แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เคเบิล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เคเบิล แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

Everybody’s Fine : ทุกคนสบายดี

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


จากความทรงจำของฉัน คำว่า “แม่” เหมือนจะคู่กับคำว่า ”บ้าน” มาตลอด ก็แม่ฉันมีหน้าที่อยู่บ้านเลี้ยงลูก ในขณะที่พ่อออกจากบ้านไปทำงานหาเงินมาให้เราแม่ลูกกินใช้และเรียนหนังสือ เราจึงสนิทกับแม่มากกว่า เพราะได้ใกล้ชิดกัน พูดคุยกันมากกว่ากับพ่อ

เมื่อแม่กับพ่อแบ่งหน้าที่กันชัดเจน วิธีเลี้ยงลูกก็เลยต่างกันไปด้วย แม่เป็นคนดูแลเรื่องข้าวปลาอาหาร สุขภาพ ความเป็นอยู่และความสะดวกสบายของทุกคนในบ้าน ส่วนพ่อก็มีหน้าที่เป็นตุลาการศาลสูงสุดของบ้าน มีหน้าที่พิจารณาโทษ โดยมีแม่เป็นฝ่ายปลอบประโลม ทั้งทางร่างกายและจิตใจ

บทบาทต่างกันทำให้พ่อกับแม่มีภาพลักษณ์ต่างกันในสายตาลูก ทั้งยังมีแรงดึงดูดให้เข้าหาที่ต่างกันด้วย แต่ดูเหมือนทั้งสองคนถือสิทธิ์ในการคาดหวังในตัวลูกไม่ต่างกัน และไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน เพียงแต่อาจจะแสดงออกไม่เท่ากันเท่านั้น

จะด้วยความเข้าใจลูก สงสารลูกหรืออะไรก็ตาม แม่มักจะเป็นฝ่ายทำใจและรับได้เสมอไม่ว่าลูกจะทำให้ผิดหวังในรูปแบบไหน แต่กับพ่อ ไม่รู้ว่าพ่ออ่อนไหว เปราะบาง หรืออะไร พ่อแทบรับไม่ได้เมื่อลูกไม่เป็นไปตามที่หวัง

และเพราะว่าแม่รู้จักลูกและสามีของตัวเองเป็นอย่างดี แม่จึงตัดสินใจจะบอกพ่อเท่าที่พ่อควรรู้ เท่าที่พ่อรับได้ และบอกแบบที่พ่ออยากฟัง

เรื่องราวของ พ่อ แม่ และ 4 พี่น้องใน Everybody’s Fine (2009) ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับเรื่องของพ่อ แม่ และ 3 พี่น้องของบ้านฉันเสียจริง

Robert De Niro ผู้หล่อเหลาตลอดกาล เล่นเป็นแฟรงค์ พ่อ ผู้กลายเป็นม่ายในวัยหลังเกษียณ เดียวดายอยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่สร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงตลอดชีวิตของการทำหน้าที่หุ้มสายไฟด้วยปลอกพลาสติกอย่างมีระเบียบ อดทน และพากเพียรโดยมีความหวังว่าจะเลี้ยงลูกๆ จะโตเป็นคนดี เป็นคนเก่ง เดินไปให้สุดทางฝันของแต่ละคน
ก่อนวันหยุดยาวครั้งหนึ่ง ไม่มีลูกแม้สักคนในสี่คนที่ตอบรับจะกลับบ้าน กลับมาใช้เวลาอยู่ร่วมกันแบบที่เขาปรารถนา แฟรงค์ไม่เข้าใจและไม่รู้เลยว่าลูกๆ ไม่กล้าสู้หน้าพ่อเพราะน้องชายคนเล็กหายตัวไปและยังตามตัวไม่ได้ แถมแต่ละคนยังเคร่งเครียดกับชีวิตที่ไม่ได้เป็นไปแบบที่พ่อรับรู้

แฟรงค์ปรึกษาหมอประจำตัวแล้วตัดสินใจว่า เมื่อลูกไม่พร้อมจะไปหาเขา เขาจะไปหาลูกเอง ว่าแล้วก็เก็บกระเป๋าขึ้นรถไฟบ้าง รถเกรย์ฮาวนด์บ้าง เดินทางไปเซอร์ไพรซ์ลูกแต่ละคน เริ่มที่แจ็ค ลูกชายคนเล็กที่นิวยอร์ก เขาไปถึงแล้วนั่งรถที่บันไดอพาร์ทเม้นท์ แต่รออย่างไรลูกไม่กลับสักที โทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้ เลยขึ้นรถต่อไปชิคาโก้ ไปบ้านเอมี่ (Kate Beckinsale) ลูกสาวคนโต เพื่อจะได้สัมผัสกับบรรยากาศลักลั่นในครอบครัวของลูก ลูกสาวบ่ายเบี่ยงไม่เชื้อเชิญให้เขาค้างด้วยนานกว่า 1 คืน อ้างว่าเธอต้องบินไปติดต่อธุรกิจ (แท้ที่จริงจะไปตามหาน้องชายที่หายไป) แฟรงค์จึงเดินทางต่อไปเซอร์ไพรซ์โรเบิร์ต (Sam Rockwell) ลูกชายคนโต ผู้ที่เขาเข้าใจว่าเป็นวาทยกรประจำวงออร์เคสตร้า แต่แท้ที่จริงก็เป็นแค่สมาชิกของวง รับหน้าที่ตีกลองเท่านั้น

(ความรักและห่วงใยของแฟรงค์ที่ลูกชายตีความว่าเป็นความคาดคั้นและกดดันซึ่งเขาเคยชินกับมันมาตลอด ทำให้ลูกชายคนนี้น้อยใจพ่อไม่มีวันสิ้นสุด ฉันเห็นฉากสนทนาระหว่างพ่อลูกที่ประตูหลังคอนเสิร์ตฮอล์แล้วสะเทือนใจ นึกถึงน้องชายขี้ใจน้อยของตัวเองขึ้นมาแบบจี๊ดๆ)

กว่าจะไปถึง โรซี่ (Drew Barrymore) ลูกสาวคนเล็กอยู่ที่เวกัส การเดินเปลี่ยนเวลาไปมาทำให้แฟรงค์ตกรถ จึงได้คุยกับคนขับรถบรรทุกม่ายสาวใหญ่ และเกือบโดนอันธพาลซึ่งเขามีน้ำใจให้ทำร้ายเอา โรซี่มารับเขาด้วยรถลีมูซีน พาเขาไปยังอพาร์ทเม้นท์หรูหรา แต่สัญชาตญาณของพ่อก็ทำให้เขารู้สึกแปลกๆ อีกแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเพื่อนสาวอุ้มเด็กทารกทำทีมาฝากลูกสาวตัวเองเลี้ยง แล้วลูกก็เลี้ยงได้อย่างเนียน แถมยังเผลอเรียกตัวเองว่า “แม่” อีก

ยาประจำตัวที่ถูกอันธพาลใช้เท้าขยี้จนเสียหายทำให้แฟรงค์ใจไม่ดี เขาตัดสินใจบินกลับบ้านทั้งที่ใจยังกังวลกับลูกชายคนเล็กที่ยังติดต่อไม่ได้ ระหว่างการเดินทางทอดสุดท้าย ซึ่งเป็นทอดเดียวที่ไม่ได้เห็นสายไฟที่เขาลงมือทำทอดยาวไปตลอดสองข้างทางนี้เองที่เขาเกือบหัวใจวาย

แฟรงค์ฟื้นขึ้นมาจากความฝันที่คลี่คลายปริศนาเกี่ยวกับลูกแต่ละคนเกือบหมด ลืมตาพบลูก 3 คนรายรอบเตียงของเขา เมื่อถามถึงลูกชายคนเล็ก ลูกสาวคนโตก็รายงานว่า เขาตายเสียแล้วที่เม็กซิโก แฟรงค์น้ำตาไหล เขาเสียใจ ลูกๆ พลอยร้องไห้ แต่แล้วทุกคนก็เปิดใจ และได้เข้าใจกัน


การเดินทางทริปแรกในชีวิต ในระยะทางที่ไกลที่สุดและโดดเดี่ยวที่สุดให้อะไรกับแฟรงค์มากมาย แต่ที่สำคัญที่สุดคงจะเป็นเพียงการค้นพบว่าเมื่อเมียและลูกๆ บอกเขาว่า “ทุกคนสบายดี” นั้น ทุกคนรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

(แม้จริงๆ แล้ว มันจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ตาม)




บันทึก
• ดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดถึงพ่อตัวเองจัง
• รู้สึกสะเทือนใจตอนที่ลูกชายถามพ่อว่า ตอนพ่ออายุเท่าผม พ่อฝันอะไร
• อยากรู้เหมือนกันว่าเมื่อเป็นพ่อเป็นแม่คนแล้ว ยังมีสิทธิ์ มีเวลา มีโอกาส ไล่ตามความฝันของตัวเองอีกไหม
• ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงๆ แล้วเราควรมีลูกกี่คน และเลี้ยงลูกอย่างไร
• เท่าที่รู้ การมีลูกเป็นการมีทุกข์อีกรูปแบบหนึ่งแท้ๆ เลยเชียว
• ก็คุณจะไม่รู้สึกปวดใจเป็นสองเท่าเมื่อรู้ว่าลูกกำลังปวดใจหรือ?
• รู้ไหม ถ้าทำใจไม่ได้ก็อย่ามีเลย แต่ถ้าทำใจได้ก็มีเหอะ ลูกน่ะ คนแบบคุณมีลูกหลายๆ คนก็คงมีความสุขดี ทั้งลูก และพ่อแม่

วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553

Did you Hear about Morgans? : ผัวเมียมอร์แกนหายไปไหน?

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Romantic Comedy



เคยคิดเล่นๆ เหมือนกันว่าวันหนึ่งหลังตกลงแต่งงานไปกับคนรักแล้วจับได้ว่าเขานอกใจ เราจะทำยังไง? เดินร่วมทางกันต่อไปหรือต่างคนต่างแยกย้าย แยกทาง

ก็คิด (ไม่เห็นจำเป็นต้องคิด) จนได้คำตอบว่า ถ้าถูกคนที่วางใจมากพอจนตกลงใจจะซื่อสัตย์กับเขาทรยศเอาสักครั้งฉันคงไม่อาจ ไว้ใจเขาได้อีกต่อไป เพราะงั้นถ้ารู้ก็คงต้องเลิก

คู่แต่งงานนิ วยอร์เกอร์ในหนังโรแมนติกคอมมิดี้ Did You Hear about Morgans? (2009) ก็กำลังเผชิญปัญหาเดียวกับกรณีสมมติของฉัน ทั้งสองกำลังแยกกันอยู่รอการหย่า หลังเมอริล (Sarah Jessica Parker) รู้ว่าพอล (Hugh Grant) ไปมีอะไรกับสาวอื่น เพราะเธอคิดแบบเดียวกับฉันเป๊ะ

เมื่อชามแก้วเจียระไนแห่งความไว้วางใจมีอันปริเป็นแผล ก็ยากที่จะทำเป็นมองไม่เห็น

ไม่ได้เลิกกันง่ายๆ เพราะพอลยังรักเมอริล จึงเพียรพยายามขอคืนดี พ่อคนนี้ก็ตื้อจนพาเมียไปเจอดี บังเอิญไปเห็นหน้าฆาตกรโหดตอนกำลังปฏิบัติการเข้าเต็มๆ เพื่อความปลอดภัยของพยาน ตำรวจจึงจับผัวเมียมอร์แกนเข้าโครงการพิทักษ์พยาน ซึ่งจะส่งพยานคนสำคัญไปในที่ที่ไม่มีใครรู้แห่งหนึ่ง เก็บตัวจนจับคนร้ายได้เรียบร้อย แล้วถึงจะพากลับมา

ทั้งสองเก็บกระเป๋าเดินทางกันปุบปับคืนวันนั้นเลยแหละ ไปไกลถึงไวโอมิ่ง เครื่องลงที่เมือง Cody เมืองที่มีโปสเตอร์แนะนำวิธีรับมือกับหมีตั้งแต่ที่สนามบิน แล้วก็เดินทางต่อไปยังเมือง Ray

เป็นเรื่องลำบากใจไม่น้อยสำหรับผัวเมียจากเมืองใหญ่ที่ติดไปหมด ติดมือถือ ติดเน็ต ติดงาน ติดวิถีชีวิตสไตล์นิวยอร์กเกอร์ แถมยังลำบากใจที่ต้องอยู่ใกล้ชิดกันด้วย (โดยเฉพาะสำหรับเมอริลซึ่งพยายามจะเลิกกับพอลอยู่) แต่ก็ยังดีที่เมอริลในอวตารนี้ไม่ร้ายไม่ปรี๊ดเท่า Carrie' Bradshaw ใน Sex and the City (สงสัยเหมือนกัน ถ้าไม่ใช่เมอริล แต่เป็นแครี่ที่ต้องไปอยู่ไวโอมิ่ง เรื่องจะเป็นไง)

เรื่องราวในหนังต่อจากนั้นดำเนินไปตามพล็อตที่ไม่ได้มหัศจอรอหัน หักมุม หรือช็อกความรู้สึกคนดูแต่อย่างใด แต่ได้สนุกตรงที่ได้ยิ้มตลอดเรื่องไปกับมุกตลกร้ายเกี่ยวกับปัญชาชีวิตสมรสของคนแก่จิตแพทย์ ความน่ารักของตัวละครเมอริลกับพอล และสองผัวเมียวีลเลอร์ที่ทั้งสองไปอยู่ด้วย มุกเหน็บแสบๆ เข้ากับอุดมการณ์ของพวก PETA (People for the Ethical Treatment of Animals) เทรนด์ทันสมัยและสูงส่งของคนเมืองใหญ่ การตามมา “ปิดปาก” ของฆาตกร

รวมทั้งได้ถูกท้าทายจากคำถาม (อีกครั้ง) ว่า
ว่าถ้าเรารักคนคนหนึ่งมากพอ อยากใช้ชีวิตร่วมกับเขามากพอ เราจะให้อภัยเขา และเริ่มต้นกันใหม่ได้ไหม?


หมายเหตุ:
• เป็นหนังที่ควรจะดู soundtrack เป็นที่สุด จะได้ฟังมุกตลกและสำเนียงของตัวละคร
• Sarah Jessica Parker เล่นบทนี้ได้น่ารักมาก
• สำหรับ Hugh Grant ถ้าฉันโดนทรยศโดยคนแบบเขา ก็คงยากที่จะไม่ให้อภัย
• ดูเป็นหนังเรื่อยๆ ที่เหมาะจะดูวันฝนตกตลอดเวลา


วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

Henry Poole is Here : ปาฏิหาริย์มีจริง

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


วันอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นวันอาทิตย์แห่งการทอดหุ่ย ไม่ได้ทำประโยชน์ใดๆ ให้กับชีวิตของคน หรือแม้แต่ชีวิตแมว ได้แต่นอนทอดหุ่ย กินขนม สลับกับดูหนังพากย์ไทยจากเคเบิ้ลทีวีที่ฉายกันแบบนอนสต็อป เลยดูๆ หลับๆ กันทั้งคนทั้งแมว ดูมาจนค่ำ จนเริ่มปวดหัวแล้วนั่นแหละ ถึงได้มาสะดุดตาสะดุดใจกับหนังเรื่องนี้

Henry Poole is Here (2008)

แปลกกว่าหนังอื่นที่เคเบิ้ลเลือกมาฉายตรงที่หนังเรื่องนี้เป็นหนังอินดี้ อืมม์ ไม่เชิงอินดี้แบบแนวโคตรๆ แค่เป็นหนังจากสตูดิโอเล็กๆ เป็นหนังช้าๆ ที่ไม่แอคชั่นตูมตาม ไม่ใช่หนังผี ที่จะจับคนดูให้นั่งนิ่งอยู่หน้าจอ

เริ่มต้นขึ้นอย่างช้าๆ ชนิดที่ไม่น่าสนใจในสายตาบางคน (หนังที่เริ่มต้นแบบไม่น่าสนใจมักน่าสนใจ) ชายชื่อเฮนรี่ พูล (Luc Wilson) ตามเอเย่นต์ไปดูบ้านด้วยอาการเรื่อยๆ ไม่อยากรู้อยากเห็น ไม่จุกจิก ไม่ต่อรอง และไม่มีคำถาม อาจจะดูแค่แปร่งๆ แปลกๆ แต่ไอ้การตกลงใจซื้อไม่ต่อรองราคา และไม่แยแสจะขอของแถม ขอให้ซ่อมส่วนที่เสียนี่สิ ชวนให้คิดว่าอีตานี่มันเพี้ยน หรือกำลังคิดอะไรไม่ดีกันแน่

กระนั้น คุณเอเย่นต์ขายบ้านก็แสดงความเป็นมืออาชีพ จัดคนมาโป๊วสีให้ในจุดที่ทรุดโทรมก่อนที่เฮนรี่จะย้ายเข้ามา

เขากลับมาอยู่ในเมืองเล็กๆ ที่เคยอยู่เมื่อตอนเป็นเด็กด้วยเหตุผลบางอย่าง

เฮนรี่พบว่าตัวเองมีเพื่อนบ้านเป็นสาวใหญ่เชื้อสายละตินที่มาแนะนำตัวพร้อมกับอาหารทำเอง เอสเปอรันซ่า หรือป้าเอส ออกจะเป็นเพื่อนบ้านที่มีความละเอียดอ่อน ใส่ใจ และช่างสังเกตจนไปพบสิ่งมหัศจรรย์บนผนังด้านนอกของตัวบ้านซึ่งช่างทาสีมาโป๊วสีซ่อมไว้อย่างขอไปที

เธอเห็นพระพักตร์ของพระผู้เป็นเจ้า

อืมม์ ป้าเอสเห็น หลวงพ่อที่เธอพามาก็เห็น มิลลี่ เด็กน้อยข้างบ้าน รวมทั้งดอว์น แม่ของเธอ รวมทั้งคนอีกครึ่งเมืองที่ป้าเอสพามา เห็น แต่ฉัน และเฮนรี่ พูล มองไม่เห็น

ป้าเอสเห็นว่าสิ่งนั่นคือปาฏิหาริย์ แต่ละวัน เธอเป็นต้องเล็ดรอดเข้ามาในบริเวณบ้านของเฮนรี่ มายืนจ้องปาฏิหาริย์ของเธอนานๆ และบางทีก็ร่ำไห้อย่างเป็นสุข

มิลลี่ เด็กน้อยวัย 5 ขวบที่หยุดพูดไปตั้งแต่พ่อทิ้งเธอกับแม่ไปมีเมียใหม่ก็หายจากบ้านกลางดึก มายืนจ้องปาฏิหาริย์ของป้าเอส น้ำตาไหล แล้วเธอก็กลับมาพูดอีกครั้ง ตามมาด้วยคุณน้องแคชเชียร์แว่นหนาที่ซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งเฮนรี่กลับบ้านมาในวันหนึ่งพบว่าคุณน้องเกาะผนังร่ำไห้ ดีใจที่มองเห็นแล้วโดยไม่ต้องสวมแว่น

เฮนรี่หงุดหงิดใจ เขาหนีมาอยู่ที่นี่เพราะต้องการพักผ่อนอย่างสงบ หลังหมอวินิจฉัยว่าป่วยหนัก และเหลือเวลาอีกไม่นาน เลยเหวี่ยงใส่ป้าเอสว่าเพี้ยนใหญ่แล้ว จะงมงายไปไหน นี่ก็แค่รอยงานโป๊วสีแย่ๆ

ป้าเถียงว่าไม่ใช่หรอก นี่คือปาฏิหาริย์ นี่คือสิ่งที่ทำให้ป้าหายเจ็บปวด (คือปีที่แล้วคนรักคนเดียวของป้าล้มลงสิ้นใจในครัวของบ้านหลังที่เฮนรี่ย้ายมาอยู่นี่แหละ) มิลลี่น้อยหายเจ็บปวด และคนอื่นๆ คลายขึ้นจากความทุกข์ หรือไม่ก็เริ่มมีความหวังว่าจะหายจากความทุกข์

เฮนรี่ไม่อาจเถียงป้าเอส จึงได้แต่ทำท่าเยาะ เย้ยหยัน ว่าคนเหล่านี้งมงาย และได้แต่ร้องก้องในใจว่า ไม่มีหรอก ไม่มีปาฏิหาริย์อะไรในโลกจะมาช่วยฉุดเขาให้พ้นมือโรคร้ายได้

ผ่านไปหลายวัน ของเหลวข้นที่แดงเข้มไหลออกมาจากผนังด้านยิ่งดึงดูดชาวแคทอลิกผู้ไขว่ขว้าหาความหวังมาเป็นสิบๆ เข้าแถวรอกลางแดดกันยาวเหยียด อย่างอดทนและศรัทธา จากหลังบ้านมาถึงริมถนนหน้าบ้าน เพียงเพื่อจะได้ชมพระพักตร์ใกล้ๆ

ภาพนี้ทำให้เฮนรี่ฟิวส์ขาด มันอะไรกันนักกันหนาวะ (แกคงคิดงี้) คว้าค้อนได้ก็กระหน่ำทุบผนังด้านนั้นจนเละ ลากหลังคาด้านนั้นพังครืนลงมาทับตัว ต้องหามส่งโรงพยาบาล

ปาฏิหาริย์ควรจะหายไป ในเมื่อ “พระพักตร์” ไม่เหลืออยู่แล้ว

แต่ดูเหมือนไม่เป็นอย่างนั้น เมื่อป้าเอสรายงานว่าไม่มีเค้าของโรคร้ายเหลืออยู่ในร่างกายของเฮนรี่อีก
จากนั้น เมื่อเฮนรี่กลับมาถึงบ้าน เขาก็แก้ข้อความบนฝาผนังซึ่งเจ้าตัวเขียนไว้ตั้งแต่ก่อนวันทุบผนัง

จาก Henry Poole was Here เป็น Henry Poole is Here

หนังจบลงโดยไม่ได้เฉลยคำตอบอย่างกระจะ ว่าตกลงแล้ว “ปาฏิหาริย์” ของป้าเอสมีจริงไหม

ฉันเองก็คร้านจะเค้นหาคำตอบ เพียงแต่คิดว่า ถ้ามันมีจริง ก็คงจะดีเหมือนกัน


หมายเหตุ :
• หนังเรื่องนี้ทำให้อึ้ง และกระบวนการคิดทำงาน
• ชอบหนังเรื่องนี้ที่ประเด็นของมัน กล้ามากนะ ที่เอาเรื่องปาฏิหาริย์มาท้าทายกันอยา่งนี้
• มันเป็นหนังที่อาจจะให้คำตอบได้นะ ว่าแท้จริงแล้วปาฏิหาริย์ที่เราแต่ละคนมองหา อยู่ที่ไหน
• อยากรู้เนอะ ถ้ามีโอกาสเผชิญหน้ากับปาฏิหาริย์ เราแต่ละคนจะขออะไร (ถ้าขอได้แค่อย่างเดียวอะนะ) ขอให้ตัวเอง หรือจะขอให้คนอื่น
• ถึงจะเฉลยตั้งแต่ต้นจนตอนจบ แต่อย่าเพิ่งด่า รีวิวของฉันไม่ได้ทำให้หนังเรื่องนี้น่าดูน้อยลงหรอก
• อยากดูอีก