วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
The Taste of the Money: อยากอยู่อย่างมีเงิน หรือมีศักดิ์ศรี?
วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552
9 ½ Weeks : พิกัดสมดุลในความสัมพันธ์
| Rating: | ★★★★★ |
| Category: | Movies |
| Genre: | Drama |
แม้จะเป็นความสัมพันธ์ของคู่รัก แต่นอกจากความรัก ความพิศวาสแล้ว คงต้องมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ประกอบด้วย ความสัมพันธ์จึงจะราบรื่น ลงตัว
ก็เรากับคู่รักไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่แต่บนเตียงนี่นา
ดูอย่างคู่รักใน 9 ½ Weeks (1986) ซิ บทบาทบนเตียงของเอลิซาเบธกับจอห์นออกจะเข้ากันได้ดี๊ดี ฝ่ายหนึ่งให้อีกฝ่ายก็รับ ฝ่ายหนึ่งรุก อีกฝ่ายก็รับ ดูออกจะเติมกันได้เต็มขนาดนั้น แต่แล้วทำไมเรื่องถึงจบได้เหงาแบบนั้นล่ะ?
ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ทั้งๆ ที่ทั้งสองคนเหมือนจะเข้าใจกันแล้ว (หรือจริงๆ ไม่เข้าใจกัน) เหมือนสองคนจะรักกันมาก (หรือจริงๆ ไม่มากพอจะให้อภัยกัน) เหมือนสองคนจะขาดกันไม่ได้ (หรือที่จริงแล้วมีฝ่ายหนึ่งต้องเจ็บปวดกับการทนอยู่ร่วมเตียงกัน) และทั้งๆ ที่สามารถหยุดยั้งคนรักที่กำลังจะจากไปได้ แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้พยายามจะทำ
ฉันยังไม่เข้าใจอีกว่าทำไม? ทั้งๆ ที่ต่างก็เป็นคนที่ชีวิตนี้จะหาใครที่รู้สึกแบบนี้ด้วยไม่ได้อีกแล้ว แต่ความรักอันดื่มด่ำที่มีต่อกันนั้น ไม่มากพอจะกลบทับความเจ็บปวดในใจได้มิดเมี้ยน เหมือนมันไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้นเลยหรือ?
ช่างเป็นการเล่าเรื่องรักที่ถ่ายทอดความร้อนแรง ยั่วเย้า ทุรนทุราย เป็นความสบสนชนิดที่ยากจะหาจุดพิกัดที่สมดุล เหมาะสมลงตัว สมกับเป็นเรื่องราวของความรักจริงๆ
หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีประเด็นมากนัก แต่เป็นหนังเล่าเรื่องรักที่สวยแบบมีรายละเอียดล้นเหลือ
สมควรแก่การหามาเสพให้ซึ้งถึงอรรถรสกันเอาเอง
หมายเหตุ:
• 9 ½ Weeks (1986) สร้างจากบทประพันธ์ของ Elizabeth McNeil เป็นหนัง Erotic Drama เรื่องดังที่ไม่เมคมันนี่ตอนฉาย แต่ชื่อเสียงของหนังยังกระฉ่อนอยู่อีกนานในรูปของวิดีโอ (ใช่ วิดีโอแบบที่เป็นตลับๆ น่ะ)
• ไม่ได้กระฉ่อนเพราะมันโป๊อล่างฉ่างนะ (ห่างไกลคำนั้นมาก) แต่คงเป็นเพราะมันเป็นหนังอีโรติกที่สวยงามมากกว่า คิดดูสิ ปี 1986 กับการสร้างภาพด้วยแสงอย่างนั้น มุมกล้องอย่างนั้น ไหนจะเพลงอีก
• อีกอย่างที่น่าจะทำให้คนชอบกันมากน่าจะเป็นเพราะฉากรักที่แหวกแนวธรรมเนียมประเพณีน่ะ เหมือนกับว่าไม่ว่าคุณจะเคยมีจินตนาการทางเพศหวือหวา ตื่นเต้นแค่ไหน ตัวละครในหนังเรื่องนี้ทำมันทั้งหมด อย่างนั้นเลย
• เป็นงานที่ล้ำยุคมากๆ
• บางคนเขาจัดให้หนังเรื่องนี้เป็น Erotic Sadomasochistic สำหรับฉัน ฉันว่านี่เป็นหนังซาโด-มาโซ ที่เจ็บปวดได้วิจิตรเหลือเกิน
• นอกจากนี้มันเป็นหนังที่เป็นหลักฐานการมีอยู่จริงของยุค’80s ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม แฟชั่น แสง เงา และดนตรี เห็นแล้วอิ่มในใจ บอกไม่ถูกอะ
• Kim Basinger นักแสดงอดีตนางแบบเล่นหนังเรื่องนี้ตอนอายุ 32-33 สวยจนไม่รู้จะสวยยังไง สวยทั้งหน้า รูปร่างอิ่มเอิบโดยไม่อ้วน สมส่วน เย้ายวน ริ้วรอยยามแย้มยิ้มที่ไปกันได้กับกริยาแห่งวัย ..สาววัยสามสิบกว่าสวยอย่างนี้เอง
• อย่างเดียวในตัว คิม เบซิงเกอร์ (วิกิฯ บอก pronounced /ˈbeɪsɪŋər/ BAY-sing-ər,) ที่ฉันเห็นว่าไม่สวย ก็คือมือ เธอเป็นผู้หญิงสวยที่มือบึกมาก นิ้วใหญ่ เส้นเลือดปูดโปนได้อีก อ้อ อีกส่วนที่(จำขี้ปากคนอื่นมา)ไม่สวยคือ หนังตา มีคนวิจารณ์ว่าคิมมีหนังตาห้อยย้อย มันตก ไม่สวย ไม่รู้สิ ฉันว่าในวัยนั้น บวกกับการเมคอัพเปลือกตาอย่างนั้น เธอดูเซ็กซี่จะตายไป (อีกอย่าง สมัยนี้เค้าทำกันได้สวยเนียนแบบสบายๆแล้วหนิ)
• สิ่งที่ฉันชอบเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้คือ โหนกแก้ม รูปหน้าคิมสวยมาก จมูก รับกับปาก และฟัน (อาจจะครอบมา ตามฟอร์มดาราฮอลลีวูด แต่ก็โอฯ อะนะ) ขา สะโพก แล้วก็นม เป็นนมที่น่าอิจฉามาก ทำยังไงก็ไม่มีทางสวยเป็นธรรมชาติได้อย่างนั้น
• Mikey Rourke ตอนหนุ่มช่างมีแววตากับรอยยิ้มเย้ายวนเหลือเกิน ไม่น่าเชื่อว่า 20 ปีต่อมา เขาจะกลายเป็นอย่างนั้นใน The Wrestler (2008) ไปได้ (http://en.wikipedia.org/wiki/The_Wrestler_(2008_film))
• จอห์นเป็นตัวละครที่เป็นชายในฝันของหลายคน รวย เปย์ ขี้เล่น ชอบเอาใจ ทำกับข้าวเก่ง ร้อนแรง ยั่วยวน แล้วก็สร้างสรรค์ แต่ผู้ชายแบบนี้ไม่มั่นคงอย่างแรงเลย น่ากลัวที่สุด (ฉันขอแค่คนธรรมดาที่ทำกับข้าวเก่งก็พอ)
• ซีนที่อีโรติกมากๆ คือ ฉากปิดตาส่องไฟ (เสื้อเธอบางน่ะ ), ตอนปิดตาป้อน, ฉากเริงรักที่บันได กลางสายฝน ส่วนฉากที่เอลิซาเบธเต้นระบำเปลือยนั่นแสงสวยมาก แล้วก็เป็นฉากที่ดูแล้วได้อารมณ์ที่ไม่ใช่อีโรติก แต่เป็น “ความรักและสนิมสนม” ...รักฟิลลิ่งนี้จัง
• ขอขอบคุณจูเนียร์ มายเวิลด์ สปอนเซอร์หลักที่ให้การสนับสนุนการเปิดหูเปิดตามา ณ ที่นี้ (มีอีกหลายเรื่องที่อยากเขียนถึง ให้เวลาเจ้หน่อยนะคุณน้อง)
วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552
(นิยายรัก) ฤดูร้อน และรอยเท้าบนผืนทราย : บทโหมโรงของนักเขียนหนุ่ม
| Rating: | ★★★★ |
| Category: | Books |
| Genre: | Literature & Fiction |
| Author: | กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ |
แม้เขาคนนี้จะมีงานเขียนที่ตีพิมพ์ออกมาแล้วถึง 14 เล่ม ทั้งกวีนิพนธ์ รวมเรื่องสั้น และความเรียง แต่ขอสารภาพว่า ฉันไม่เคยอ่านเรื่องของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ นักเขียนเจ้าของรางวัลซีไรต์ปี 2539 จากรวมเรื่องสั้น “แผ่นดินอื่น” ผู้จากไป (เร็วเกินไป-ในปี 2549) มาก่อนเลย
เรื่องแรกที่หยิบมาอ่านดันเป็นนวนิยายที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์สองเรื่อง ที่รวมอยู่ในหนังสือเล่มนี้
“(นิยายรัก) ฤดูร้อน และรอยเท้าบนผืนทราย” ถูกระบุว่าเป็น “ต้นร่าง” เปิดประเด็นเพื่อเข้าสู่เรื่องราวที่ล้ำลึก และมีรสชาติ สร้างความรู้สึกและจุดประกายแสงแห่งแรงบันดาลใจขึ้นในผู้อ่านแต่ละคน...ถ้าเพียงมันจะมีโอกาสได้ถูกเขียนขึ้นจนจบสมบูรณ์
อาจเรียกได้ว่าเป็นความไม่สมบูรณ์ แต่ Overture ปลุกเร้าอารมณ์คนดูให้ตื่น พร้อมคล้อยตามไปกับเนื้อหาใน Opera อย่างไร บทโหมโรงของนวนิยายย่อมทำหน้าที่เดียวกัน
ฉันอ่านบทโหมโรงของ “(นิยายรัก) ฤดูร้อน” แล้วไม่รู้สึกตื่น เขา (กนกพงศ์) สร้างภาพในจินตนาการคนอ่านด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ อ่านแล้วราวฉันหายจากตรงนี้ไปอยู่เชิงเขาหลวง นครศรีธรรมราช ที่ที่ล้อมตัวเองด้วยสีเขียวครึ่ดของต้นไม้ต้นไร่ ในอากาศที่หนักอึ้งด้วยไอน้ำที่ลอยอยู่ แต่มันนาน ยาวไป จนฉันรู้สึกเบื่อ เหมือนจะชื้นจนหายใจลำบาก พานอยากพาตัวเองไปพ้นๆ
หรือบางที อาจเป็นเพราะเขายังพาไปไม่ถึงพีคพ้อยท์แห่งความสงสัย ที่จะยั่วให้ฉันกระวนกระวายใคร่รู้เรื่องในลำดับต่อไป และยังมองไม่เห็นแววแห่งความเป็น “นิยายรัก”?
ส่วนบทโหมโรงของ “รอยเท้าบนผืนทราย” นั้น ทั้งๆ ที่เรื่องราวเกิดขึ้น ณ จุดพิกัดใกล้กับเรื่องแรก คือใต้ร่มเงาของเขาหลวง ใต้ต้นเงาะ และทุเรียนสูงอายุ แต่กลับเป็นการเล่าด้วย Passion ที่เร่าร้อน มีอุณหภูมิทางอารมณ์กว่าเรื่องแรก มีการเลื่อนไหลของสายลมมากกว่าเรื่องแรก มีรสชาติ ถึงพริกถึงขิงกว่าเรื่องแรก แบบนี้คงถูกจริตคนอ่านอย่างฉัน มันถึงทำให้ฉันรู้สึกพอใจ และประทับใจมาก ที่ในที่สุดก็พาตัวเองมารู้จัก กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เสียที
(นึกดีใจด้วย ที่ไม่หยุดอ่านเสียตั้งแต่รู้สึกเบื่อกับเรื่องแรก)
มันเล่าเรื่องความสัมพันธ์ และความรู้สึกของของเขาที่มีต่อผู้หญิงของเขา ผู้ซึ่งทิ้งชีวิตเมืองมากับเขา จากการอ่าน ฉันรู้สึกว่าเธอดูดัดจริต ยั่วยวน แต่ก็เป็นเหมือนกองไฟอุ่นแรงบันดาลใจให้ร้อนได้ในเวลาเดียวกัน
ดูเป็นความสัมพันธ์ที่มีชีวิตชีวา อิ่มเอม และเป็นจริงเป็นจังจนฉันอยากรู้จักหญิงสาวผู้เป็นหญิงสาวในชีวิตจริงของเขา และฉันก็พบ
...เธอดูไม่ใช่หญิงสาวในเรื่องเสียทีเดียว แต่ฉันว่าใช่ล่ะ เธอคนนี้เอง ที่เป็นแรงบันดาลใจของเขา
กนกพงศ์ เป็นนักเขียน ฉันหมายถึงนักเขียนจริงๆ ไม่ใช่แค่คนที่เข้าใจว่าตัวเองเป็นนักเขียน ในงานเขียนของเขา เราจะพบว่ามันสร้างสรรค์ขึ้นอย่างประณีต อย่างมีประสบการณ์ และอย่างมีรสนิยมทางวรรณกรรม
ที่สำคัญคือ เขาไม่เพียงเขียนบทรักได้สวยงาม และมีชีวิต แต่ยังมีอารมณ์ขันด้วย!
ฉันอยากรู้จักเขามากขึ้นอีก
ช่วยแนะนำได้ไหมว่า ฉันควรเริ่มต้นจากเล่มไหน
วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ความผิดปกติอยู่ตรงไหน ??
อ่านเว็บข่าวสดแล้วให้งงงวย มีคำุถาม ไม่รู้จะบ่นที่ไหน ถามใคร เลยมาบ่นในมัลติพลาย (ตามเคย)
มันเป็นเรื่องว่าด้วยบทความเกี่ยวกับ "ความผิดปกติทางเพศ" หรือ "Sexual Deviation" ซึ่ง 'เค้า' ให้คำจำกัดความว่า หมายถึง การมีความรู้สึก ทัศนคติ และค่านิยม รวมไปถึงพฤติกรรมทางเพศที่
1. Sodomy : เป็นการร่วมเพศทางเวจมรรค ซึ่งบางประเทศถือเป็นความผิ
2. Fetishism : คือบุคคลไม่อาจมีความสุ
3. Kleptomania : ลักษณะคล้าย Fetishism แต่เกิดในสตรี แต่จะมีความสุดยอดในสภาวะตื่
4. Transvestism : มีความสุขทางเพศจากการได้แต่งตั
5. Sadism : ภาวะที่คนมีความสุข ตื่นเต้นเร้าใจที่เห็นคู่นอนเกิ
6. Masochism : ภาวะที่คนมีความสุทางเพศ เมื่อตนเองได้รับความเจ็
7. Exibitionism : ตื่นเต้นถ้าได้เปิดอวั
8. Voyeurism : พวกถ้ำมอง ชอบแอบดูร่างเปลือยหรือการร่
9. Frotleurism : มีความสุขทางเพศโดยการเบียด เสียดสี ถูไถกับผู้อื่น พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยจะถือโอกาสเบียดเสียดกับผู้
10. Incest : มีเซ็กซ์กับสมาชิกในเครือญาติ-
11. Pedophilis : พอใจมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก มักเป็นผู้มีปมด้อยไม่สามารถมี
12. Gerontophilia : มีความสุขทางเพศกับคนสูงอายุ (อืมมม์)
13. Nymphomania : ผู้หญิงที่มีความต้
14. Sotyriasis : ตรงข้ามกับ Nymphomania คือ ผู้ชายที่มีความต้องการทางเพศสู
15. Coprolalia : เสพติดการได้กระทำเรื่องลามก อนาจารจนควบคุมตัวเองไม่ได้ พบในชายมากกว่าหญิง เช่น โทรศัพท์ขอร่วมเพศ พูดคำอนาจาร (หึ หึ)
16. Urolagnia : ภาวะที่คนมีความสุขทางเพศโดยมี "ปัสสาวะ" เป็นองค์ประกอบ (เหม็นสิ)
17. Necrophilia : ร่วมเพศกับศพ หรือชิ้นส่วนอวัยวะของศพ (เออ..หวังว่าจะเป็นศพสวยๆ หน่อยนะ ว่าแต่ว่า...ไม่กลัวผีกันมั่
18. Bestiality (Loophilia) : มีความสุขทางเพศจากการร่วมเพศกั
สำหรับสาเหตุความผิดปกติ
1.ปัจจัยครอบครัว การอบรมเลี้ยงดู ปลูกฝังความรู้หรือค่านิยมเรื่
2.การแพร่กระจายของอารยธรรมตะวั
3.โรคภัยไข้เจ็บและสุขภาพ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องอย่
และ 4.เหตุทางจิตใจ อาจมีความผิดปกติทางจิตใจถึงได้
หมายเหตุ...ไม่มีความเห็นกับสาเหตุฮะ
วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2552
The Reader : แด่ช่วงเวลานั้น (ที่ฉันอ่านหนังสือ)
| Rating: | ★★★★ |
| Category: | Movies |
| Genre: | Drama |
จนในที่สุดก็ได้ไปดูภาพยนตร์ The Reader (2008) เสียที
ใครๆ ที่เขาได้ไปดูมาก่อน ล้วนกลับมาชมเชยให้เราฟังว่าเป็นหนังที่ดี ดูแล้วซึ้งกินใจ ร้องไห้ตาม ฯลฯ น้องคนหนึ่งซึ่งคุยกันรู้เรื่องในเรื่องของหนัง+หนังสือ ซึ่งได้ลงทุนอ่านหนังสือก่อนไปดู (เหมือนกัน) ถึงกับบอกว่า “หนังดีมากๆ ดีกว่าหนังสืออีก”
นั่นไม่ทำให้อิฉันผู้ซึ่งรักเรื่องราวความผูกพันบนความเจ็บปวดที่หนังสือเล่มนี้เล่า (เอามาก) ถึงกับเขม่นน้องทำนอง ‘อรัยวะ หนังจะทำได้ดีกว่าหนังสือได้ไง’ แต่ทำให้รู้สึกสนใจหนังเรื่องนี้เป็นพิเศษ อยากรู้ว่าเขาทำอย่างไร จึงทำให้น้องคนนี้จึงสรุปสั้น ๆ คมๆ แค่นั้น
อิฉันดูแล้วมองไม่เห็นทางที่จะนำหนังกับหนังสือมาเปรียบเทียบกันได้ แต่ก็คิดว่าพอเทียบเคียงกันได้ในบางแง่ ตามข้อสังเกตที่ตั้งขึ้นดังนี้
• หนังกับหนังสือ เป็นสื่อที่ใช้ภาษาต่างกัน อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย แต่อิฉันเชื่อว่าการที่เราจะเสพอรรถรสจากวรรณกรรมดีๆ สักเล่มได้เต็มอิ่มนั้น มันต้องมีตั้งแต่ทักษะในการอ่าน สมาธิที่จะสนใจเรื่องบรรทัดต่อบรรทัด มีวุฒิภาวะในด้านที่จำเป็น บวกกับจินตนาการอันกว้างไกล ในขณะที่ภาษาของหนังที่เล่าเรื่องผ่านภาพ เสียง ในจังหวะจะโคนที่เหมาะสม ดูจะเป็นลีลาที่เข้าถึงผู้รับสารได้ดีกว่า โดยที่ผู้รับสารจะมีแบ็คกราวนด์ยังไงก็ได้ อยู่ในภาวะมีหรือไม่มีสมาธิก็ได้ เพราะอีกเดี๋ยวภาพบนจอก็จะดึงเขาสู่สมาธิเอง
• สำหรับอิฉันแล้ว มีความรู้สึกว่าเรื่องในหนังสือค่อยๆ ลากเราจมสู่อารมณ์อันลึกล้ำ แล้วก็ทำให้เราจมดิ่งอยู่อย่างนั้น-เนิ่นนาน เหมือนกับการค่อยๆ เดินลงทะเลสาบอย่างหม่นหมอง แล้วก็ค่อยๆ ละเลียดกับความตายจากอาการอึดอัด หายใจไม่ออก พร้อมๆ กับการจมลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่หนังเล่าได้อย่างสะเทือนอารมณ์เหมือนถูกถ่วงน้ำ มันตกใจ ช็อค แล้วก็ทำให้น้ำตาไหลอย่างฉับพลัน สมมติถ้าเราเต็มใจจะตาย การดูหนังคงเหมือนตายด้วยน้ำมือคนรัก แต่การอ่านหนังสือ เหมือนฆ่าตัวตายเพราะคนรัก (ก็คงได้?)
• หนังทำให้น้ำตาหยดในฉากสุดท้าย บทสนทนาระหว่างเด็กน้อยกับมิสมาเธอร์ ดูเหมือนความเศร้านี้ยังเหลือติดออกมาจากโรงอีก 15 นาที ในขณะที่่หนังสือทำให้เกิดความรู้สึกบางอย่างที่อัดอยู่ในอก แล้วก็แน่นอยู่ในนั้นอีกนาน.... (เก็บไปฝันด้วย)
• การอ่านหนังสือทำให้สงสารมาก มากมาย สงสารทั้งคู่ แต่ดูหนังแล้วไม่ยักรู้สึกรู้สากับความรู้สึกเจ็บปวดของเด็กน้อยซึ่งถูกฮันนาทิ้งไปโดยไม่ร่ำลา (สงสัยข้อจำกัดของหนังจะมันมีเยอะไป) อย่างไรก็ตาม หนังเรื่องนี้เปิดโอกาสให้ได้เห็นการแสดงอันยอดเยี่ยมของเคต และราล์ฟ ไฟนส์ ซึ่งน่าประทับใจ สมราคา
• ทีมสร้างหนังเรื่องนี้ และตัวเคตเอง ทำให้อิฉันเหมือนได้รู้จักฮันนาอีกคนที่แม้จะโทรม ฉาบความห่างเหินบนสีหน้าเพื่อปิดซ่อนความเครียดและรู้สึกไม่มั่นคงอยู่ตลอดเวลาเอาไว้ แต่ก็ยังคงสวย และเร้าอารมณ์สไตล์ฮอลลีวูด ในขณะที่ฮันนาคนที่หลุดออกมาจากหนังสือดูเป็นสาวบ้านนอกอมทุกข์ ดิบกว่า แต่เร้าอารมณ์กว่า
• (หลงรักเคต วินสเล็ตกับตีนกาเวลาที่เธอยิ้มอีกแล้ว แม้ในหนังเรื่องนี้เคตจะยิ้มน้อยมาก)
• สรุปว่าชอบทั้งหนังและหนังสือ แต่กับหนังสือแล้ว รู้สึกประทับใจมากกว่า
(ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าการอ่านหนังสือก่อนดูหนังแล้วมาสรุปอย่างนี้จะแฟร์ไหม )
• สงสัยหนังรอบที่ไปดูจะถูกตัดไปเยอะ (ลิโด้ 2 รอบ 9.50 น. เสาร์ที่ 7 มีนาคม 2552) ดูมันไม่ค่อยสมบูรณ์ ที่รู้สึกทะแม่งสุดเป็นตอนที่ฮันนาถามเด็กน้อยว่า เธอเก่งวิชาอะไรบ้าง แล้วเขาตอบว่าไม่เก่งอะไรเลย ..มันควรมีซีนที่ฮันนาสั่งอย่างเฉียบขาดว่าถ้าไม่เก่งอะไรเลยไม่ต้องมาเจอกันอีกด้วย เพราะมันเป็นประเด็นสำคัญอย่างหนึ่ง ว่าจริงๆ แล้วฮันนาเป็นที่ทำให้เด็กน้อยเอาจริงเอาจังกับการเรียน จนพิสูจน์ตัวเองให้พ่อแม่เห็นได้ว่าโตแล้ว เอาตัวรอดได้ จากเรื่องดั้งเดิมในหนังสือ ฮันนาไม่ได้เป็นแค่ชู้รักวัยแม่นะ แต่เป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิตวัยเด็กของเด็กน้อยเลยล่ะ ฮันนาเป็นทั้ง drive และ inspiration เลยนะ
เขียนบันทึกความรู้สึกเมื่ออ่าน The Reader จบเป็นรอบที่สองไว้ที่ http://mandymois.multiply.com/reviews/item/71
ป.ล. สภาพภายในทัณฑสถานหญิงของเยอรมันช่างน่าอภิรมย์เหลือแสน
วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
The Reader : ใครสักคน (ที่รู้จักฉันจริงๆ)
| Rating: | ★★★★★ |
| Category: | Books |
| Genre: | Other |
| Author: | Bernhard Schlink แปลโดยสมชัย วิพิศมากูล |
***คำเตือน : บทความนี้มีคำเฉลยปมของเรื่อง ถ้าอยากอ่านหนังสือให้สนุกก๊ออย่าเพิ่งมาอ่านบทความนะจ๊ะ***
หลายๆ คนที่อยู่มาจนอายุขนาดนี้แล้วยังโสด จะเหงากันบ้างไหม?
เหงา เหมือนอยู่คนเดียวในโลกที่แสนจะวุ่นวาย ท่ามกลางผู้คนมากมาย ..แต่ไม่มีใครรู้จักเราจริงๆ เลย
อิฉันอ่าน The Reader จบเป็นครั้งที่สองเมื่อสองวันก่อน เมื่อจะลงมือเขียนถึง สิ่งแรกที่นึกถึงก็คือ “ความเหงา” ของตัวละครทั้งสองในเรื่องนี้
อย่างที่พอรู้นั่นแหละ นิยายเรื่องนี้เล่าเรื่องของสาวใหญ่วัย ๓๖ ที่มีอันได้มาพบ และมีสัมพันธ์สวาทกับเด็กหนุ่มวัย ๑๕ ก่อนที่จะเริ่มต้นอ่านอีกครั้ง อิฉันลองทบทวนดูว่าจำอะไรได้บ้าง ก็พบว่าภาพที่ยังค้างอยู่หลังการอ่านรอบแรกเมื่อ ๕-๖ ปีก่อนมีเพียงอ่างอาบน้ำใหญ่ในห้องครัว มีแสงยามบ่ายส่องมาจากด้านหลัง ในอ่างสาวมีใหญ่เจ้าของเรือนร่างสมบูรณ์ แข็งแรง กำลังอาบน้ำ ถูตัวให้เด็กหนุ่มแขนขายาวเก้งก้าง
นี่ไม่ใช่เรื่องเล่าลามกของสาววิปริตที่ชอบมีอะไรกับเด็ก หรือเรื่องของเด็กห่ามห้าว ก้าวหน้า อยากเรียนรักกับสาวใหญ่ แต่นี่คือภาพความสัมพันธ์ที่ลึกล้ำที่มีปมประเด็นซับซ้อน
เด็กน้อย (มิคาเอล แบร์ก) จะออกจากโรงเรียนมาพบกันหลังจาก ฮันนา (ฟราวชมิทซ์) เลิกงานขายตั๋วบนรถรางบ้าง ก่อนเธอไปทำงานบ้าง โดยก่อนจะสอนบทสวาทให้ เธอจะขอร้องให้เด็กน้อยอ่านหนังสือให้ฟังทุกครั้ง นอกจากนี้จะมีการอาบน้ำให้ เพราะเธอเป็นคนรักความสะอาด จนในที่สุด การอ่านออกเสียงและการอาบน้ำก็กลายเป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ก่อนร่วมรักไป
และแม้ว่าทั้งสองจะสนิทสนมกันมาก แต่ฝ่ายที่โตกว่าก็แอบซ่อนความลับสำคัญของเธอไว้ในช่องว่างของวัย โดยที่เด็กไม่ได้สำเหนียก
ไม่ว่าฮันนาจะรู้ตัวหรือไม่ การปรากฏตัว และมีบทบาทแสนสำคัญในช่วงปีแรกๆ ของเด็กชายซึ่งกำลังทำความรู้จักกับชีวิต และโลก ทำให้เธอกลายเป็นหลายสิ่งหลายอย่างที่สำคัญในชีวิตของเขา เป็นแรงบันดาลใจยิ่งใหญ่ เป็นปริศนา ที่สำคัญคือ ความสัมพันธ์ของเธอกับเขา กลายเป็นปมชีวิตไปในที่สุด
การลักลอบคบกันแบบนี้ไม่มีทางยาวนาน การค่อยๆ แก่ตัวลงของสาวใหญ่ ยังไม่มีนัยสำคัญเท่ากับการที่เด็กก็ค่อยๆ โตขึ้น ฮันนาทิ้งเด็กน้อยไปในวันหนึ่ง และสร้างรอยแผลยิ่งใหญ่ให้กับชีวิตที่เหลืออยู่ของเขา
เหตุการณ์นี้เหมือนฟ้าผ่าลงมาข้างตัว เด็กน้อยอึ้ง งง ไม่เข้าใจ หลังจากนั้นจึงเริ่มสร้างกำแพงป้องกันตัวเองจากการผูกพันทางความรู้สึกแบบนี้ และมีบุคลิกกระด้าง เย็นชาไปในที่สุด
เด็กน้อยได้พบกับฮันนาอีกครั้ง ระหว่างเรียนกฎหมาย ระหว่างวันคืนอันยาวนานของในการไปศาล เพื่อสังเกตการณ์การไต่สวนพิจารณาโทษอาชญากรที่ปล่อยให้เชลยหญิงชาวยิวถูกเผาทั้งเป็นจากการทิ้งระเบิดเมื่อครั้งที่นาซียังครองเมือง-ฮันนาคือหนึ่งในยามที่ถูกกล่าวโทษ
เขาไม่ได้เข้าไปถาม ว่าทำไมเธอถึงทิ้งเขาไปโดยไม่ร่ำลา แต่ทำกลับย้ำรอยแผลของตัวเองด้วยด้วยการฟังการซักค้านอย่างเย็นชา และระหว่างเฝ้ามองร่างกายด้านหลังของฮันนา เขาก็เริ่มปะติดปะต่อ ว่าฮันนาอ่านหนังสือไม่ออก และเขียนไม่ได้
เพื่อปกป้องความลับนี้ ฮันนาก็ยอมรับโทษจำคุกตลอดชีวิต
เด็กน้อยรู้สึกผิด ที่เขาไม่ได้แสดงความพยายามจะช่วยเหลือเธอเลย ความรู้สึกที่เจ้าตัวกดซ่อนให้ลึกอยู่ในใจนี้ทำร้ายเขารุนแรงกว่าที่เจ้าตัวจะนึกออก แต่ก่อนที่จะเป็นบ้าเป็นหลังไปเสียก่อน เขาก็ลุกขึ้นมากลางดึก และพาตัวเองให้พ้นความทรมานจากการนอนไม่หลับด้วยการอ่านหนังสือ บันทึกเทป ส่งไปให้ฮันนา
เขาอ่าน อ่าน และอ่าน โดยไม่พักจะสนใจว่า คนฟังจะชอบไหม ใช่..เหมือนเขื่อนเก็บน้ำที่เริ่มมีรูรั่ว เริ่มปล่อยน้ำที่กักไว้มหาศาลให้ไหลทะลักออกมา
จนในวันหนึ่ง ก็ได้รับโน้ตสั้นๆ เขียนด้วยความตั้งอกตั้งใจแน่วแน่ของคนเพิ่งหัดเขียน เพื่อชมเชยหนังสือเล่มสุดท้ายที่เขาอ่านให้ฟัง..มันเป็นหนังสือที่เด็กน้อยแต่งเอง
หลังจากปกปิดความลับนี้มาตลอดชีวิต ฮันนาตัดสินใจอย่างกล้าหาญที่สุด ครั้งหนึ่งในชีวิตซึ่งเหลือเวลาไม่มากแล้ว เพื่อที่จะเรียนการอ่าน และเขียน อิฉันได้ทราบคำเฉลยในภายหลังว่า เธอเรียนโดยการที่หูก็ฟังเสียงที่เด็กน้อยอ่าน ตาก็ไล่ไปตามหนังสือที่ผู้คุม (มีเมตตา) หามาให้ยืม แล้วจึงเริ่มเขียน
ทั้งๆ ที่ประพฤติตัวดีจนได้รับการพิจารณาปล่อยตัว ทว่า ฮันนาไม่มีโอกาสออกมาใช้ชีวิตข้างนอก แล้วภาพจิ๊กซอว์ที่เด็กน้อยเพียรต่อโดยลำพังในเวลาหลายปีที่ผ่านมาก็เสร็จสมบูรณ์ คำถามหลายอย่างที่คนอ่านคาใจ ก็ได้รับคำตอบมีเหตุมีผลในช่วงนี้
อิฉัน ในวัยที่อยู่มาจนอายุขนาดนี้ โดยที่ยังเป็นโสด ปิด The Reader ด้วยความรู้สึกว่า
บางที ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง สิ่งที่เราโหยหาอย่างที่สุดมันไม่ใช่อะไรเลย นอกจากการรับรู้การมีตัวตน การยอมรับ และเข้าใจความเป็นเราอย่างแท้จริงจากใครสักคน..แค่นั้นเอง
(ปัญหาคือ การที่ใครคนนั้นจะรู้จักเราได้ เราก็ต้องเปิดประตูกว้างๆ ต้อนรับเขาก่อนใช่ไหม)
บันทึก:
• ชื่อเดิมในภาษาเยอรมันของเรื่องนี้คือ Der Vorleser
• ผู้เขียนชื่อว่า Bernhard Schlink เป็นศาสตราจารย์ทางกฎหมายและผู้พากษา ทั้งยังเป็นนักเขียนแนวสืบสวนอีกด้วย
• ส่วนคนแปล คือ สมชัย วิพิศมากูล
• อ่านเรื่องนี้อีกครั้งเพราะนึกอยากไปดูหนังที่ เคต วินสเล็ต เล่นจนได้ลูกโลกทองคำ (สาขาสมทบหญิง) ตอนอ่านครั้งแรกนั่น เพื่อนอิ๋วให้ยืมมา่อ่านฮะ
• ประทับใจคนเขียนมาก ทั้งๆ ที่เล่าเรื่องสลับลำดับเวลาไปมา แต่ช่างเขียนได้ดี อรรถาธิบายและถ่ายทอดภาพของความรู้สึกได้อย่างยอด ลีลาการเขียนอีโรติกก็ช่างสวยงาม พอเหมาะพอดี ที่รู้สึกได้ขนาดนี้ก็ต้องขอบคุณคนแปลด้วยนะฮะ
• ชอบภาพนั้นมาก ตอนฮันนาค่อยๆ รูดถุงน่อง จับให้เรียบ แล้วติดไว้กับสายยางรัดถุงน่อง
• คุกในเยอรมันสภาพดีจังเลย อ่านแล้วรู้สึกเหมือนอยู่บอร์ดิ้งสคูล
• การไม่รู้หนังสือ ทำให้ชีวิตลำบากมาก ยิ่งถ้าเราเป็นผู้หญิงอะนะ เพราะว่าเด็กผู้ชายสมัยนี้ นอกจากอ่านหนังสือไม่แตกแล้ว ยังไม่ค่อยจะอ่านกันเสียด้วยสิ
วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
Great Expectations : ชีวิต-จัดฉากได้
| Rating: | ★★★★★ |
| Category: | Movies |
| Genre: | Drama |
Great Expectations (1998) เป็นหนังที่พี่เทพให้ยืมมาจะครึ่งปีแล้ว จริงๆ ก่อนที่พี่เทพจะให้ยืมก็ดูมาแล้วหลายครั้ง จากเคเบิลบ้าง บิ๊กซินีม่าบ้าง แล้วก็ยังยืมมาดูเองอีกสีก ๒ ครั้งได้
สรุปว่าได้ดูหนังเรื่องนี้มาหลายรอบแล้ว
ก็ยังคงปลื้มกับความเท่ของไตเติ้ล ยังคงยักไหล่ตามจังหวะต่างๆ ในเวอร์ชั่นต่างๆ ของ Besame Mucho ยังคงทึ่งกับเรือนร่างอ้อนแอ้นแต่แข็งแรง โครงหน้า และสีหน้าอันหยิ่งยโสของ กวินเน็ต พัลโทรว ยังเผลอเลียฝีปากในซีนที่เด็กสองคนดื่มน้ำพุ แล้วมีคนนึงโดนขโมยจูบ ยังคงติดใจกับภาพพอร์ตเทรตที่เน้นประกายตาของโรเบิร์ต เดอ นีโร และยังคงปลื้มกับเสียงซินธิไซเซอร์ของ Life in Mono
เคยคิดเล่นๆ เหมือนกัน ว่าถ้าคนคนนึง โคตรจะมีพรสวรรค์ในอะไรสักอย่าง แล้วถ้าเขาไม่มีโอกาสแสดงพรสวรรค์ของเขาเลย จะเรียกได้ว่าเขามีพรสวรรค์ไหม (ถ้าไม่ได้แสดงความสามารถ พลโลกจะประจักษ์ใน Gift จากพระเจ้าได้ไง จิงปะ)
ฟินนิแกน เบลล์ หรือฟิน (แหม๋ คุณพ่อคุณแม่ช่างตั้งชื่อได้เริ่ดสะแมนแตนดีแท้) ก็เข้าข่ายนี้ เมื่อยังเล็ก เขาก็เป็นแค่เด็กบ้านๆ แถวสะพานปลาในฟลอริด้า ถึงจะมีพรสวรรค์ และมีความสุขที่ได้วาดรูป แต่ถ้าไม่ได้รับโอกาส ไม่ได้ถูกแนะนำตัวต่อโลกศิลปะในนิวยอร์ก ชีวิตทั้งชีวิตเขาก็คงเป็นได้แค่ชาวประมงที่มีงานอดิเรกเป็นการวาดภาพ
หนังเรื่องนี้ฉายชีวิตของ ฟิน (ตอนเล็กๆ แสดงโดย Jeremy James Kissner-หน้าตาโคตรจิ้มลิ้มน่ารัก ตอนโตแสดงโดย Ethan Hawke-ไม่ค่อยหล่อเท่าไหร่) ที่อิฉันดูดูแล้วรู้สึกว่า ช่างเป็นชีวิตที่ไม่ได้ลิขิตด้วยตัวเองเอาเสียเล้ยยย
เราเป็นคนดู เราเห็นได้ชัดๆ จาก “โอกาส” จากผู้อุปถัมภ์ลับๆ ของเขา ตอบแทนน้ำใจใสซื่อแบบเด็กๆ ให้ความช่วยเหลือไว้เมื่อตอนอายุ ๑๐ ขวบ ในเวลาเดียวกัน ฟินก็ได้ “โอกาส” ที่จะได้พบกับผู้หญิงคนเดียวที่เขารัก จากการเป็นของเล่นของ (มหา) เศรษฐีนีชราช้ำรักจนเพี้ยน ผู้ตกพุ่มม่ายขันหมากมาร่วมสามสิบปี ซึ่งอาศัยอยู่กับเอสเตลล่า (ตอนโตคือ Gwyneth Paltrow) หลานสาวแสนสวย (ใครนะ ช่างวางใจให้คนเพี้ยนๆ เลี้ยงเด็ก) ในคฤหาสน์หลังบะเฮิ่มซึ่งถูกปล่อยทิ้งไปกับกาลเวลา
ฟินช่วยตัวเองไม่ได้ เขาตกหลุมรักเอสเตลล่าตั้งแต่แรกเจอ แต่ก็นั่นแหละ คุณป้าที่ไม่เหลือความศรัทธาในความรักอีกแล้ว ได้สอนให้หลานสาวรู้สึกแบบเดียวกัน เธอเรียนรู้จะป้องกันตัวเองโดยการหลอกผู้ชายเสียก่อนที่จะโดนผู้ชายหลอก.. โดยมีฟินเป็นแบบฝึกหัดพื้นฐาน
เมื่ออยู่ๆ เอสเตลล่ามาทิ้งไป ฟินก็เศร้าเสียใจแล้วครั้งหนึ่ง แต่เมื่อโอกาสมาถึงเขาในอีกหลายปีให้หลัง ชักพาให้เขามาถึงนิวยอร์ก เขาก็ได้พบเอสเตลล่าอีกครั้ง เพื่อที่จะหัวใจสลายเป็นครั้งที่สอง และในวันที่เขาพบว่าภาพการเปิดตัวศิลปินหน้าใหม่อันสวยหรู รวมทั้งการประสบความสำเร็จ โซลเอาท์ ขายเกลี้ยงทุกรูปในวันเปิดตัวเป็นการจัดฉากของผู้อุปถัมภ์ลับๆ ของเขาอีก ก็เหมือนหัวใจฟินสลายลงเป็นครั้งที่สาม
ดีที่ฟินไม่ต้องหัวใจสลายเป็นครั้งที่สี่ ห้า และหก เพราะชาร์ลส์ ดิกกินส์ เขียนให้เขาเดินทางพิสูจน์พรสวรรค์และความสามารถจนเป็นที่ประจักษ์ที่ปารีส
เมื่อฟินกลับมาที่บ้านเกิด ณ ที่ที่เขาพบกับเอสเตลล่าเป็นครั้งแรก เขาก็ได้พบกับเธออีกครั้ง
แล้วเรื่องก๊อจบลง อย่าง(น่าจะ)แฮปปี้เอนดิ้ง
(พอดีไม่ได้อ่านนิยายอะนะฮะ ไม่รู้จิงๆ จบยังไง)
อิฉันดูจบมาแล้วหลานรอบ ก็ได้แต่สงสัยว่า…ชีวิตเรามีผู้อุปถัมภ์ลับๆ คอยจัดฉากให้อย่างนี้มั่งไหมเนี่ย?
บันทึก
• หนังเรื่องนี้กำกับโดยผู้กำกับแม็กซิกัน Alfonso Cuarón จากนวนิยายของ Charles Dickens เขียนสกรีนเพลย์โดย Mitch Glazer
• งานสเก็ตช์สวยๆ ในเรื่องเป็นผลงานของศิลปินหนุ่มอิตาเลียน นาม Francesco Clemente (http://en.wikipedia.org/wiki/Francesco_Clemente)
• ในหนังเรื่องนี้ คุณจะได้ฟังเพลง Besame Mucho ถึง ๖ แบบ
• Estella คือชื่อของนางเอก ในภาษาสเปนหมายถึงดวงดาว ส่วน Besame Mucho เป็นภาษาสเปน แปลว่าจูบฉัน จูบฉัน จูบฉัน จูบฉัน จูบฉัน….แบบที่เราสั่งให้คนรักจูบอีกๆๆๆๆๆๆๆ (ได้โปรดเถอะ) อารมณ์เนี้ยนะฮะ
• ผู้กำกับหนังเรื่องนี้จะรู้ไหมว่าหนังของเขาเป็นอีกแรงบันดาลใจหนึ่งที่ทำให้อยากเรียนภาษาสเปน
• ลองสังเกตดีๆ หนังเรื่องนี้คุมโทนให้เป็นสีเขียว ซึ่งน่าทึ่งมาก ที่ไม่มีนักแสดงคนไหน “ดูไม่ได้” ในสีเขียวเลย (เป็นสีที่อิฉันใส่แล้วตายไปเลย)
• ซีนที่เอสเตลล่ามาเป็นแบบให้ฟินสเก็ตภาพถึงเตียงนอนนั่นแสงโคตรสวย และนี่คงจะเป็นหนังที่บอกได้ว่า ตอนอายุแค่นั้น กวินเน็ต พัลโทรวสวยแค่ไหน
• ใครที่ตั้งแต่เกิดยังไม่เคยจูบปากกับคนรัก ดูหนังเรื่องนี้ไว้ แล้วคุณจะเริ่มต้นได้ถูกทาง
• สงสัยมานานแล้วว่า Great Expectations นี่คือ expectations ของใคร ผู้อุปถัมภ์ลับๆ เศรษฐีนีช้ำรัก สาวสวยผู้แสนเศร้า หรือว่าศิลปินหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์? ใครดูแล้วมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันหน่อยเถอะฮะ
วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
คำคม#๑๗
คุณเผยต่อฉัน ฉันเผยต่อคุณ
เมื่อเราต่างหลอมรวมเข้าด้วยกัน
คุณเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของฉัน
และฉันกลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณ
เมื่อนั้นเองที่ฉันเริ่มรู้จักฉัน
และคุณเริ่มรู้จักตัวเอง
หมายเหตุ:
1. ชอบมาก
2. มันทำให้คิดถึงใครบางคน
3. คนที่สนิทมาก เนื่องเพราะเราเปิดเผยต่อกันมาก
วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2552
The Other Side of the Bed : น้ำพริกถ้วยเก่า
| Rating: | ★★★★ |
| Category: | Movies |
| Genre: | Comedy |
พยายามจำตัวคันจิจนเบลอ ต้องเปลี่ยนแชนแนลไปดูหนังสเปน สร้างสมดุลกันหน่อย
The Other Side of the Bed หรือในชื่อดั้งเดิม El Otro lado de la Cama (๒๐๐๒) หรือในชื่อไทย “มนต์รักสลับเตียง” เป็นหนังคอมมิดี้เพลง (ก็ไม่เพลงเท่าไหร่หรอก มีไม่ถึง ๑๐ เพลง) กำกับโดย Emilio Martínez-Lázaro
จัดเป็นหนังที่ดูสบาย ประเด็นไม่ลึกลับซับซ้อนชนิดที่ดูรอบนึงแล้วยังอยากดูซ้ำอีกหลายๆ รอบ เพื่อเก็บตกสารที่ผู้กำกับแนบมาในหนัง อย่างกะหนังของพี่ Pedro Almodóvar หยั่ง Volver, Hable con Ella (Talk to Her) ซึ่งก็ดีสำหรับการคลายสมองฮะ
หนังเล่าถึงความคันหัวใจของคู่รักที่เป็นเพื่อนกันสองคู่ ที่ฝ่ายชายของคู่แรก(ฆาเบียร์) กับฝ่ายหญิงของคู่หลัง(เปาลา) เกิดมาปิ๊งกันเข้า พาลให้รู้สึกว่า “เบื่อ” คนที่คบอยู่ด้วยจัง เธอ (เขา) ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของเรานี่นา ฯลฯ
ระหว่างที่ลักลอบมาคุยกัน(บนเตียง)ก็เลยนัดแนะกันบอกเลิกกะคนของตัวเอง
ฝ่ายหญิงใจเด็ดกว่า ตัดสินใจทิ้งผู้ชายของตัวเองก่อน ในขณะที่ฝ่ายชายยังกั๊ก ...ก็ซอนญาแฟนเขาสวย หวาน แล้วก็มีอารมณ์ขันขนาดนั้น (ก็ระดับ Paz Vega น่ะฮะ-ใครเคยดู Lucia y el Sexo คงเข้าใจดีนะ) แต่ยัยกิ๊กก็แสนจะอวบอั๋น เด้งดึ๋ง เย้ายวน จนแทบจะหยุดใจไว้ไม่ได้ ก็เลยอยากกั๊กเอาไว้อย่างนี้ก่อนอะ ใครจะทำไม
ไม่มีใครในกลุ่มเพื่อนรู้ว่าเปาลา กะฆาเบียร์ กะลังลักลอบมีความสัมพันธ์กัน ในกลุ่มเพื่อน ทุกคนอยู่ในภาวะรับรู้ว่า เปาลาทิ้งเปโดร และฆาเบียร์กะซอนญาก็กำลังทำหน้าที่เพื่อนที่ดี คือปลอบใจเปโดร
ระหว่างที่หนุ่มๆ เขาปลอบใจกัน มีคำพูดของราฟา เพื่อนในกลุ่มที่จัดเป็นตัวแทน(โดยเฉพาะในแง่ของทัศนคติ)ของผู้ชายโฉดๆ กลุ่มนึงในสังคม (สังคมบ้านเรา อิฉันว่าก็มีฮะ) ตาราฟาประกาศกะเพื่อน เหนือแก้วและขวดแอลกอฮอล์บนโต๊ะว่า ที่ประเทศชาตินี้(สเปนฮะ)มีปัญหา เพราะประชากรไม่เคยอิ่มเซ็กซ์!
“ดูอย่างคนคิวบาซิ เขาอดมื้อกินมื้อกันขนาดนั้น ทำไมเขายังมีความสุขกันดี” ราฟาตั้งคำถาม
“ก็เพราะเขามีเซ็กซ์อย่างที่ใจอยากไง ฉันไม่เห็นเขาทำอะไรเลยนอกจากมีเซ็กซ์ แล้วก็เต้นรำ”
ว่าแล้วราฟาก็โอ่ว่า ที่ผู้หญิงทิ้งเปโดรไป เพราะเขาดีกะเธอมากไป ผู้หญิงนะ ไม่ชอบให้เราใจดีด้วยนักหรอก ร้ายใส่เธอเข้าไว้ เธอจะรู้สึกเร่าร้อน ตื่นเต้น และติดใจเรา อีตาราฟายังสอนเพื่อนไม่ให้ทำตัวเป็นเด็กดี อยู่ในอาณัติแฟน แกแนะเพื่อนให้มีความสัมพันธ์กับผู้หญิงอื่นให้มากเข้าไว้ แล้วจะไม่เบื่อแฟนของตัวเอง
ตอนที่แกพูดนั่นแกะพูดอย่างอหังการ์ ถ้าอิฉันนั่งอยู่ในวง ก็คงถูกน้ำลายแกกระเซ็นใส่หน้าบ้างหรอก แต่เกิดอะไรขึ้นกับคนปากกล้าละคะ ต่อมาแกก็ถูกทิ้งไง แฟนที่แกเชื่อว่า "แน่เป็นแช่แป้ง" ทิ้งไปคบกับเพื่อนอีกคนในกลุ่มซะ สะใจก็สะใจ ขำก็ขำ อีตอนดูแกร้องไห้นั่นน่ะ
ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็เบาสมองดี
แต่ไม่วายได้ปัญหามาขบคิดต่อฮะ
ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าสถานการณ์นี้เกิดกับตัวเองแล้ว อิฉันจะตัดสินใจยังไง ระหว่าง
๑. ขอเลิกกะแฟนตัวเองก่อน แล้วถึงไปคบกับ(อดีต)แฟนเพื่อน ที่ก็ขอเลิกกะเพื่อนเราแล้ว
(เรียกว่าแฟร์กะคนที่คบกันมามากจนยอมเสี่ยง เพราะยังไม่รู้เลยว่าจะคบแฟนเพื่อนรอดไม่รอด)
๒. (แอบ)คบควบๆ ไปจนมั่นใจว่าอยากเป็นแฟนกะแฟนเพื่อนจริงๆ ถึงลงมือขอเลิก
(อันนี้เรียกเห็นแก่ตัวสินะ)
๓. ไม่องไม่เอามันหรอก จะทิ้งแฟนก็ใจไม่ถึง จะคบอดีตแฟนเพื่อนให้ออกหน้าออกตาก็ไม่หาญพอ
(แบบนี้จะเรียกว่าเสียสละก็ึคงไม่ใช่อีก สงสัยจะต้องสรุปว่า ป๊อดดดดด)
นอกจากนี้ ถ้าเกิดในที่สุดเราทั้งสองคนเกิดตัดสินใจกลับมากินน้ำพริกถ้วยเก่า แล้วอิฉันกับแฟน และเพื่อนกะอดีตกิ๊ก จะยังมองหน้ากันติดไหม คบกันสนิทใจได้เหมือนเดิมไหม?
และจะเป็นไปได้ไหม ถ้าเราทุกคนจะกินน้ำพริกถ้วยเก่าเป็นหลัก แต่หันไปเพิ่มรสชาติด้วยการซดต้มโคล้งปลากรอบยอดมะขามอ่อนเป็นครั้งคราว?
บันทึก
• มีความรู้สึกว่าหนังสเปนมันจะมีเสน่ห์ของมัน รูปแบบการใช้ชีวิตของคนสเปนด้วย
• มันเป็นหนังสเปน ท่าเต้น และการมุมกล้องในการนำเสนอเลยเป็นสเป้น-สเปน (ตอนนี้ยังบรรยายไม่ถูกนะ)
• ไม่อาจเรียกว่าเป็นหนังที่ประทับใจม้ากกกกกกก-มาย แต่ดาวที่ให้เนี่ย ขออุทิศให้ “นม” น้อง Paz Vega เป็นการโดยเฉพาะ (จะเรียกว่าเป็นนมแบบในอุดมคติของพี่ก็ได้นะฮะ น้องโอ๊ต)
• มีประโยคนึงที่ฆาเบียร์บอกซอนญา เมื่อตอนเปาโลซมซานมาหาว่า “ความสัมพันธ์มันไม่เหมือนเครื่องซักผ้านะที่รัก มันซ่อมไม่ได้”....ซึ่งไม่รู้ว่าจริงไหม
วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552
คำคม#๑๘
เหตุใดท่านจึงคิดเรายังเป็นของท่านได้อีกทั้งที่เราเป็นของชายอื่นแล้ว?
และไม่ได้เป็นเพียงในชีวิตนี้ หากยังเป็นตลอดชั่วนิรันดร์
ทั้งในภพภูมิที่ผ่านมาและทุกภพภูมิที่จะผ่านไป
เราเป็นขององค์รามเสมอมา และจะเป็นเสมอไป
ท่านเองมีสตรีมากมายไว้บำรุงบำเรอ ท่านมิได้พยายามซุกซ่อนพวกนางให้ห่างจากสายตาราคะของชายอื่น?
เช่นนั้น ไยท่านมิยินยอมเข้าใจ สามีเราย่อมห่วงใยเราปานใด?
โปรดฟังเราอีกครั้งเถิดทศกัณฐ์ เราจงรักภักดีต่อองค์รามยิ่ง
และจะไม่มีวันทรยศต่อพระองค์เด็ดขาด"
จากอารัมภบท, รามายณะ
ฉบับเมืองโบราณสำนักพิมพ์
โดย ราเมศ เมนอน
แปลโดย วรวดี วงศ์สง่า
คำคม#๑๗
ข้าจะรักท่านอย่างที่หญิืงทุกคนทำได้แค่ฝันจะเป็นที่รักของชายเยี่ยงนั้น
สีดา ครองหัวใจของข้าเถิด
ครองร่างกายของข้า และจงเป็นราชินีแห่งพิภพเคียงคู่กับข้า
เราจะเดินคู่กันไปในอโศกวนา
เพียงเราสองคนเท่านั้น
แล้วท่านจะรู้ว่าความสุขที่แท้เป็นฉันใด"
จากอารัมภบท, รามายณะ
ฉบับเมืองโบราณสำนักพิมพ์
โดย ราเมศ เมนอน
แปลโดย วรวดี วงศ์สง่า
วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2552
Henry & June : ร้อยชู้หรือจะสู้ผัว
| Rating: | ★★★★★ |
| Category: | Movies |
| Genre: | Drama |
สองสามวันมานี้ดูหนังที่สร้างจากหนังสือของ Anaïs Ninไป ๒ เรื่อง คือ Delta of Venus เมื่อวันก่อน กับ Henry & June (1990) ในวันนี้ และตัดสินใจว่าจะเขียนถึงเรื่องหลังนี้เรื่องเดียว
Anaïs Nin คือนักเขียนเรื่องอีโรติกหญิงคนสำคัญ เธอทำงานในยุคแกสบี้ ก็ช่วงปีทศวรรษที่ 1930’s หรือช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั่นแหละ อิฉันว่ายุคนี้มันสำมะคันทีเดียวทั้งในยุโรปและอเมริกา เพราะเป็นช่วงที่หนุ่มสาวปัญญาชนและคนชั้นกลางเริ่มเสาะแสวงหาความหมายของการมีชีวิต เริ่มตั้งคำถามที่เป็นปรัชญาหัวข้อเกี่ยวกับความรัก ความสัมพันธ์ การแสวงหาความสุข (คนยุคนี้เค้าเล่นฝิ่นกัน) หาสารพันวิธีมาปรนเปรอตัวเอง แต่งตัวกันสวยงาม ผลิตเพลงดีๆ ที่เป็นแม่ของแจ๊ซ พร้อมๆ ไปกับการมุ่งมั่นตามหาความฝันของตัวเอง
(อิฉันว่าบรรยากาศของยุคนี้มันเหมือนฟองสบู่สวยๆ ลวงๆ ที่พองขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะแตกโพละเพราะการบุกยุโรปของเยอรมันน่ะ-ก็ไม่รู้ถูกหรือเปล่าหรอก)
Henry & June เป็นบันทึกของอนาอิส สาวช่างฝันที่มีพรสวรรค์ในการเขียน แรกเริ่มเดิมที่เธอก็คงจะเป็นผู้หญิงใสๆ มองโลกในแง่ดีประสาคนมีชีวิตไม่ลำบาก แต่สงสัยเพราะเธอเดาะหัวก้าวหน้า หยิบวรรณกรรมลามกจกเปรตน่ารังเกียจ ฯลฯ จนคนยุคนั้นต้องห้ามไม่ให้พิมพ์ ของ D.H. Lawrence มาอ่าน (โธ่เอ๊ย กะอีแค่ชู้รักเลดี้แชตเตอร์เลย์ แค่นี้ต้องห้ามอ่านด้วย) ก๊อเลยทำตัวก้าวหน้า อยากจะเป็นนักเขียนหญิงที่เขียนหนังสือแก้ต่างให้คุณลอเรนซ์นักเขียนที่เธอบูชาซะหน่อย
คุณบรรณาธิการจอมฉวยโอกาสคงเอ็นดูเธอเป็นพิเศษ จึงสั่งสอนให้ว่า ถ้าอยากจะรู้เรื่องเซ็กซ์มากๆ ต้องหาประสบการณ์ (ถึงจะอยากด่าคุณบอกอจอมหื่นมาก แต่อิฉันขอยกย่องทัศนคติต่อเรื่องนี้ของอนาอิส เธอว่าเธอสงเคราะห์)
แล้วอนาอิสกับสามีผู้แสนดี คือฮูโก ก็ได้รู้จักกับ Henry Miller นักเขียนอเมริกันไส้แห้ง ผู้มีอุดมการณ์เดียวกันกับลอว์เรนซ์และอนาอิส ว่าเซ็กซ์มันคือธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องน่าละอายต้องที่ต้องแอบทำกันเงียบๆมืดๆ (ฮ่าฮ่า) อนาอิสถูกชะตาเฮนรี่อย่างแรง แรงขับทางเพศมันคงจะโดนกันล่ะอิฉันว่า ยิ่งเธอรู้ว่าเฮนรี่มีแรงบันดาลใจเป็นจูน เมียคนสวยเจ้าอารมณ์แล้ว เธอยิ่งชอบใจ พาตัวเข้าไปสนิทสนมกับสองผัวเมียนี้ลึดขึ้นทุกที
ถ้าจะถามว่ากรณีนี้ อนาอิสหลงรักผัว หรือหลงรักเมียมากกว่ากัน อิฉันคงตอบยาก แต่บอกได้ว่า เธอ passion กับทั้งสองคนไปคนละแนว คนนึง อย่างที่ผู้หญิงจะดึงดูดกัน และอีกคน ในแบบหญิงชายที่ตื่นเต้นได้อารมณ์สุดเหวี่ยง ในแบบที่สามีไม่เคยริอ่านป้อน
อนาดิสหลงจูน เพราะจูนคือผู้หญิงที่ทำให้เธอทึ่ง จูนมีชู้รักเป็นผู้หญิง จูนปั่นหัวผู้ชาย เธอทึ่ง แล้วเริ่มเรียนรู้ที่จะเป็นอย่างนั้นบ้าง พอดีกับที่เฮนรี่มาหลงเธอ เลยทำให้เธอเป็นชู้กับเขาไปซะงั้น (สถานการณ์อย่างนั้นมันเป็นอย่างอื่นไม่ได้แล้วค่ะ คุณขา)
อิฉันเองก็คอยดูอยู่ว่า แล้วคุณฮูโกผู้สามีจะรู้ไหมว่าเมียแอบไปนอนกับชายอื่นทุกบ่อยๆ อิฉันว่าเธอรู้นะ แต่ว่า เธอรักเมีย และก็ไม่ได้รักอย่างหัวปักหัวปำด้วย อนาอิสเองก็ไม่ได้หลงชู้จนหน่ายผัว เธอยังรักผัวเหมือนเดิม นำประกายไฟสวาทที่ชู้จุดให้มาเผื่อแผ่ผัว คุณผัวก็รู้ว่าเมียเปลี่ยนไป (ในทางที่ยั่วขึ้น) ก็เลยยิ่งเครซี่คุณเมียใหญ่
การค้นหาความหมายของการเป็นผู้หญิง ซึ่งที่จริงมันก็คือการหาประสบการณ์ในการเป็นนักเขียนอีโรติกของอนาอิสดำเนินไปอย่างหวือหวา แต่ผู้กำกับ Philip Kaufman ไม่ได้เล่าในแบบแฟนตาซีจนเซอร์เรียล
ฉากรักล้วนสวยงาม ใช้บอกเล่าความรู้สึกที่ตัวละครมีต่อกันได้อย่างชัดเจน (โดยไม่ต้องโป๊ขนาด Lust Caution….แต่เรื่องนั้นมันก็สมเหตุสมผลของมันนะฮะ)
ความฝันของอนาอิสเกือบเป็นจริงแล้ว (ฝันของเธอคือการร่วมรักกับจูนฮะ) แต่ดันหลุดปากบอกจูนไปว่าเคยนอนกะผัวของชีไปเสียก่อน ก็เลยอด อดไม่พอ หัวใจของผู้หญิงสองคนนี้แตกสลายทั้งคู่
รวมทั้งเฮนรี่ซึ่งต้องเสียทั้งเมียทั้งชู้ในเวลาเดียวกัน...แหม๋ มาถึงขั้นนี้แล้ว ถ้ายังทนอยู่กันต่อไปจะมีความสุขไหมฮะเนี่ย
ตอนอนาอิสถือต้นฉบับออกจากอพาร์ตเม้นต์ชู้ในเช้ารุ่งขึ้น เธอเดินออกมา น้ำตากลบตา แต่หูได้ยินเสียงแตรรถ
...ใครจะเชื่อว่าผัวมารับ พร้อมถามว่าโอเคไหม?...โอว อิฉันซึ้งใจพี่ฮูโกจริง
หนังจบตรงนี้ ในฉากที่อนาอิสนั่งเคียงผัวอยู่บนรถเปิดประทุน น้ำตาไหล ผัวไม่ถามอะไร แต่ขอมือไปจับ ชอบเสียง voice over ของอนาอิสตอนนี้ฮะ
That morning I wept
I wept because I loved the streets that took me away from Henry
And would lead me back to him
I wept because the process by which I had become a woman was painful
I wept because from now on I would weeps less
I wept because I had lost my pain and was not yet accustomed to its absence
บันทึก
• เคยอ่านเรื่องสั้นแปลของอนาอิสตั้งแต่ยังเป็นเด็กแบเบาะในทางวรรณกรรมอีโรติก
• หนังสือรวมเรื่องสั้นแปลของอนาอิส (โดยพี่บาร์บ) เล่มเดียวที่มีอยู่ที่แม่ลูกหมู
• (ยืมชั้นไปนานกว่าอายุลูกหมูตั้งปี เมื่อไหร่แกจะคืนยะ??)
• ชอบเรื่องของอนาอิสที่มันคลาสซี่ ไม่โจ๋งครึ่มจนดูหื่นต่ำอย่างเรื่องของนักเขียนหญิงอื่นที่เคยอ่าน
• เรื่องนี้อูม่าสาวมาก สวยมาก เป็นผู้หญิงที่สวยทั้งปาก และตา หน้าอก และขา (โอ้ย แล้วยังจะบลอนด์ยั่วๆ นั่นอีก!)
• อูม่าในบท June เป็นแค่ supporter แต่แค่นั้นก็เล่นดีมากแล้วนะ ทั้งบทดราม่าและอีโรติกเลย
• Maria de Medeiros เล่นเป็นอนาอิสก็เล่นดีมาก เธอเป็นผู้หญิงธรรมดาที่มีรูปร่างสวยมากด้วย (อูม่าเป็นนางแบบไง)
• หนังเรื่องนี้เพลงเพราะมาก ชอบที่เขาเอาเพลง Edith Pief มาใช้ มันเหมาะเลยล่ะ
• พอเอา Henry & June มาเทียบกันแล้ว หนัง Delta of Venus เลยกลายเป็นหนังอาร์ธรรมดาๆ ไร้เรื่องราว โปรดักชั่นก็งั้นๆ เล่าเรื่องก็งั้นๆ ไปซะงั้น
• คำถามเก่าผุดขึ้นมา...หรือที่จริงแล้วเราสามารถรักคนสองคนได้ในเวลาเดียว?
วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2551
๕ ปริศนาทางเพศที่อิฉัน(เพิ่ง)รู้คำตอบ
เรื่องราวต่อไปนี้เป็นการเก็บตกมาจากเรื่อง "๔๐ ปริศนาทางเพศที่ใครๆ ก็อยากรู้คำตอบ" เขียนโดย Jena Pincott ซึ่งเรียบเรียงขึ้นจากหนังสือ Do Gentlemen Really Prefer Blondes? (เข้าใจว่า Penthouse Thai Edition แปลมาจาก US Edition)
อิฉันอ่านแล้วสงสัยว่าว่า ๓๕ ข้อในนั้นมันเป็นปริศนาที่ "ใครๆ" ก็อยากรู้จริงหรอ ในเมื่อคำตอบมันมีแน่เป็นแช่แป้งอยู่แล้ว เช่น
-ทำไมสาวผมยาวจึงเซ็กซี่ (เอ้า ก็เพราะมันดู feminine กว่าสาวผมสั้นกุดไง)
-ทำไมรองเท้าส้นสูงจึงทำให้ผู้หญิงเซ็กซี่ขึ้น (แหม๋ ใส่ส้นสูงมันก็ต้องเซ็กซี่กว่าลากแตะคีบหรือใส่รองเท้าวิ่งอยู่แล้ว)
-ผู้ชายชอบผู้หญิงผมบลอนด์จริงหรือ (แหง๋ล่ะก็มันดูบอบบาง แล้วก็ดูเด่นด้วย ผู้ชายเค้าไม่ชอบผู้หญิงลุค ordinary หรอกย่ะ)
-ทำไมผู้ชายจำนวนมากใฝ่ฝันอยากมีองคชาตที่ใหญ่ขึ้น (ยังต้องสงสัยกันด้วยหรอ?)
อ่านจนจบแล้วจึงสรุปได้ว่า ใน ๔๐ ข้อที่เขาว่ามานั้น มีแค่ ๕ ข้อที่เป็นอิฉันนึกสงสัยมานาน
แล้วก็เลยได้คำตอบเสียที
ปริศนาข้อที่ ๒๓ ทำไมคนเราจึงเอียงศีรษะไปทางขวาเวลาจูบกัน
คำตอบ คนส่วนมากจูบเอียงขวาเพราะเรามีมอเตอร์การเคลื่อนไหวที่โน้มเอียงไปทางด้านขวา และเราไม่ได้โดดเดี่ยว เพราะสัตว์จำพวกปลาก็มีแนวโน้มที่จะว่ายไปทางขวาเวลาเผชิญหน้ากับศัตรู แม่ไก่ก็ชอบหันหัวไปทางขวาตอนที่พวกมันนอนกกไข่ หนูก็นิยมวิ่งไปทางขวา ตอนที่พยายามหนีออกมาจากเขาวงกต
(จำไม่ได้ว่าเอียงไปทางไหน ร้างลาการจูบมาประมาณ ๑ ทศวรรษแล้ว)
ปริศนาข้อที่ ๒๔ ทำไมคนเราชอบจูบแบบลิ้นพันกัน (French-kiss)
คำตอบ ความจริงการจูบแบบเฟรนช์คิสไม่เห็นจะเซ็กซี่ที่ตรงไหน การแหย่ลิ้นเข้าไปในปากของคนรัก นอกจากแลกเปลี่ยนน้ำลายกันแล้ว ยังเป็นการแพร่เชื้อแบคทีเรียไปในตัว แต่หลายคนก็บอกว่ามันให้ความรู้สึกดีมากๆ การจูบเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมในการเกี้ยวพาราสี เพื่อตัดสินศักยภาพทางร่างกายของคนรัก ว่ามีเคมีตรงกัน หรือเข้ากัีบตัวเองได้หรือไม่ ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ ๙๐ เปอร์เซ็นต์จึงมีวัฒนธรรมของการจูบ ตอนที่คุณประกบปากกับคนรัก หรือแม้แต่สอดลิ้นเข้าไปลิ้มรสน้ำลายของเธอ เปรียบเหมือนคุณกำลังสำรวจ "ลักษณะเฉพาะทางเคมี" ของเธอ เพราะน้ำลายและเหงื่อประกอบด้วยสารฟีโรโมนส์ ซึ่งสามารถทำให้คุณตื่นตัวหรือห่อเหี่ยวได้พอๆ กัน
(....มิน่าล่ะ)
ปริศนาข้อที่ ๓๔ ความรู้สึกทางเพศของผู้หญิงจะพุ่งสูงสุดในช่วงอายุ ๓๐ จริงหรือ
คำตอบ ยากที่จะสรุปด้วยเหตุผลทางชีววิทยา ว่าทำไมผู้หญิงอายุ ๓๐ ต้นๆ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของแรงขับทางเพศที่เข้มข้น ทั้งๆ ที่ผู้หญิงทุกช่วงอายุก็มีระดับความสำส่อน และการนอกใจไม่แพ้กัน ความเชื่อที่ว่าหญิงอายุ ๓๐ ต้นๆ เต็มไปด้วยแรงปรารถนาทางเพศและชอบกิจกรรมเข้าจังหวะบนเตียงนอน อาจเนื่องมาจากความคาดหวังทางสังคมและวัฒนธรรม บวกกับพวกเธอมีความเชื่อมั่นในเรือนร่าง เพศ และความสัมพันธ์กับคนอื่นเพิ่มมากขึ้น เธอจึงแสดงบทบาทตัวเองอย่างเต็มที่
(อิฉันก็ว่างั้นแหละ)
ปริศนาข้อที่ ๓๖ ผู้ชายกับผู้หญิงถึงจุดสุดยอดแบบเดียวกันหรือไม่
คำตอบ จุดสุดยอดของผู้หญิงโดยทั่วไปประกอบด้วยการบีบตัวเป็นจังหวะประมาณ ๓-๑๕ ครั้ง กินเวลาไม่เกิน ๑๕ วินาที แม้จะมีบางคนถึงจุดสุดยอดยาวนานถึง ๒ นาที แต่นั่นเป็นข้อยกเว้นที่เกิดขึ้นยากเต็มที ส่วนจุดสุดยอดของผู้ชายมีค่าเฉลี่ยในการบีบตัวคือ ๑๐-๑๕ ครั้ง กินเวลาประมาณ ๑๗ วินาที แต่ด้วยเหตที่ศูนย์กลางการรับภาพในสมองของผู้ชายจะตื่นตัวมากขึ้นเวลามีเพศสัมพันธ์ เป็นหลักฐานยืนยันว่า เพราะเหตุใดชายจึงแสดงออกมากกว่าหญิงระหว่างการร่วมรัก รวมทั้งวินาทีที่ถึงจุดสุดยอด ชายก็จะแสดงอารมณ์มากกว่า ถ้ามองโดยรวม ประสบการณ์การถึงจุดสุดยอดของผู้หญิงกับผู้ชายนั้นเหมือนกัน จะต่างกันก็ช่วงผ่อนคลายหลังจากนั้น ขึ้นอยู่กับความรู้สึกที่ตามมาว่าเป็นไปในเชิงลบหรือบวก
(อ่านแล้วงง ยังสงสัยอยู่ว่ามันจะไปเหมือนกันได้ไง???)
ปริศนาข้อที่ ๔๐ โดยธรรมชาติแล้ว คนเราเป็นสัตว์ผัวเดียวเมียเดียวใช่หรือไม่
คำตอบ คำตอบคือ "ใช่" และ "ไม่ใช่" ในเวลาเดียวกัน มนุษย์อยู่ในกลุ่ม ๔ เปอร์เซ็นต์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเพศเฉพาะตัวไม่เหมือนสัตว์อื่น บางคนบอกว่าเราเป็นสัตว์ผัวเดียวเมียเดียว แต่กฎข้อนี้ค่อยๆ จางหายไปอย่างที่รู้กันอยู่ ในปัจจุบันมนุษย์แทบทุกคนใช้ชีวิตแบบผัวเดียวเมียเดียวเป็นช่วงๆ โดยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคู่รักหลายคนต่อเนื่องกันไปตลอดอายุขัย พูดให้ตรงเป้าคือ เราเป็นสัตว์หลายผัวหลายเมีย แต่ยังอยู่ในระดับอ่อนๆ เมื่อเทียบกับสัตว์อื่น เพราะเรายังยึดหลักศีลธรรมอย่างเคร่งครัด นักพันธุกรรมศาสตร์ค้นพบหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่า การอยู่กินกันแบบผัวเดียวเมียเดียวอย่างเคร่งครัดไม่เคยเป็นบรรทัดฐานทางสังคมของคน แต่มันกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในช่วง ๕,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ ปีก่อน ตอนที่เปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมสู่การตั้งบ้านเรือนและสร้างชุมชนเกษตรขึ้นมาแทนการร่อนเร่และล่าสัตว์ บทสรุปของเรื่องนี้ก็คือ สำหรับผู้คนส่วนใหญ่ ชีวิตแบบผัวเดียวเมียเดียวไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคำจำกัดความนั้นหมายถึง "การที่ต้องมีคู่นอนเพียงคนเดียวตลอดชีวิต"
(หึ หึ)
ใครจะว่าไงก็ว่ากันไปละฮะ
นี่แค่คัดมาให้อ่านกันเล่นๆ อีกตามเคย
หมายเหตุ: ภาพประกอบ copy มาจากหน้าหนึ่งในนิตยสาร Penthouse ฉบับประจำเดือนธันวาคม ๒๕๕๑
ขอบอกโดยไม่โฆษณาแฝงว่า เดือนนี้นางแบบสวยทั้ง ๓ คน
วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2551
วันพุธที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
หญิงสาวผู้หวาดกลัวความสุข
| Rating: | ★★★★★ |
| Category: | Books |
| Genre: | Literature & Fiction |
| Author: | โยชิโมโต บานานา |
ฉันพูดพร้อมจับมือของเธอ
ฉันอยากจับมือของเธอเหลือเกิน ไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไปแล้ว โอ้พระเจ้า! ฉันยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้จับมือของเธอ
ฉันรู้สึกอย่างนั้น ฉันรู้สึกอย่างนั้นเข้าจนได้ ไม่ใช่เรื่องของความเป็นธรรมชาติหรือไม่เป็นธรรมชาติ แต่มันเป็นสิ่งที่ต้องทำ ใช่ มันเป็นความรู้สึกแบบนี้นี่เอง ฉันเข้าใจแล้ว
สองคนที่เหมือนจะมีใจให้กัน นัดเจอกันแบบไม่คิดอะไรมาก ตกกลางคืน ต่างคนต่างก็ถามว่าจะทำอะไรต่อดี ต่างคนต่างรู้สึกลึกๆ ว่าอาจไปมีอะไรต่อกันได้ เป็นการรับรู้ตกลงแบบไม่ต้องพูดออกมา...เรื่องแบบนี้มันไม่มีอยู่จริง การมีช่องว่างแบบนี้ก็ทำให้ไม่มีทางเป็นจริงได้อยู่แล้ว! ฉันอยากตะโกนออกมา
ความเป็นจริงคือแค่เพียงอยากกอด อยากสัมผัส และอยากจูบ อยากเหลือเกินที่จะเข้าใกล้อีกแม้เพียงสักนิด แม้ทุกอย่างจะเป็นความรู้สึกฝ่ายเดียว แต่เป็นความรู้สึกที่แทบทำให้น้ำตาไหล ต้องเป็นตอนนี้ กับคนคนนี้เท่านั้น ไม่ใช่คนนี้ไม่ได้แล้ว ฉันรู้แล้ว มันคือความรักนั่นเอง
“อือ ได้สิ”
“จริงหรือ”
ฉันถาม
“ค่ะ ฉันว่าเจอกันอีกก็ได้นะ”
บันทึก: โอ...ดิฉันรัก Passion ในเรื่องนี้เหลือเกิน
วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2551
อัศจรรย์ : Threesome
๏ ส่วนสามกษัตริย์แก่นท้าว กรโอบองค์โน้มน้าว
แนบเนื้อเรียงรมย์
๏ เชยชมชู้ปากป้อน แสนอมฤตรสข้อน
สวาทเคล้าคลึงสมร
๏ กรเกี้ยวกรกอดเนื้อ เนื้อแนบเนื้อโอ่เนื้อ
อ่อนเนื้อเอาใจ
๏ พักตราใสใหม่หม้า หน้าแนบหน้าโอ่หน้า
หนุ่มเหน้าสรสม
๏ นมแนบนมนิ่มน้อง ท้องแนบท้องโอ่ท้อง
อ่อนท้องทรวงสมร
๏ สมเสน่ห์อรใหม่หมั้ว กลั้วรสกลั้วกลิ่นกลั้ว
เกลศกลั้วสงสาร
๏ บุษบาบานคลี่คล้อย สร้อยและสร้อยซ้อนสร้อย
เสียดสร้อยสระศรี
๏ ภุมรีคลึงคู่เคล้า กลางกมลยรรเย้า
ยั่วร้องขานกัน
๏ สรงสระสวรรค์ไป่เพี้ยง สระพระนุชเนื้อเกลี้ยง
อาบโอ้เอาใจ
๏ แสนสนุกในสระน้อง ปลาชื่นชมเต้นต้อง
ดอกไม้บัวบาน
๏ ตระการฝั่งสระแก้ว หมดเผ้าผงผ่องแผ้ว
โคกฟ้าฤๅปุน
๏ บุญมีมาจึ่งได้ ชมเต้าทองน้องไท้
พี่เอ้ยวานชม หนึ่งรา
โคลงสองสุภาพ บรรยายบทรักของสามกษัตริย์ ได้แก่พระลอ พระเพื่อนและพระแพง
วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2551
อัศจรรย์
พระพายชายพัดบุปผชาติ เกสรสาดหอมกลบตรลบห้อง
ริ้วริ้วปลิวชายสไบกรอง พระจันทร์ผันผยองอยู่ยับยับ
พระอาทิตย์ชิงดวงพระจันทร์เด่น ดาวกระเด็นใกล้เดือนดาราดับ
หิ่งห้อยพร้อยไม้ไหวระยับ แมลงทับท่องเที่ยวสะเทือนดง
กลอนนี้คือบทรักของขุนแผนกับนางแก้วกิริยา
(ถ้าไม่บอกจะรู้กันไหมเนี่ย?)
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อขุนแผนมาถึงเรือนขุนช้าง ปรายข้าวสารซัดข้ามหลังคา ขับผีบ้านผีเรือนออกหมด เสกมะนาวขว้างข้ามหลังคาเรือน สะกดคนให้คนบนบ้านหลับเป็นตาย เสร็จแล้วจึงปีนขึ้นเรือนด้านนอกชาน หมายจะขึ้นไปลักตัวนางวันทอง เมียรัก
แต่..ยังไม่ทันเจอห้องที่เมียนอน ดันมาเจอนางแก้วกิริยาเสียก่อน ก็รู้สึกต้องใจมาก จนต้องขอแวะนิดนึง
(ร่างเจ้านอนนิ่งบนเตียงต่ำ คมขำงามแฉล้มแจ่มใส
คิ้วคางบางงอนอ่อนละไม รอยไรเรียบรับระดับดี
ผมเปลือยเลื้อยประลงจนบ่า งอนปลายเกศาดูสมศรี)
แก้วกิริยาเป็นลูกพระยาสุโขทัย บิดาเป็นหนี้หลวง เอามาขายฝากขุนช้างไว้ ๑๕ ตำลึง
..ด้วยคารมคมคาย และรูปกายน่าหลง ขุนแผนของเราก๊อเลยได้นางแก้วกิริยาเป็นเมียอีกคน ก่อนจะตามเจอนางวันทองเสียอีก
วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2551
สาเหตุของการนอนไม่หลับ
เมื่อคืนเป็นอีกครั้งที่ดิฉันประสบปัญหาในการนอน
คือนอนหลับไม่สนิท ระหว่างนอนเหมือนมีอาการครึ่งฝัน ครึ่งจริง จำได้ลางๆ เหมือนตัวเองตื่นขึ้นคุยกับตัวเองเป็นระยะๆ
แต่เป็นการตื่นโดยไม่ลุก ไม่ลืมตา
เรียกว่าเป็นการนอนที่ไม่ได้หลับลึกลงเหมือนถูกดูดหายไปในหลุมดำเหมือนเช่นการหลับเป็นปกติในทุกๆ คืน
วันนี้ทั้งวัน ดิฉันจึงอยู่ในสภาพซอมบี้ มีอาการอ่อนเพลีย กะปลกกะเปลี้ย ซ้ำยังเบลอๆ เพราะไม่ได้นอนพอกับความต้องการของร่างกายนั่นเอง
เข้านอนดึกมันก็จริงอยู่ (ก่อนนอนระห่ำทำงานฝิ่นเสร็จไป ๒ ชิ้น) แต่เชื่อว่า สาเหตุของอาการนอนหลับไม่สนิทของตัวเองมีอยู่ ๒ ข้อ คือ
กาแฟดำตอน ๕ ทุ่ม และ บทสนทนากับชายผู้ลึกลับที่ดูเหมือนมีความอันตรายเป็นเงา
-๑-
กาแฟดำตอน ๕ ทุ่ม
คาเฟอีนในกาแฟอาจทำให้หลายคนตาสว่างจากการที่คาเฟอีนเข้าไปควบคุมสารอดีโนซีน ซึ่งเป็นสารเคมีที่สมองหลั่งออกมาเพื่อให้เกิดอาการง่วง แต่สำหรับดิฉัน กาแฟร้อนหอมๆ แก้วเดียวไม่เพียงช่วยให้หายง่วง แต่ยังเพียงพอต่อการปลุกความ ‘คึก’ ให้พร้อมจะทำงาน ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการที่คาเฟอีนเพิ่มระดับการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต ระดับอะดรินาลีน และกรดไขมันอิสระในเลือด ทำให้รู้สึกมีเรี่ยวแรงทำงานเพิ่มขึ้น
น่าเศร้าที่หลังปลดปล่อยพลังงานความคึกให้กับร่างกาย คาเฟอีนจะค้างอยู่ในร่างกายของดิฉันต่อไปอีกราว ๑๒ ชั่วโมง (และจะอยู่ได้นานกว่านี้ หากดิฉันมีครรภ์อายุ ๓ เดือนขึ้นไป หรือใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด) เมื่อหมดฤทธิ์ ดิฉันจะรู้สึกหมดเรี่ยวแรงจนต้องหากาแฟแก้วใหม่มาเติมความกระชุ่มกระชวยและความ ‘คึก’ ให้ร่างกายอีกครั้ง
ปฏิกิริยาที่ร่างกายตอบสนองต่อคาเฟอีน ร่วมกับความพึงพอใจในกลิ่นรสของกาแฟ ย่อมทำให้คนติดรส ติดสัมผัสอย่างดิฉันตกอยู่ในวัฏจักรแห่งการเสพติดเช่นนี้เรื่อยไป จนในที่สุด ก็จะถึงวันที่กลายเป็นซอมบี้อย่างถาวร จากภาวะคาเฟอีนเรื้อรังจนนอนไม่หลับ แต่แทนที่จะผอม กลับอ้วน เพราะเมื่อใดที่นอนไม่พอ วันรุ่งขึ้นระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำลง ทำให้เกิดอาการ ‘โหย’ ตลอดเวลา
นอกจากนี้ยังเหี่ยว เพราะนอนไม่ทันเวลา growth hormone หลั่ง (ราว ๕ ทุ่ม) แทนที่จะร่างกายจะได้ซ่อม และสร้างเซลล์ผิวในส่วนที่เสียหาย ก็เลยอด ผิวโทรมๆ ที่ไม่มี growth hormone ช่วย ต่อให้ใช้ครีมวิเศษอะไรก็ช่วยชะลอริ้วรอยไม่ได้
นอกจากนี้อาการกระดูกพรุนอาจมาเยือนไวกว่าปกติ เพราะคาเฟอีนที่รับเพิ่มเข้าไปทุกวันช่วยชะล้างแคลเซี่ยมในร่างกาย
เอาเถอะ มันอาจจะไม่ถึงขั้นนั้น ถ้าดิฉันดื่มกาแฟแค่พอน่ารัก คือวันละแก้ว-สองแก้ว และไม่ใช่ในเวลาก่อนนอนเพียง ๒-๓ ชั่วโมงอย่างนี้
-๒-
บทสนทนากับชายผู้ลึกลับที่ดูเหมือนมีความอันตรายเป็นเงา
ชายคนนี้คือส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการจิตตกต่ำสุดเมื่อวันก่อน ก่อนจะต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อส่งงานในคืนก่อน ดิฉันพบเขา เราคุยกันยาวนาน อย่างถูกคอ และออกรส ผ่านโปรแกรม msn แม้จะเพิ่งรู้จักกัน แต่ดิฉันพบว่า เขา และบทสนทนาของเรา ทำให้เคมีบางอย่างในร่างกายของดิฉันเปลี่ยนแปลง
และความแปรปรวนของเคมีในตัวนี้ อาจจะเป็นสาเหตุที่ทรงพลังยิ่งกว่ากาแฟดำตอน ๕ ทุ่มแก้วนั้นเสียอีก
สงสัยยิ่งนัก ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ดิฉันจึงให้กูเกิ้ลช่วยค้นให้
พบประโยคน่าสนใจ จากนักจิตวิทยานาม Jim Pfaus
“You think someone made you feel good, but really is your BRAIN made you feel good” แท้จริงผู้บงการตัวจริงของความรู้สึกพิเศษคือ ‘สมอง’ ของเราเอง หาใช่ ‘ใครคนนั้น’
ว่ากันว่าในสมองของเรามีเซลล์ประสาทในสมองกลุ่มหนึ่ง เรียกว่า ventral tegmental มีหน้าที่สำคัญในการผลิตฮอร์โมนชื่อ โดปามีน (Dopamine)
โดปามีนจะทำงานหนักเมื่อเจ้าของสมองมีอารมณ์พึงพอใจ ยินดี มีความสุข หรือเมื่อได้รับรางวัลตอบแทน เช่น เมื่อแฟนจำวันเกิดได้
จากการทดสองในหนูพบว่า เมื่อทำให้หนูมีความพึงพอใจมากขึ้น ระดับของโดปามีนจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ
โดปามีนจะส่งผลต่ออารมณ์ของเจ้าของสมองให้มีความตื่นตัว กระฉับกระเฉง มีสมาธิ แล้วก็ไวต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ รอบตัว
....................
โดปามีนที่พรั่งพรูออกมาเพราะบทสนทนาก่อนนอน ทำให้เจ้าของสมองของดิฉันตื่นตัวจนไม่อาจนอนหลับสนิท(แม้จะอยากนอนมากๆ) อย่างนั้นสินะ?
สงสัยจัง ว่าความพึงพอใจ ความยินดี และมีความสุข เช่นนั้น จะเกิดขึ้นในทุกครั้งที่ได้สนทนากับชายลึกลับผู้นี้ไหม
ถ้าใช่ ..เห็นทีจะต้องงดการสนทนาก่อนนอน
เอ๊ะ หรือการเลี่ยงไปเลย จะเป็นการดีกับสุขภาพมากกว่า?
หมายเหตุ โดปามีนมีความสำคัญยิ่งกว่าการกระตุ้นสมองให้รับรู้ถึงความรู้สึกพึงพอใจ เพราะมันเป็นสารสื่อประสาทที่มีความสำคัญยิ่งกับอาการทางสมองหลายๆ อย่าง เช่น พาร์คินสัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ www.bangkokhealth.com
วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
คันปาก-อยากบอกต่อ ตอน แก้ลำสาวโลเล
ใน Penthouse ฉบับประจำเดือนเมษายน ๒๕๕๑
เปิดไปที่หน้า ๑๒๓ อ่านคอลัมน์โปรด Ask Dr.Z คอลัมน์ตอบคำถามเรื่อง xx กับ ดร.วิคตอเรีย ซิดร็อก
(ใครจะไปรู้ว่าชีมีตัวตนจริงไหม)
พบคำถามหนึ่ง อ่านแล้วอยากลอกมาให้ได้อ่านกัน
เพราะบางทีคุณอาจจะให้เรื่องนี้แนะแนวทางกับคนที่คุณรู้จัก
คนที่กำลังสับสน ว่าจะอยู่รอใครบางคน หรือจะตัดสินใจเคลียร์
แล้วก็เริ่มชีวิตของตัวเองซะที
>>>ฟันธงได้เลยว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้รักคุณเลย-เพื่อนที่น่าสงสารของฉัน ความจริงฉันไม่อยากเป็นคนนำข่าวร้ายนี้มาบอกคุณ แต่คิดเสียว่าฉันเป็นหมอที่กำลังจะช่วยผ่ามะเร็งออกจากตัวคุณก็แล้วกัน
คุณกำลังอยู่กับผู้หญิงโลเล และผู้หญิงประเภทนี้มักมาพร้อมกับจิตใจแบบแพศยา เธอมาดีกับคุณก็เพราะคุณช่วยเยียวยาอาการอกหักให้เธอเท่านั้นเอง แต่ขณะเดียวกันเธอก็ยังคิดและโหยหาแฟนเก่าที่ทิ้งเธอไป จนถึงวันที่เขาตัดสินใจกลับมาขอคืนดี
หากคุณเป็นพวกมาโซคิสต์ผู้นิยมความเจ็บปวด คุณอาจรั้งเธอไว้และคอยเอาไหล่ให้เธอซบหน้าร้องไห้ บางทีเธออาจให้คุณร่วมรักแทนคำขอบใจ ขณะที่ในจินตนาการก็มีภาพของแฟนเก่าล่องลอยอยู่
แต่ถ้าให้ฉันแนะนำ ฉันอยากบอกว่า อย่าพยายามรั้งเธอไว้ ปล่อยให้เธออยู่คนเดียวสักพัก เพื่อให้เธอตัดสินใจ คุณจะได้ไปเจอผู้หญิงคนอื่นบ้าง เพื่อให้พลังของความหึงหวงได้ทำหน้าที่ของมัน บางทีเธออาจต้องการคุณมากขึ้น หากมีผู้หญิงอื่นมาสนใจในตัวคุณ
และถ้าเธอตัดสินใจกลับมาหาคุณ แทนที่จะเลือกแฟนเก่า คราวนี้หวังว่าเธอจะรักคุณจริง ไม่ใช่เพียงเพราะต้องการใครสักคนมาช่วยดามหัวใจที่ถูกแฟนเก่าหักอกเหมือนคราวก่อน
