แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ hitori แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ hitori แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ช้อปปิ้งที่ท่าช้าง









ผ่านไปกี่ปีๆ ท่าช้างยังมีสีสันเสมอ




(เดินจากท่าราชฯ ไปท่าช้าง, จันทร์ 25 กรกฎาคม 2554)

เดี่ยว







เดินเดี่ยว
บ้าง
ก็ดี



(นั่งรถไฟคนเดียวจากสุราษฎร์, อาทิตย์ 24 กรกฎาคม 2554 )

วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2554

เยาวราชยังเหมือนเดิม





เสาร์ที่ 12 มีนาคม 2554
นั่งรถเมล์จากสะพานเหลืองไปท่าช้าง ผ่านเยาวราช
มองเผินๆ แล้ว เยาวราช(รถติด)เหมือนเดิม

วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

Henry Poole is Here : ปาฏิหาริย์มีจริง

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


วันอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นวันอาทิตย์แห่งการทอดหุ่ย ไม่ได้ทำประโยชน์ใดๆ ให้กับชีวิตของคน หรือแม้แต่ชีวิตแมว ได้แต่นอนทอดหุ่ย กินขนม สลับกับดูหนังพากย์ไทยจากเคเบิ้ลทีวีที่ฉายกันแบบนอนสต็อป เลยดูๆ หลับๆ กันทั้งคนทั้งแมว ดูมาจนค่ำ จนเริ่มปวดหัวแล้วนั่นแหละ ถึงได้มาสะดุดตาสะดุดใจกับหนังเรื่องนี้

Henry Poole is Here (2008)

แปลกกว่าหนังอื่นที่เคเบิ้ลเลือกมาฉายตรงที่หนังเรื่องนี้เป็นหนังอินดี้ อืมม์ ไม่เชิงอินดี้แบบแนวโคตรๆ แค่เป็นหนังจากสตูดิโอเล็กๆ เป็นหนังช้าๆ ที่ไม่แอคชั่นตูมตาม ไม่ใช่หนังผี ที่จะจับคนดูให้นั่งนิ่งอยู่หน้าจอ

เริ่มต้นขึ้นอย่างช้าๆ ชนิดที่ไม่น่าสนใจในสายตาบางคน (หนังที่เริ่มต้นแบบไม่น่าสนใจมักน่าสนใจ) ชายชื่อเฮนรี่ พูล (Luc Wilson) ตามเอเย่นต์ไปดูบ้านด้วยอาการเรื่อยๆ ไม่อยากรู้อยากเห็น ไม่จุกจิก ไม่ต่อรอง และไม่มีคำถาม อาจจะดูแค่แปร่งๆ แปลกๆ แต่ไอ้การตกลงใจซื้อไม่ต่อรองราคา และไม่แยแสจะขอของแถม ขอให้ซ่อมส่วนที่เสียนี่สิ ชวนให้คิดว่าอีตานี่มันเพี้ยน หรือกำลังคิดอะไรไม่ดีกันแน่

กระนั้น คุณเอเย่นต์ขายบ้านก็แสดงความเป็นมืออาชีพ จัดคนมาโป๊วสีให้ในจุดที่ทรุดโทรมก่อนที่เฮนรี่จะย้ายเข้ามา

เขากลับมาอยู่ในเมืองเล็กๆ ที่เคยอยู่เมื่อตอนเป็นเด็กด้วยเหตุผลบางอย่าง

เฮนรี่พบว่าตัวเองมีเพื่อนบ้านเป็นสาวใหญ่เชื้อสายละตินที่มาแนะนำตัวพร้อมกับอาหารทำเอง เอสเปอรันซ่า หรือป้าเอส ออกจะเป็นเพื่อนบ้านที่มีความละเอียดอ่อน ใส่ใจ และช่างสังเกตจนไปพบสิ่งมหัศจรรย์บนผนังด้านนอกของตัวบ้านซึ่งช่างทาสีมาโป๊วสีซ่อมไว้อย่างขอไปที

เธอเห็นพระพักตร์ของพระผู้เป็นเจ้า

อืมม์ ป้าเอสเห็น หลวงพ่อที่เธอพามาก็เห็น มิลลี่ เด็กน้อยข้างบ้าน รวมทั้งดอว์น แม่ของเธอ รวมทั้งคนอีกครึ่งเมืองที่ป้าเอสพามา เห็น แต่ฉัน และเฮนรี่ พูล มองไม่เห็น

ป้าเอสเห็นว่าสิ่งนั่นคือปาฏิหาริย์ แต่ละวัน เธอเป็นต้องเล็ดรอดเข้ามาในบริเวณบ้านของเฮนรี่ มายืนจ้องปาฏิหาริย์ของเธอนานๆ และบางทีก็ร่ำไห้อย่างเป็นสุข

มิลลี่ เด็กน้อยวัย 5 ขวบที่หยุดพูดไปตั้งแต่พ่อทิ้งเธอกับแม่ไปมีเมียใหม่ก็หายจากบ้านกลางดึก มายืนจ้องปาฏิหาริย์ของป้าเอส น้ำตาไหล แล้วเธอก็กลับมาพูดอีกครั้ง ตามมาด้วยคุณน้องแคชเชียร์แว่นหนาที่ซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งเฮนรี่กลับบ้านมาในวันหนึ่งพบว่าคุณน้องเกาะผนังร่ำไห้ ดีใจที่มองเห็นแล้วโดยไม่ต้องสวมแว่น

เฮนรี่หงุดหงิดใจ เขาหนีมาอยู่ที่นี่เพราะต้องการพักผ่อนอย่างสงบ หลังหมอวินิจฉัยว่าป่วยหนัก และเหลือเวลาอีกไม่นาน เลยเหวี่ยงใส่ป้าเอสว่าเพี้ยนใหญ่แล้ว จะงมงายไปไหน นี่ก็แค่รอยงานโป๊วสีแย่ๆ

ป้าเถียงว่าไม่ใช่หรอก นี่คือปาฏิหาริย์ นี่คือสิ่งที่ทำให้ป้าหายเจ็บปวด (คือปีที่แล้วคนรักคนเดียวของป้าล้มลงสิ้นใจในครัวของบ้านหลังที่เฮนรี่ย้ายมาอยู่นี่แหละ) มิลลี่น้อยหายเจ็บปวด และคนอื่นๆ คลายขึ้นจากความทุกข์ หรือไม่ก็เริ่มมีความหวังว่าจะหายจากความทุกข์

เฮนรี่ไม่อาจเถียงป้าเอส จึงได้แต่ทำท่าเยาะ เย้ยหยัน ว่าคนเหล่านี้งมงาย และได้แต่ร้องก้องในใจว่า ไม่มีหรอก ไม่มีปาฏิหาริย์อะไรในโลกจะมาช่วยฉุดเขาให้พ้นมือโรคร้ายได้

ผ่านไปหลายวัน ของเหลวข้นที่แดงเข้มไหลออกมาจากผนังด้านยิ่งดึงดูดชาวแคทอลิกผู้ไขว่ขว้าหาความหวังมาเป็นสิบๆ เข้าแถวรอกลางแดดกันยาวเหยียด อย่างอดทนและศรัทธา จากหลังบ้านมาถึงริมถนนหน้าบ้าน เพียงเพื่อจะได้ชมพระพักตร์ใกล้ๆ

ภาพนี้ทำให้เฮนรี่ฟิวส์ขาด มันอะไรกันนักกันหนาวะ (แกคงคิดงี้) คว้าค้อนได้ก็กระหน่ำทุบผนังด้านนั้นจนเละ ลากหลังคาด้านนั้นพังครืนลงมาทับตัว ต้องหามส่งโรงพยาบาล

ปาฏิหาริย์ควรจะหายไป ในเมื่อ “พระพักตร์” ไม่เหลืออยู่แล้ว

แต่ดูเหมือนไม่เป็นอย่างนั้น เมื่อป้าเอสรายงานว่าไม่มีเค้าของโรคร้ายเหลืออยู่ในร่างกายของเฮนรี่อีก
จากนั้น เมื่อเฮนรี่กลับมาถึงบ้าน เขาก็แก้ข้อความบนฝาผนังซึ่งเจ้าตัวเขียนไว้ตั้งแต่ก่อนวันทุบผนัง

จาก Henry Poole was Here เป็น Henry Poole is Here

หนังจบลงโดยไม่ได้เฉลยคำตอบอย่างกระจะ ว่าตกลงแล้ว “ปาฏิหาริย์” ของป้าเอสมีจริงไหม

ฉันเองก็คร้านจะเค้นหาคำตอบ เพียงแต่คิดว่า ถ้ามันมีจริง ก็คงจะดีเหมือนกัน


หมายเหตุ :
• หนังเรื่องนี้ทำให้อึ้ง และกระบวนการคิดทำงาน
• ชอบหนังเรื่องนี้ที่ประเด็นของมัน กล้ามากนะ ที่เอาเรื่องปาฏิหาริย์มาท้าทายกันอยา่งนี้
• มันเป็นหนังที่อาจจะให้คำตอบได้นะ ว่าแท้จริงแล้วปาฏิหาริย์ที่เราแต่ละคนมองหา อยู่ที่ไหน
• อยากรู้เนอะ ถ้ามีโอกาสเผชิญหน้ากับปาฏิหาริย์ เราแต่ละคนจะขออะไร (ถ้าขอได้แค่อย่างเดียวอะนะ) ขอให้ตัวเอง หรือจะขอให้คนอื่น
• ถึงจะเฉลยตั้งแต่ต้นจนตอนจบ แต่อย่าเพิ่งด่า รีวิวของฉันไม่ได้ทำให้หนังเรื่องนี้น่าดูน้อยลงหรอก
• อยากดูอีก



วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553

Brothers & In America : สมบัติล้ำค่าชื่อ “ครอบครัว”

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

พักนี้ฉันได้ดูหนังดราม่าบีบคั้นหัวใจของผู้กำกับ Jim Sheridan ถึง 2 เรื่อง เริ่มจาก VCD เรื่องราวของครอบครัวไอริชกับชีวิตใหม่ในอเมริกา ใน In America (2002) ต่อด้วยการเดินเข้าโรงไปชมหนังรีเมค (จากหนังภาษาอะไรก็ลืมไปแล้ว) เรื่องเล่าจากบาดแผลและความกดดัน ที่ “ความคาดหวัง” จากครอบครัว ได้บดขยี้ลงบนครอบครัวเล็กๆ นั้นจนเกือบจะแตกสลายไม่มีชิ้นดี ใน Brothers (2009)

ดูเผินๆ แล้ว หนังสองเรื่องนี้แทบไม่มีอะไรคล้ายคลึงกันเลย In America นั้นเป็นหนังอินดี้เล็กๆ ไม่ปรากฏนักแสดงที่เรารู้จักชื่ออยู่ในหนัง ไม่ได้ใช้เทคนิคในการถ่ายทำ การตัดต่อสวิงสวิงสวาย เชื่อว่าแม้เงินลงทุนก็ไม่ได้มากมายอะไร ส่วน Brothers เป็นหนังฮอลลีวูดสตูดิโอดัง ไม่ต้องนับต้นทุนในการถ่ายทำ ค่าโพสต์โปรดักชั่น และค่าอะไรต่อมิอะไรอีกจิปาถะหรอก แค่รัศมีจากชื่อเสียง และเสน่ห์ของนักแสดงนำฝีมือเยี่ยมอย่าง Natalie Portman, Jake Gyllenhaal รวมทั้ง Tobey Maguire ก็จับตา เรียกคนดูเข้าไปนั่งน้ำตาไหลในโรงได้แล้ว

แต่ถ้าจะพูดถึงความเชื่อมโยงกันแล้วละก็ มีออกเยอะแยะไป

ข้อที่เด่นจับตาคือ หนังทั้งสองถ่ายทอดรายละเอียดซับซ้อนในความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวได้อย่างคนเข้าใจ เล่าเรื่องได้ละเอียดลออสวยงาม สะเทือนใจ และหนังทั้งสองมีตัวละครเด็กหญิงพี่น้องทั้งคู่

ตลกดีถ้าจะคิดว่าผู้กำกับตั้งอกตั้งใจจะให้เป็น ‘เด็กหญิงสองพี่น้อง’ แต่ฉันว่าเชอริแดนคงติดใจอะไรสักอย่างกับ ‘เด็กหญิงสองพี่น้อง’ ถึงได้มอบความสำคัญในการดำเนินเรื่องด้วยบทบาทอันจับตาให้กับเด็กหญิงคนพี่ทั้งสองเรื่อง

ใน In America เด็กหญิงคนพี่วัย 10 ขวบ (Sarah Bolger) เป็นพี่คนโตที่โตเกินวัย ในบ้านที่เหมือนจะรักกันดี แต่จริงๆ แล้วมีปัญหาจากบาดแผลที่พ่อแม่ไม่ยอมให้หายเสียที เธอคนนี้เป็นคนเรียกสติพ่อ ผู้เอาแต่ตีอกชกหัว ชอกช้ำ แต่ไม่ยอมปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาชะล้างความผิดในใจ จากการเชื่อว่าเป็นเพราะความเลินเล่อของตัวเอง จึงทำให้สูญเสียลูกชายคนเล็กไป เด็กคนนี้ปลุกพ่อซึ่งเอาแต่ดองตัวเองอยู่แต่ในความทุกข์จากความรู้สึกผิดและประกาศถึงการมีตัวตนของเธอกับน้องสาวว่า น้องชายผู้จากไปก็เป็นน้องชายของพวกเธอเหมือนกัน และเธอก็ร้องไห้ให้กับการจากไปของเขาด้วย เพียงแต่ไม่มีใครรู้

นั่นแหละ ผู้เป็นพ่อถึงได้ตาสว่าง คิดออกว่าระหว่างการคร่ำครวญว่าทำให้ลูกตาย กับการเอาใจใส่ดูแลลูกตาดำๆ ที่ยังมีลมหายใจอยู่นั้น อะไรคือสิ่งที่ควรทำ

ส่วนใน Brothers เด็กหญิงคนพี่ (Bailee Madison) เป็นเด็กที่เป็นตัวของตัวเอง แบบเด็กอเมริกัน ยังไม่โตพอจะเก็บความรู้สึกได้ และซื่อสัตย์กับความรู้สึกจนกลายเป็นลูกร้ายกาจที่ทุบตบะพ่อซึ่งเพิ่งลากสังขารอันเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจจากสงครามแตะดังโพละ (แม่คนนี้ทำฉันนึกถึงความร้ายกาจของยัยเด็กตกกระใน Atonement ขึ้นมาเชียว)

ตัวพ่อในเรื่องนี้ (โทบี้) เองก็มีน้องชายเป็นคู่กันอีกคน (คือเจค) ภายใต้แรงกดดันมหาศาลของสายตาพ่อแม่ พี่คือลูกที่น่าภาคภูมิใจ ฉลาด เก่ง รักดี เป็นฮีโร่ เป็นพ่อที่ดี มีเมียสวย ครอบครัวน่ารัก ในขณะที่ตัวน้องเป็นภาระของครอบครัว เป็นตัวปัญหาของสังคม และนี่คือปมเริ่มต้นของปัญหาชีวิต และความสัมพันธ์ที่ก่อเรื่องขึ้นใน Brothers

หนังทั้งสองเรื่องยังมีตัวละครที่ทำหน้าที่คล้ายกันในฐานะ “คนนอก” อีกตัว คือ ศิลปินผิวดำ (Djimon Hounsou) ใน In America และ น้องชายของพ่อ ใน Brothers เป็นบทบาทที่ทำให้ตัวละครหลักมองเห็นคุณค่าแท้จริงของครอบครัว และความสำคัญของการรักษาครอบครัวเอาไว้

ฉันว่าตัวละครนี้แหละ ที่เราต้องขอบคุณ

ขอบคุณเหลือเกินกับการเลือกบทบาทที่ไม่ใช่ตัวเด่น แต่เป็นตัวที่ช่วยดันตัวละครหลักให้โดดเด่น เพราะด้วยการแสดงของคุณ ทำให้คนดูอย่างฉันรู้สึกเหมือนกันว่า ที่สุดแล้ว ครอบครัวนี่แหละ ที่เป็นขุมกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ เป็นอ้อมกอดอบอุ่นยามเหน็บหนาว เป็นที่บำบัดเยียวยายามบาดเจ็บ

ช่างเป็นหนังสองเรื่องที่แม้ถูกทำให้สะบักสะบอมกับความรู้สึกมาตลอดเรื่อง แต่ก็จบอย่างอบอุ่นใจ

แล้วฉันก็นึกถึงครอบครัววุ่นๆ แต่เป็นแบ็คอัพที่หนักแน่น แสนดี และเป็นสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดซึ่งฉันไม่ต้องไขว่คว้าหา มีหน้าที่แค่ต้องดูแลรักษาเอาไว้ให้ดีอยู่เสมอ




บันทึก :
• Brothers รอบที่ไปดูนั้นคือรอบเช้า วันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2553 ที่โรงหนังสยาม ราคาตั๋ว 80 บาททุกที่นั่ง ฉันเลยเลือกนั่งชั้นบน ที่ปกติแล้วเขาขายตั๋วราคา 120 บาท รอบนั้นทั้งโรงสยามมีคนดู 6 คน-โอ้ แม่จ้าว Apex จะเจ๊งไหม?
• จริงๆ ตั้งใจจะไปดู Sherlock Holm แต่ไปไม่ทัน
• ฉันว่า โทบี้ แมคไกวร์ พยายามมากไปหน่อย ไม่ค่อยชอบการแสดงของเขาเท่าไหร่
• น้องคนที่แสดงเป็นพี่คนโตใน Brothers เจ๋งจนอยากจะรู้จัก Acting Coach ของหล่อนเลย
• Brothers เตือนให้รู้ และระวังความเห็นแก่ตัวที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจตัวเอง (แต่ให้ตายเหอะ ถ้าอยู่ในสถานการณ์อย่างนั้น ฉันก็ไม่รู้จะทำไงเหมือนกันแหละ)
• อีกเรื่องที่สอนคือ ความหึง ทำให้เกิดปัญหาเสมอ (แต่ก็ช่วยไม่ได้หรอกนะ ถ้าคุณมีน้องชายที่ทั้งหล่อและสูงสมาร์ท-กว่าตัวเอง-อย่างนั้นน่ะ)
• ฉันว่าเขาตั้งชื่อเรื่องได้ดีนะ Brothers เนี่ย ชีวิตผู้ชายสองคนไปกันคนละทิศละทางได้ขนาดนี้ ก็เพราะแรงกดดันจากการเป็นพี่น้องกัน แต่ชีวิตที่กระจัดกระจายกระจุยไปคนละทิศก็กลับมารวมเป็นรูปเป็นร่างได้ เพราะความเป็นพี่น้องกันเหมือนกัน (คิดแล้วอิจฉาผู้ชายว่ะ)
• น้องคนที่เล่นเป็นพี่สาวคนโตใน In America เสียงดีมาก แล้วก็เลือกเพลงเก่งจังนะ Desperado เนี่ย ใช่เลย
• ฉันว่าฉันชอบ In America มากกว่า Brothers เพราะรู้สึกว่าเรื่องหลังคนดูถูก Built ความรู้สึกมากไป เรื่องแรกดูค่อยๆ พาความรู้สึกไปเนียนๆ ดีกว่า
• มันต้องเป็นความศรัทธาส่วนตัว ที่ทำให้ผู้กำกับคนนี้สื่อสารออกมาได้อย่างเด่นชัดในหนังทั้งสองเรื่องของเขา (หนังครอบครัวเรื่องต่อไปจะซ้ำแนวเดิมอีกไหมจ๊ะ?)

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

เรดาร์แมว : ดงแมว






เสาร์ ๙ มกราคม ๒๕๕๓

จากท่าพระจันทร์ไปท่าช้าง มีดงแมวที่ร้านขายหนังสือ
ผ่านทีไรเป็นต้องแวะรบกวนแมวทุกครั้งไป

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2553

เรื่องหมาหมา : หมาวัดสวนดอก




เห็นน้องหมาตัวนี้หลับแล้วหลงเลย




ศุกร์ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒


ถึงเชียงใหม่แล้วก็ไปวัดสวนดอก
อากาศยามบ่ายร้อนระอุเหมือนความหนาวของตอนค่ำ ดึก และเช้าตรู่ ไม่มีอยู่จริง

หมามากมายในวัดพากันหลับใหล
พวกมันไม่แคร์รังสียูวีเอและยูวีบีในแสงแดด

สงสัยจะนอนแอาบแดด สะสมความร้อนไว้ในต่อสู้กับความหนาวเหน็บที่จะมาถึงในไม่ช้า



ป.ล. บางภาพอาจดูคุ้นตาใครบางคน เพราะได้จัดเป็นโปสการ์ดไปทักทายในวันปีใหม่กับคนใกล้ชิดให้ได้ขำขันรับศักราชใหม่เป็นที่เรียบร้อย

ถึงมือกันบ้างหรือยังไม่ค่อยแน่ใจแฮะ

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2553

คิดถึงเชียงใหม่





มกราคม ๒๕๕๓

กลับจากเชียงใหม่ได้ ๒ อาทิตย์
ชักคิดถึงสตรอเบอรี่คลุกพริกกะเกลือ



วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552

สีป่าหน้าแล้ง




ธันวาคม 2552

มาเชียงใหม่เป็นครั้งที่สองของปี

หน้าหนาว ป่าแถบภาคเหนือจะเปลี่ยนสีสัน
ใบไม้ที่เคยแข่งกันเขียวชื่นตาในเฉดต่างๆ จะพากันคายน้ำ แห้งเหี่ยว
สุดท้ายก็ทิ้งตัวลงจากก้านกิ่ง

ต้นไม่ลดการคายน้ำในหน้าแล้ง
คนเราเมื่อร้องให้พอแล้วก็ควรรู้จักประหยัดน้ำตาไว้บ้าง

วันรุ่งขึ้นตาจะได้ไม่แห้งจนทำให้เจ้าตัวเจ็บ

วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552

...อรุณสวัสดิ์






ศุกร์ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒


สีสันของเช้าวันนั้นทำให้อยากกล่าวอรุณสวัสดิ์กับใครบางคน
ที่ไม่ได้มาด้วยกัน