แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เลย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เลย แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ขำ-ขำ ส่งท้ายปีกับรูปเก็บตกจากเมืองเลย




พุธที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๑

เนื่องจากไม่มีหัวอ่าน มีรูปเริ่ดๆ ใน DVD ก็ไม่ผิดกับลิงได้แก้ว
ดีจังที่มีคนไปพันธุ์ทิพย์ วันนี้อิฉันเลยได้ฤกษ์ขุดรูปขำๆ ของตัวเองมาดูก่อนสิ้นปี

หมายเหตุ:
-ขอบคุณพี่มนัส ช่างภาพเซ็ตนี้เป็นที่สุดฮะ
-มีหัวอ่านนี่มันดีจิงๆ เลยเนอะ (รำพึง-รำพัน) วันนี้ได้ดู Delta of Venus แล้ว
หลังจากซื้อมาดองรอหัวอ่านใหม่อยู่ ๓ ชาติ

วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ฉันมีความสุขเมื่อ...


ฉันชอบการบริจาคเงินเล็กๆ น้อยๆ (แต่ไม่ชอบให้เงินขอทานนะ) ชอบบริจาคเลือด และเหมือนโรคจิต ฉันไม่เคยถักผ้าพันคอใช้เองเลย (มีแค่ตอนเด็กๆ ที่พยายามถักเสว็ตเตอร์ใส่เอง แล้วมันออกมาอุบาทว์มาก) แต่ชอบทำให้คนอื่น ฉันมีความสุขกับทุกปมทุกห่วง มันทำให้รู้สึกสงบและผ่อนคลาย ใช้เข็มสอดไหมไปมาเป็นเป็นปม เป็นแถว เป็นหลายๆ แถว และเป็นผืน ถักเสร็จแต่ละผืน ฉันรู้สึกมีความสุขราวกับได้ orgasm ทางจิตวิญญาณ

พฤหัสบดีที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๑

เพิ่งอ่าน "อาอี๊ชวนเล่น-เห็นอะไรแล้วรู้สึกดี"
(http://aroundlove.multiply.com/journal/item/24)
ของอาอี๊เค้า แล้วก็อยากถามตัวเองเหมือนกัน
ว่าอะไรบ้าง ที่ทำให้มีความสุข

หาได้ไม่ครบ ๑๐ ข้อ
แต่โชคดี ที่ก่อนจะถึงวันนี้ ต้องผ่านเมื่อคืนนี้เสียก่อน
เลยพอนึกถึงเรื่องที่ทำให้มีความสุขได้บ้าง

^_^

หมายเหตุ: เหล่านี้คือกุหลาบน้อยๆ ที่แสนจะอ่อนหวานในแปลงหน้าสถานีเกษตรภูเรือจ้ะ
เก็บภาพไว้ตั้งแต่วันเสาร์ที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๑

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ฉัน = สิ่งมีชีวิตเจ้าอารมณ์



ชอบเทียบรุ่นกับสนสูงอายุ
ทรงภูมิ
และเห็นโลกมานานกว่าฉัน


พุธที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๑

วานซืนฉันมึน
เมื่อวานฉันขำ
วันนี้ฉันจิตตก
พรุ่งนี้นี้อาจจะเฉา
แล้วมะรืนคงจะวีน

ฉันเปลี่ยนไปได้ทุกวัน
ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร

และตัดสินใจไม่ถูก ว่าในความเจ้าอารมณ์
โดยเนื้อแท้แล้ว ฉันเป็นคนดีหรือเลวกันแน่


หมายเหตุ:
-วันนี้ฉันเพี้ยน

พืช = สิ่งมีชีวิตแสนงาม




พุธที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๑

เก็บเงาต้นไม้ตอนไปเชียงคานมาฝากกัน

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551

นอนสบายใต้เงาสน


ซ่อนพระอาทิตย์ไว้หลังสน


เก็บภาพสนที่ภูสน จุดพักแรมบนภูเรือมาฝากเพื่อนกร
คนอยากไปกางเต็นท์บนภู

วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2551

รูปเชียงคานที่เพื่อนชอบ



บอกไม่ถูกว่ะ แต่ชอบจริงๆ
มันดูเหมือนจะถูกทิ้งอยู่คนเดียว
แต่ไม่เป็นไร ก็ไปตามถนน ข้างหน้าก็เจอผู้คนแล้ว ไรเงี้ย
 
ดูเหงาๆ แต่มีความหวัง 555
สรุปว่าชอบละกัน
 
เพื่อนที่บอกชอบรูปนี้ให้เหตุผล เมื่อคนถ่ายถามว่า

ทำไมชอบรูปนี้ฟระ
ไม่เห็นมันจะสวยกว่ารูปอื่น

..ก็ไม่คิดว่าเพื่อนจะมองมันแล้วนึกคิดไปลึกซึ้งขนาดนั้น

อิฉันเองเป็นคนชอบถ่ายรูป ถ่ายแบบถ่ายเร็วๆ คิดเร็วๆ ไม่ได้ประณีตพิถีพิถันมากมาย ประเภทเห็นปุ๊บสัญชาตญาณก็ทำงานเลย ตัดสินใจได้เลย (เหมือนนิสัยมั๊ง)

โดยส่วนตัวชอบถ่ายแบบให้รูปมันเล่าเรื่องมากกว่าจะเอารูปสวย แต่ไม่บอกอะไร นอกจาก "สวย"
อยากให้รูปถ่ายของเราเป็นเหมือนภาพบันทึกความทรงจำของเราเอง (เพราะว่าเป็นคนขี้ลืม)
รูปที่เลือกมาอัพโหลดบางรูปก็เลยไม่สวยเอาเสียเลย แต่คนอัพ ซึ่งเป็นคนเดียวกับคนถ่ายย่อมรู้ ว่ารูปนั่นเล่าเรื่องอะไร ข้างหลังภาพมีอะไร คนในรูปกำลังยิ้มเรื่องอะไร

อัลบั้มรูปในมัลติพลายของอิฉันมันเลยดูบ้าๆ บอๆ เป็นกึ่งๆ คอลเลกชั่นส่วนตัวในระดับที่ยอมให้เพื่อนดูได้
เหมือนสมบัติบางชิ้นที่อยากอวดมาก
บางชิ้นก็อยากอวดแค่นิดหน่อย

อีตอนจะถ่ายรูปนี้ไม่ได้ใช้เวลามาก เดินผ่านซอยนั้นแล้วมองเห็นแสงอรุณที่ปลายซอย
มียอดเจดีย์วัดจับกับแสงแดดอยู่ แล้วก็เห็นหนุ่มสาวนักเดินทางที่ก็คงออกมาชมเชียงคานยามเช้าเหมือนเรา เดินอยู่ด้วยกันคู่นึง
ด้วยตาเปล่า (กล้องที่ดีที่สุดในโลก) รู้สึกว่าภาพนั้นมันส้วย-สวย
เป็นยามเช้าที่อบอุ่นและสวยงาม

เหลือบไปทางซ้ายเห็นรถสามล้อกำลังจะเลี้ยวพอดี
ถ้้าอยากถ่ายให้ทันก็ต้องไม่ปรับอะไรทั้งสิ้น
ก็เลยถ่ายเลย
ช้าไปด้วย เพราะถ้าถ่ายเร็วกว่านั้น รถสามล้ออยู่ริมกว่านี้ องค์ประกอบคงลงตัวกว่านี้

ทั้งที่งงๆ แต่ก็รู้สึกดีใจจริง ที่เพื่อนชอบ




หมายเหตุ
-นี่เป็นเวอร์ชั่นตามที่กดมา อาจจะรีไซส์ไปหนนึง
-สภาพจิตใจช่วงที่อยู่เชียงคานค่อนข้างปกติ นิ่งๆ มีความสุขได้กับปัจจุบันขณะ
-ไม่ได้คิดถึงคนรักเก่า ไม่ได้หวังเจอคนรักใหม่
-ไม่ได้โหยคิดถึงใครจนจะแย่ เหมือนตอนเห็นท้องฟ้าเหนือยอดภู ตอนที่พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า
(ก่อนถึงสี่แยกที่น้าเต๋าบอกว่าสวยที่สุดในประเทศ)
-ทั้งยังไม่ได้อิจฉาคนไปเชียงคานพร้อมคนรัก
-แต่รู้สึกอิ่มเอมกับบรรยากาศน่ารื่นรมย์ของเชียงคาน ท่ามกลางมิตรภาพจากเพื่อนร่วมทาง
-ก็ชอบเชียงคานนะ แต่ถ้าจะไปเที่ยวอย่างคนไกลไปสัมผัสเชียงคานอย่างที่ไปมา ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้นานเท่าไหร่ ถึงจะไม่เบื่อเสียก่อน




เรื่องหมาหมา : คิดถึงพี่ท็อป





พี่ไทด์กะพี่ท็อปเป็นหมาสองพี่น้องของพี่พิม เจ้าของเชียงคานเกสต์เฮ้าส์
(หมาเป็นพี่ แมวเป็นน้อง)

สารภาพเลยว่าอิฉันหลงรักพี่ท็อปหมดใจตั้งแต่แกย้ายกายฟูๆ มาสถิตบนเสื่อที่คนปูไว้เตรียมใส่บาตร

ตอนนั้นเป็นเวลาเช้าตรู่ อากาศยังจัดว่าหนาว
ตัวฟูๆ สะอาดๆ ของพี่ท็อปจึงกลายเป็นที่พึ่งของคนไป

กอดแล้วอุ๊น-อุ่น
นุ๊ม-นุ่ม
แล้วก็ห้อม-หอม

ใส่บาตรเสร็จคนก็ล้อมวงกันยืนจกอาหารเช้า
พี่ไทด์(พี่ชายท้องเดียวกัน)กะพี่ท็อปก็มาวนเวียนรอกินด้วย

เห็นแววตาวิงวอนของทั้งสองแล้ว
ขำก็ขำ เอ็นดูก็เอ็นดูฮะ

..การจากเชียงคานมาโดยไม่ได้กอดอำลาพี่ท็อปอีกครั้งมันช่างคาใจจริงๆ นะเนี่ย

ตามติดชีวิตนักท่องเที่ยว (๓)





ตามติดชีวิตนักท่องเที่ยว (๓) : ชีวิตระหว่างทาง

ออกจากเชียงคานเที่ยงๆ วันอาทิตย์ที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๑
มีคนอยากเห็นจุดที่คอดที่สุดของประเทศไทย (อีตรงหัวขวานน่ะ)
เราเลยดั้นด้นกันไปหา

ไกลแสนไกลกว่าจะถึง
หนทางหรือก็ช่างเปลี่ยวดายจนอดนึกถึงฉากในนิยาย "แผ่นดินนี้เราจอง" ไม่ได้

แต่ในที่สุด เราก็ผ่านด่าน ตชด. (ที่ไม่มีใครสนใจเราเลย) ขึ้นไปถึงเนินลูกนั้น
แล้วก็ได้เห็นว่า อ้อ จุดที่คิดที่สุดคือคุ้งโค้งนี้ของแม่น้ำโขง (แน่ๆ)
...เฮ่อ

หลังจากนั้นเราก็งมอยู่ในเส้นทางยาวไกลที่จะพาเรากลับสู่ทางหลักเดินทางกลับกรุงเต้บ
ก็ไม่เคยมีใครเคยมาขับรถเล่นแถวนี้มาก่อนนี่นะ
หิวก็หิว ลุ้นก็ลุ้น (ถนนย่านนี้ช่างแล้งปั๊ม) ว่าน้ำมันจะหมด
แต่ในที่สุด เราก็ลากสังขารกลับมากินข้าวเที่ยง (เมื่อบ่ายสองกว่าๆ) ที่ร้านแถวๆ ตัวเมืองภูเรือจนได้

ร้านนี้ดูมิน่าไว้วางใจนัก อิฉันเลยเพลย์เซฟด้วยการสั่งข้าวไข่เจียวแหนม
ถ้ารู้ว่าเค้าทำกับข้าวรสชาติพอใช้ได้กว่านี้ก็คงจะสั่งอะไรที่สวิงสวายกว่านี้หรอก

ตกเย็นเราแวะกราบพระธาตุศรีสองรัก
พระธาตุนี้น่าสนใจดี ตั้งแต่วัตถุประสงค์ในการสร้างเลย
คือ เป็นพระธาตุที่เป็นเหมือนพยานสัมพันธไมตรีระหว่างไทย-ลาว สมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (ชื่อคุ้นๆ ว่าอยู่ในหนังสุริโยทัยและนเรศวรเนอะ) ทำนองว่าสองพี่น้องจะเป็นพันธมิตรร่วมต้านทัพพระเจ้าบุเรงนองกัน..อะไรประมาณนั้น จึงลงมือสร้างเจดีย์รูปทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสกว้างด้านละ 8 เมตร สูงประมาณ 32 เมตร ไว้ตรงกึ่งกลางระหว่างแม่น้ำโขงกับแม่น้ำน่าน

ด้วยเป็นพระธาตุที่เป็นสัญลักษณ์ของพันธมิตรระหว่างสองชาติ เค้าก็เลยห้ามไม่ให้ใส่สีแดง (ประมาณว่าเป็นสีของสงคราม) ขึ้นไปไหว้พระธาตุ
...มันไม่เป็นมงคล เค้าว่างั้น

นอกจากนี้ เค้ายังห้ามไม่ให้ผู้หญิงเข้าในโซนในๆ ด้วย
(ไม่แปลกนะ เจอมาเยอะแล้วจากทางเหนือ ในวัดที่เชียงคานไม่มีพระธาตุ เค้ายังห้ามผู้หญิงเข้าเลย-ผู้หญิงช่างเป็นมนุษย์ชั้นสองแท้ๆ )

เอาล่ะ ยังไงก็ได้มากราบพระธาตุแล้ว
ถึงจะกราบอยู่ไกลๆ แล้วก็ท่องคาถาบูชาพระธาตุผิดๆ ถูกๆ เพราะไม่ได้ใส่แว่น
คงมีกุศลเล็กๆ น้อยๆ ให้ได้พบสักรัก-สองรักมั่งกระมัง

ตามติดชีวิตนักท่องเที่ยว (๒)




ตามติดชีวิตนักท่องเที่ยว (๒) : ชีวิตที่เชียงคาน

เรามาถึงเชียงคานเย็นวันเสาร์ที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๑
เชียงคานเกสต์เฮ้าส์เป็นบ้านเรือนแถวเก่า หันหน้าเข้าถนน หลังติดริมโขง
(หรือสมัยก่อนโน้นด้านติดริมโขงจะเป็นหน้าบ้านหรือเปล่าไม่รุเนอะ)
เรา ๑๐ แยกกันนอนใน ๕ ห้อง อิฉันนอนกะพี่ดื้อ ซึ่งเป็นเต็นท์เมทกันมาแต่คืนก่อน

บรรยากาศยามเย็นในห้องพักช่างน่าประทับใจ ด้วยแสงแดดอุ่นยามบ่ายสาดเข้ามาสร้างความอบอุ่นต้อนรับผู้มาเยือน

วางของแล้วโผล่ไปริมระเบียงหลังบ้าน โอ้โห แม่น้ำโขงกว้างจริง
ไม่น่าเชื่อว่าอีกฝั่งคือเมืองลาว (มีคนอยากข้ามไปช็อปปิ้งฝั่งลาวด้วย)

เก็บของเรียบร้อยเราว่าจะไปตลาด หาของสดมาทำกันเหมือนที่โม้ไว้บนภูหลวง
ไปๆ มาๆ ชักขี้เกียด เลยเวียนรถหาของกิน

ไหงไปโผล่ที่แก่งคุดคู้ได้ไม่รุ
เราเลยแวะลงนั่งเรือชมแก่ง (น่ากลัวออก) แล้วก็กินข้าวที่ร้านริมแก่งเสียเลย
สาวๆ ไม่พลาดการขนซื้อของฝาก ได้แก่มะพร้าวแก้วอ่อนนิ่มมาฝากคนที่บ้านด้วย

คืนนั้นนอนเขียนโปสการ์ดจนเพลีย (เหนื่อยชิบ) หลับสบ๊ายสบายไปพร้อมเพลงในไอพอดน้อย ไม่ได้รู้สึกยี่หระรำคาญกับเสียงเด็กผี เพื่อนร่วมเกสต์เฮ้าส์แต่อย่างใด

เช้ารุ่งขึ้นก็ตื่นแต่ไก่โห่ เพราะตื่นเต้น อยากใส่บาตรแบบจกข้าวเหนียว
(ซึ่งก็ได้จกกันสมใจ) เช้านี้ได้กอดพี่ท็อปอุ๊นอุ่น
เออ อากาศที่เชียงคานหนาวกำลังสบาย ไม่โหดร้ายเหมือนบนภู
สายๆ ก็เลยออกเดินเล่นเตร็ดเตร่ได้โดยไม่ต้องทรงชุดใหญ่


ตามติดชีวิตนักท่องเที่ยว (๑)


กำลังสนุกกันใหญ่

ตามติดชีวิตนักท่องเที่ยว (๑) : ภูหลวง-ภูเรือ

ตอนนี้มีรูปไม่มาก เนื่องจากยังไม่หนิดหนมฮะ

วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551

โปสการ์ดจากเชียงคาน


เผื่อสงสัย
นั่นไม่ใช่พุงฮะ
สวมเสื้อซ้อนกันหลายตัวอ่ะ

ศุกร์ที่ ๕-อาทิตย์ที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๑
ภูหลวง-ภูเรือ-เชียงคาน

ไปแอ่วคราวนี้ก็ตั้งใจจะส่งโปสการ์ดถึงญาติมิตรและเพื่อนพ้องตามเคย
แต่คราวนี้ทำได้ไม่สำเร็จเพราะมีอะไรบางอย่างมาเป็นอุปสรรค
แต่ก็ยังอยากส่งโปสการ์ดอยู่อะ

ขอส่งผ่านมัลติพลายได้มิ
ใคร(พอจะ)ชอบรูปไหน เชิญรับไปได้เลยนะฮะ

ตอนอยู่เชียงคานคิดถึงทุกคนเลยฮะ

-อุ๊แห่งความดีงาม
-แพตตี้+น้าต้น
-น้่า้ชา Planet Mate
-พระจันทร์กลิ่นกาแฟ
-พี่บุ๋มบิ๋มสาวเจียงใหม่
-ป๊อปเหี่ยว
-ป้าอ้อย
-ป้าเสริม+ป้านุช
-กอนโดล่า ชาวเกาะ
-พี่ผึ้ง หมอฟันจอมเที่ยว
-วนกร
-เพื่อนอิ๋ว
-หนูนา
-คุณป๊อก ผู้ซึ่งส่งโปสการ์ดที่มีลายมือสวยๆ มาให้อิฉันเป็นใบที่สองแล้ว
T-T
-และ ใครอยากได้ก็จะให้หมดเลยฮะ

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2551

พวกเราชาวแค้มป์




คืนวันศุกร์ที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๑

เป็นอีกคืนที่น่าจดจำ
พวกเราชาวคณะพากันมาถึง "ภูสน" จุดกางเต็นท์ของ อช. (ใช่ไหม?) ภูเรือ
พร้อมผู้คนอีกเรือนร้อย โดยมีอีกเรือนพันที่มาถึงก่อน และจับจองพื้นที่ได้แล้ว

ตะแรกแอบตกใจเล็กๆ
แต่แล้วพอหายช็อกก็ชิน
เหมือนว่าจะเคยกางเต็นท์ู่ในที่ที่แน่นกว่านี้

(อ๋อ...ใช่สิยะ ที่ทีลอซูเมื่อปีที่แล้วไง)

เรา ๑๐ คนนอนเต็นท์ ๕ หลัง
ช่วยกันกางเต็นท์เสร็จอิฉันก็หนีไปอาบน้ำ
ระหว่างที่เขาทำกับข้าวกัน อิฉันก็แอบไปนอน
แอบจริงๆ เพราะไม่ได้บอกใครเลย
แม้กระทั่งรองเท้ายังเก็บเข้าเต็นท์เนื่องจากกลัวจะเปียก

พอเขาจะกินข้าว เขาก็หากันจ้าละหวั่น (เกือบโดนประกาศชื่อหากันแล้วสิ)
กินข้าวเสร็จ ก็เม้าท์กับสาวๆ เรื่องโน้นเรื่องนี้
ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะชวนกันร้องเพลงสดุดีมหาราชาอย่างพร้อมเพรียงกันถวายในหลวงตอนทุ่มเศษๆ
..ก็วันนี้วันเฉลิมฯ หนิ

เนื่องจากอากาศเย็นมาก คืนนั้นก็เลยไม่ได้ล้างจาน

อุณหภูมิของคืนนั้นก็น่าจดจำ
(ทราบในตอนเช้าว่า ๙ องศาซี)
อิฉันเข้านอนพร้อมเสื้อกันหนาวที่ใส่ซ้อนกัน ๒ ตัว กางเกง ๒ ชั้น ถุงเท้า
ผ้าพันคอ สอดตัวเข้าถุงนอน เอาผ้าคลุมไหล่ขนสัตว์คลุมหัว เปิดแค่รูจมูก
..ก่อนหลับก็รู้สึกว่าอุ่นดีมั่กๆ แล้ว ไหงหลับๆ ไป ฝันว่าหนาว
ฝันไม่พอ ดันรู้สึกสะท้านจริงๆ
..หนาวเข้ามาถึงแกนตัวทีเดียว

ก็เลยเข้าใจว่า คนเรามันหนาวตายกันได้จริงๆ อะแหละ


เช้ารุ่งขึ้น อิฉันตื่น(สาย)แล้วก็ไปล้างหน้าเข้าห้องน้ำ
กลับมาก็รับประทานอาหารเช้า แล้วไปเข้าส้วมอีกที
กลับมาก็พบว่าชาวคณะเริ่มทยอยเก็บข้าวของส่วนกลางแล้ว รวมทั้งเต็นท์ด้วย

สรุปแล้ว อิฉันไม่ได้ช่วยเขาทำอะไรเลย
แถมยังรอดพ้นการล้างจานมาได้อย่างน่าละอาย
(อีกครั้ง)

หมายเหตุ
-สงสัยจริง หนาวขนาดคืนนั้นที่ภูสน ถ้ามีโอกาสนอน ๒ คนในถุงนอนถุุงใหญ่ มันจะอุ่นสบายดี หรือจะอึดอัดจนต้องเผ่นออกมากลางดึกกันแน่นะ???

วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ภูหลวงที่ได้เห็น


ก็สวยดีนะ


น่าเศร้าใจ ที่ไปเยือนผาเสด็จ อช.(ใช่ไหม?) ภูหลวง ตอนอากาศไม่ใคร่ดี
เลยบิลท์มาได้แค่ ๒ รูป ด้านล่าง

(ฟิลลิ่งต่างกะรูปใน http://www.shutterphoto.com/forums/showthread.php?t=6406&page=4 ลิบลับ)

อย่าว่าแต่วิวสวยๆ จากผาเลย
กล้วยไม้งามๆ ก็ไม่ค่อยจะได้เห็น

อยากชมกล้วยไม้งามจากยอดภูหลวง เชิญที่ลิงค์ด้านบนนะฮ้า

พืชพรรณบนภูหลวง




เช้าวันศุกร์ที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๑

ท่ามกลางลมหนาวพัดกรรโชกภูหลวง
พวกเรา ๑๐ ชีวิตเดินฝ่าลมหนาวเข้าป่าภูหลวงโดยลำพัง
เพราะดันไปถึงที่ทำการก่อน ๘ โมงเช้า เจ้าหน้าที่ยังหุงข้าวไม่เสร็จ

น้าเต๋าเป็นคนนำขบวนชาวคณะที่นอกจากยังไม่ตื่นเต็มตา แต่ละคนยังช็อกกับอุณหภูมิและความเร็วลมบนภูหลวงไม่หาย

แดดยังไม่จับ แถมลมไม่นิ่ง
เลยถ่ายรูปต้นไม้ใบหญ้ามาได้แบบนัวๆ เพียงเท่านี้

ขอโปรดอภัย

หมายเหตุ
-น้าเต๋าบอกจะพาไปดูดงเมเปิ้ล
-แต่เจอแค่ใบเมเปิ้ลแห้งกรอบร่วงหล่นอยู่ใต้ต้นเมเปิ้ลใบเขียวสะพรั่ง
-นอกจากนี้ยังเจอกองขี้ช้างอีกประมาณ ๑๐ กองได้
-(มารู้ทีหลังว่าเพิ่งมีเจ้าหน้าที่ถูกช้างเหยียบตายไปไม่นานนี้เอง)
-หลายคนบ่นอุบที่หาไม่เห็นกล้วยไม้แบบที่เค้าติดบอร์ดเอาไว้
-ใครชอบมอสส์ ชอบเฟิร์น เห็นทีต้องขึ้นภูหลวงตอนหน้าฝน
เพราะตอนนี้เขาพากันแห้งกรอบ กลายเป็นสีน้ำตาลกันถ้วนหน้าแล้ว
-ป่าภูหลวงเช้านั้นน่ากลัว
-แต่มีกลิ่นหอม น่าประทับใจมาก

เรดาร์แมว : อุ่นสบายในเชียงคาน





อาทิตย์ที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๑

เจ้าหง่าวนอนขดกาย ผึ่งแสงแดดอุ่นสบายในเชียงคาน

ป.ล. เชียงคานเป็นชุมชนมีเสน่ห์
แม้แต่หมาแมวที่นี่ยังล้วนน่ารักน่าเอ็นดูทั้งสิ้น
^_^

(คิดถึงพี่ท็อป)