล่า (Judi Dench) เล่นดีจริงๆ
-คนเขียนบทช่างเข้าใจหัวอกสาวแก่
-อีกหน่อย เราอาจจะเป็นแบบป้า
-แต่สัญญาว่า เราจะไม่หลงรักเด็กหนุ่มหน้าเสื่อมๆ อย่างนี้เด็ดขาด





วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เก็บกุหลาบมาฝากอา-อิ


กลางแสงยามบ่าย


ไปทำงานที่ Cafe Casta วันนี้
เห็นช่อกุหลาบในแสงสวย
เลยเก็บมาฝากอา-อิ
เพื่อนสาวคนสำคัญ

ขอให้ชีสู้ชีวิต(รัก)ต่อไป
เหมือนกุหลาบไม่ยี่หระต่อแสงยามบ่าย


(เพราะมันเป็นกุหลาบปลอม ฮ่า ฮ่า)

หมายเหตุ
โปรดติดตามเรื่องราวของ Cafe Casta ในอัลบั้มต่อๆไป