แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พ่อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พ่อ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

Everybody’s Fine : ทุกคนสบายดี

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


จากความทรงจำของฉัน คำว่า “แม่” เหมือนจะคู่กับคำว่า ”บ้าน” มาตลอด ก็แม่ฉันมีหน้าที่อยู่บ้านเลี้ยงลูก ในขณะที่พ่อออกจากบ้านไปทำงานหาเงินมาให้เราแม่ลูกกินใช้และเรียนหนังสือ เราจึงสนิทกับแม่มากกว่า เพราะได้ใกล้ชิดกัน พูดคุยกันมากกว่ากับพ่อ

เมื่อแม่กับพ่อแบ่งหน้าที่กันชัดเจน วิธีเลี้ยงลูกก็เลยต่างกันไปด้วย แม่เป็นคนดูแลเรื่องข้าวปลาอาหาร สุขภาพ ความเป็นอยู่และความสะดวกสบายของทุกคนในบ้าน ส่วนพ่อก็มีหน้าที่เป็นตุลาการศาลสูงสุดของบ้าน มีหน้าที่พิจารณาโทษ โดยมีแม่เป็นฝ่ายปลอบประโลม ทั้งทางร่างกายและจิตใจ

บทบาทต่างกันทำให้พ่อกับแม่มีภาพลักษณ์ต่างกันในสายตาลูก ทั้งยังมีแรงดึงดูดให้เข้าหาที่ต่างกันด้วย แต่ดูเหมือนทั้งสองคนถือสิทธิ์ในการคาดหวังในตัวลูกไม่ต่างกัน และไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน เพียงแต่อาจจะแสดงออกไม่เท่ากันเท่านั้น

จะด้วยความเข้าใจลูก สงสารลูกหรืออะไรก็ตาม แม่มักจะเป็นฝ่ายทำใจและรับได้เสมอไม่ว่าลูกจะทำให้ผิดหวังในรูปแบบไหน แต่กับพ่อ ไม่รู้ว่าพ่ออ่อนไหว เปราะบาง หรืออะไร พ่อแทบรับไม่ได้เมื่อลูกไม่เป็นไปตามที่หวัง

และเพราะว่าแม่รู้จักลูกและสามีของตัวเองเป็นอย่างดี แม่จึงตัดสินใจจะบอกพ่อเท่าที่พ่อควรรู้ เท่าที่พ่อรับได้ และบอกแบบที่พ่ออยากฟัง

เรื่องราวของ พ่อ แม่ และ 4 พี่น้องใน Everybody’s Fine (2009) ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับเรื่องของพ่อ แม่ และ 3 พี่น้องของบ้านฉันเสียจริง

Robert De Niro ผู้หล่อเหลาตลอดกาล เล่นเป็นแฟรงค์ พ่อ ผู้กลายเป็นม่ายในวัยหลังเกษียณ เดียวดายอยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่สร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงตลอดชีวิตของการทำหน้าที่หุ้มสายไฟด้วยปลอกพลาสติกอย่างมีระเบียบ อดทน และพากเพียรโดยมีความหวังว่าจะเลี้ยงลูกๆ จะโตเป็นคนดี เป็นคนเก่ง เดินไปให้สุดทางฝันของแต่ละคน
ก่อนวันหยุดยาวครั้งหนึ่ง ไม่มีลูกแม้สักคนในสี่คนที่ตอบรับจะกลับบ้าน กลับมาใช้เวลาอยู่ร่วมกันแบบที่เขาปรารถนา แฟรงค์ไม่เข้าใจและไม่รู้เลยว่าลูกๆ ไม่กล้าสู้หน้าพ่อเพราะน้องชายคนเล็กหายตัวไปและยังตามตัวไม่ได้ แถมแต่ละคนยังเคร่งเครียดกับชีวิตที่ไม่ได้เป็นไปแบบที่พ่อรับรู้

แฟรงค์ปรึกษาหมอประจำตัวแล้วตัดสินใจว่า เมื่อลูกไม่พร้อมจะไปหาเขา เขาจะไปหาลูกเอง ว่าแล้วก็เก็บกระเป๋าขึ้นรถไฟบ้าง รถเกรย์ฮาวนด์บ้าง เดินทางไปเซอร์ไพรซ์ลูกแต่ละคน เริ่มที่แจ็ค ลูกชายคนเล็กที่นิวยอร์ก เขาไปถึงแล้วนั่งรถที่บันไดอพาร์ทเม้นท์ แต่รออย่างไรลูกไม่กลับสักที โทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้ เลยขึ้นรถต่อไปชิคาโก้ ไปบ้านเอมี่ (Kate Beckinsale) ลูกสาวคนโต เพื่อจะได้สัมผัสกับบรรยากาศลักลั่นในครอบครัวของลูก ลูกสาวบ่ายเบี่ยงไม่เชื้อเชิญให้เขาค้างด้วยนานกว่า 1 คืน อ้างว่าเธอต้องบินไปติดต่อธุรกิจ (แท้ที่จริงจะไปตามหาน้องชายที่หายไป) แฟรงค์จึงเดินทางต่อไปเซอร์ไพรซ์โรเบิร์ต (Sam Rockwell) ลูกชายคนโต ผู้ที่เขาเข้าใจว่าเป็นวาทยกรประจำวงออร์เคสตร้า แต่แท้ที่จริงก็เป็นแค่สมาชิกของวง รับหน้าที่ตีกลองเท่านั้น

(ความรักและห่วงใยของแฟรงค์ที่ลูกชายตีความว่าเป็นความคาดคั้นและกดดันซึ่งเขาเคยชินกับมันมาตลอด ทำให้ลูกชายคนนี้น้อยใจพ่อไม่มีวันสิ้นสุด ฉันเห็นฉากสนทนาระหว่างพ่อลูกที่ประตูหลังคอนเสิร์ตฮอล์แล้วสะเทือนใจ นึกถึงน้องชายขี้ใจน้อยของตัวเองขึ้นมาแบบจี๊ดๆ)

กว่าจะไปถึง โรซี่ (Drew Barrymore) ลูกสาวคนเล็กอยู่ที่เวกัส การเดินเปลี่ยนเวลาไปมาทำให้แฟรงค์ตกรถ จึงได้คุยกับคนขับรถบรรทุกม่ายสาวใหญ่ และเกือบโดนอันธพาลซึ่งเขามีน้ำใจให้ทำร้ายเอา โรซี่มารับเขาด้วยรถลีมูซีน พาเขาไปยังอพาร์ทเม้นท์หรูหรา แต่สัญชาตญาณของพ่อก็ทำให้เขารู้สึกแปลกๆ อีกแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเพื่อนสาวอุ้มเด็กทารกทำทีมาฝากลูกสาวตัวเองเลี้ยง แล้วลูกก็เลี้ยงได้อย่างเนียน แถมยังเผลอเรียกตัวเองว่า “แม่” อีก

ยาประจำตัวที่ถูกอันธพาลใช้เท้าขยี้จนเสียหายทำให้แฟรงค์ใจไม่ดี เขาตัดสินใจบินกลับบ้านทั้งที่ใจยังกังวลกับลูกชายคนเล็กที่ยังติดต่อไม่ได้ ระหว่างการเดินทางทอดสุดท้าย ซึ่งเป็นทอดเดียวที่ไม่ได้เห็นสายไฟที่เขาลงมือทำทอดยาวไปตลอดสองข้างทางนี้เองที่เขาเกือบหัวใจวาย

แฟรงค์ฟื้นขึ้นมาจากความฝันที่คลี่คลายปริศนาเกี่ยวกับลูกแต่ละคนเกือบหมด ลืมตาพบลูก 3 คนรายรอบเตียงของเขา เมื่อถามถึงลูกชายคนเล็ก ลูกสาวคนโตก็รายงานว่า เขาตายเสียแล้วที่เม็กซิโก แฟรงค์น้ำตาไหล เขาเสียใจ ลูกๆ พลอยร้องไห้ แต่แล้วทุกคนก็เปิดใจ และได้เข้าใจกัน


การเดินทางทริปแรกในชีวิต ในระยะทางที่ไกลที่สุดและโดดเดี่ยวที่สุดให้อะไรกับแฟรงค์มากมาย แต่ที่สำคัญที่สุดคงจะเป็นเพียงการค้นพบว่าเมื่อเมียและลูกๆ บอกเขาว่า “ทุกคนสบายดี” นั้น ทุกคนรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

(แม้จริงๆ แล้ว มันจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ตาม)




บันทึก
• ดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดถึงพ่อตัวเองจัง
• รู้สึกสะเทือนใจตอนที่ลูกชายถามพ่อว่า ตอนพ่ออายุเท่าผม พ่อฝันอะไร
• อยากรู้เหมือนกันว่าเมื่อเป็นพ่อเป็นแม่คนแล้ว ยังมีสิทธิ์ มีเวลา มีโอกาส ไล่ตามความฝันของตัวเองอีกไหม
• ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงๆ แล้วเราควรมีลูกกี่คน และเลี้ยงลูกอย่างไร
• เท่าที่รู้ การมีลูกเป็นการมีทุกข์อีกรูปแบบหนึ่งแท้ๆ เลยเชียว
• ก็คุณจะไม่รู้สึกปวดใจเป็นสองเท่าเมื่อรู้ว่าลูกกำลังปวดใจหรือ?
• รู้ไหม ถ้าทำใจไม่ได้ก็อย่ามีเลย แต่ถ้าทำใจได้ก็มีเหอะ ลูกน่ะ คนแบบคุณมีลูกหลายๆ คนก็คงมีความสุขดี ทั้งลูก และพ่อแม่

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

Breakfast on Pluto : การตามหา การค้นพบ และการเข้าใจตัวเอง

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


ดิฉันชอบดูหนังที่เล่าเรื่องของเกย์ ไม่รู้จะบอกเหตุผลยังไงเหมือนกัน นอกจากหนังที่เล่าเรื่องเกย์ ก็ยังชอบดูหนังที่เล่าเรื่องเลสเบี้ยนและเรื่องของสาวประเภทสอง กับแดรกควีนได้อีก (โอ้..แสนจะคิดถึง To Wong Foo ที่ดูไม่ได้แล้วเพราะเครื่องเล่นวิดีโอถอดวิญญาณออกจากร่างไปเสียแล้ว)

Breakfast on Pluto (2005) หรือในชื่อไทยว่า “โลกใบสุดท้ายของผู้ชายนะยะ” เล่าเรื่องของสาวประเภทสอง ..เรียกอย่างนี้แล้วก็ไม่รู้จะมีคนมาจิก มาเถียงอีกไหมว่าเรียกถูก เรียกผิด หรือเรียกแบบไม่ให้เกียรติ เหยียดหยาม (บลา-บลา-บลา) ดังนั้น ต่อไปขอเรียกชื่อเจ้าตัวว่า "น้องคิต" ซึ่งย่อมาจากคิตเทน (Kitten)

คิตเทน (น้องเหมียว) เป็นชื่อเล่นที่เจ้าตัว Patrick Bradem (Cillian Murphy) ใช้เรียกตัวเอง น้องคิตถือกำเนิดขึ้นราวปี ’60s ณ เมืองชายแดนไอร์แลนด์ เป็นเด็กที่พ่อแม่ไม่เลี้ยง โดนแม่จับใส่ตะกร้ามาวางไว้ที่ประตูหลังโบสถ์ในเช้าวันคริสมาสต์อีฟ แล้วก็จากไป หลวงพ่อเลียม (Liam Neeson) ซึ่งที่จริงก็คือพ่อของน้องคิตนั่นแหละ ก็เอาลูกไปให้แม่ม่ายนางหนึ่งเลี้ยงเป็นลูก

โดยที่ไม่ทราบถึงเหตุผลกลใด น้องคิตเริ่มแอบแต่งหญิงเมื่ออายุได้สักสิบขวบ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา น้องก็ไม่พยายามแอ๊บแมนอีกต่อไป สร้างความอิดหนาระอาใจให้ผู้ปกครองและครูบาอาจารย์ที่ไม่อาจยอมรับการเกิดขึ้นและตั้งอยู่ ก่อนจะดับไปของมนุษย์เพศอื่นนอกจากชายและหญิง เป็นอย่างมาก ...โชคยังดีที่น้องคิตยังมีเพื่อนแท้อีก ๓ คน กับความสัมพันธ์อันมีค่า จนน่าจะเรียกได้ว่าคุ้มที่ได้เกิดมา แม้จะเกิดมาเป็นผู้ชายก็ไม่ใช่ ผู้หญิงก็ไม่เชิง

ในยุค ’70s นั้น ในไอร์แลนด์มีขบวนการปลดปล่อย (จำข่าววินาศกรรม ระเบิดพลีชีพ ฯลฯ ในอังกฤษตอนเรายังเด็กๆ ได้ไหม นั่นแหละ ประมาณนั้นเลย) หนุ่มสาวยุคนั้นถ้าไม่ nerd เกินไปนักก็มักหาตัวได้ในส่วนหนึ่งส่วนใดของกระบวนการนี้ และก็ไอ้การปฏิวัตินี่แหละที่ทำให้น้องคิตต้องเสียเพื่อน 1 ใน 3 ของเพื่อนที่มีอยู่ไป โดยที่เขาไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่ด้วยเลย

น้องคิตยอมรับความรุนแรงมีอยู่รายรอบตัวไม่ได้ ในที่สุดจึงตัดสินใจออกจากบ้านเพื่อเริ่มต้นตามหาแม่ ที่ใครๆ ก็ว่ากันว่า สวยเซ็กซี่เหมือน Mitzi Garner ที่ลอนดอน ...แล้วการผจญภัยของเธอก็เริ่มขึ้น

มันน่าสงสารนะ คนคนหนึ่ง รู้ว่าพ่อคือใคร แม่คือใคร แต่ต้องไปโตในฐานะลูกเลี้ยงของคนอื่น แค่นั้นยังไม่พอ ดันเกิดผิดพวกกับคนหมู่มาก เลยไม่มีใครกล้าเสนอหน้ามารักมาจริงใจด้วย ตลอดทางจากชายแดนสู่ลอนดอนของน้องคิตก็เลยล้มลุกคลุกคลานจนแม้จะตลกแต่ก็ขำออกมาทั้งน้ำตา

น้องคิตไม่รู้ว่าแม่อยู่ไหน การหาแม่ในลอนดอนเลยเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร ก็แหม๋ แม้แต่รูปแม่เธอยังไม่มีเลย ข้อมูลที่มีก็แค่รู้จากขี้ปากคนอื่นว่า แม่หน้าเหมือนดาราคนหนึ่ง หลังจากเกือบเอาตัวไม่รอดจากเกย์มาโซวิกลจริต น้องคิตก็มาเจอหนุ่มมายากล พ่อคนนี้แสนโรแมนติก ขณะที่น้องคิตเองก็ขาดรัก ในที่สุดเธอเลยกลายเป็นผู้ช่วยในการโชว์ไปโดยปริยาย มีวันหนึ่ง ขณะกำลังโชว์มุกเดิมๆ กันอยู่ น้องคิตก็ถูกชาลี เพื่อน 1 ใน 2 ที่เหลืออยู่บุกไปลากตัวออกมา ชาลีโกรธที่หนุ่มมายากลใช้เพื่อนเป็นเครื่องมือ

ชาลีเค้าตามเออร์วินแฟนหนุ่มมาลอนดอน ที่จริงแล้ว เพื่อจะมาทำแท้ง

เออร์วินอยู่ในขบวนการปฏิวัตินั่น ชาลีรู้สึกไม่มั่นคง ในภาวะเช่นนี้เธอไม่คิดว่าพร้อมและสามารถให้กำเนิดและให้การเลี้ยงดูลูกได้ น้องคิตวางตัวเป็นเพื่อนที่ดี อิฉันว่าเธอคงสะเทือนใจมาก (ก็เธอก็คือหนึ่งในเด็กที่พ่อแม่ไม่พร้อมจะมีไม่ใช่หรือ) แต่เธอไม่ว่าอะไร เธอแค่ยืนอยู่เคียงข้างเพื่อน โชคดีของเด็ก ที่ระหว่างนั่งรอคิว ชาลีถามน้องคิตว่า
“(ถ้าให้เกิดมา) อนาคตลูกฉันจะเป็นยังไง?”
“ก็คงเลวร้ายมากๆ...เหมือนฉัน” น้องคิตตอบเพื่อน ไม่ใช่ด้วยน้ำเสียงประชด แต่คือการเคียงข้าง ให้กำลังใจ

แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ชาลีเปลี่ยนใจ ลุกขึ้นเดินออกไปนอกคลินิก
“เธอบอกว่าเด็กคนนี้อาจเลวร้ายมากๆ เหมือนเธอ” ชาลีว่า
“อาจเลวร้ายกว่า” น้องคิตบอก
“แต่ฉันรัก ที่เธอเลวร้ายอย่างนี้แหละ”
แล้วสองคนก็กอดกัน อิฉันก็น้ำตาซึม

เหมือนว่าน้องคิตยังใช้กรรมไม่หมด คืนหนึ่งตอนออกเที่ยว เธอเกือบได้สานสัมพันธ์กับทหารหนุ่มหล่อล่ำแล้วเชียว ดันมีระเบิดเสียก่อน และแทนที่จะดังเพราะนักข่าวมาถ่ายรูปทำข่าว ดันกลายเป็นว่าเธอถูกสงสัยว่าเป็นฆาตกรไอริช ปลอมตัวเป็นผู้หญิงมาวางระเบิดไปเสีย
แม้จะถูกซ้อมจนอ่วม แต่น้องคิตกลับรู้สึกปลอดภัยดีในห้องขังเล็กๆ ของเธอ ก็โลกข้างนอกช่างสับสน ผู้คนไว้วางใจกันไม่ได้ จ้องจะเอาเปรียบกันตลอดเวลา แล้วก็ดูอันตรายเสียจริง พอถูกปล่อยออกมาน้องคิตเลยคว้างๆ พี่ตำรวจเลยตามมาแนะนำงานการที่เหมาะสมให้ เป็นนางโชว์ จะนั่งอยู่ในห้องเล็กๆ คอยพูดคุยกับหนุ่มๆ ที่ต้องหยอดเหรียญเสียก่อน

และโดยไม่เคยคาดหวังมาก่อน วันหนึ่งเสียงที่คุยกับเธอกลายเป็นเสียงที่เธอคุ้ยเคย มาในการคุยกันที่ก็คุ้นเคยกันอีก (จริงๆ แล้วการคุยกันแบบนี้เหมือนการสารภาพบาปจริงๆ ด้วย) และเสียงนั้น ที่บอกทางไปบ้านแม่

น้องคิตจำแลงกายไปเจอแม่ ก่อนเจอแม่ เธอได้พบน้องชายต่างพ่อผู้มีชื่อเดียวกัน คือแพ็ททริก ...เธอพบว่าแม่มีใหม่ชีวิตของแม่แล้ว จึงจากมาโดยไม่ได้ติดใจอะไร
คนที่ติดใจคือน้องชายของเธอ

แต่ไม่ได้ติดใจว่าทำไมเธอต้องอ้างเหตุผลเพื่อมาที่บ้านของเขาหรอก ดูเหมือนเธอกับน้องชายจะชอบกันอย่างประหลาดด้วยซ้ำ


จากนั้น ข่าวร้ายก็เดินทางมาถึงน้องคิตอีกครั้ง พ่อของเธอส่งข่าวมาบอกว่าเออร์วินถูกฆ่า แล้วชาลีซึ่งกำลังท้องแก่ก็กำลังแย่ น้องคิตกลับมาที่โบสถ์ พ่อเปิดประตูรับ น้องคิตไม่แน่ใจว่าควรเรียกพ่อว่าไง พ่อบอก “Father” (เพราะจริงๆ พ่อก็เป็นทั้งพ่อ และบาทหลวงอยู่แล้ว) น้องคิตไม่แน่ใจว่าควรเข้าไป พ่อบอก เข้ามาเถิด พ่อสวดมนต์ให้ลูกกลับตลอดมา


ซีนต่อมา สองพ่อลูกเปิดประตูพบชาลีนอนหันหลังให้ประตู อย่างโศก อย่างซึมสลด แล้วน้องคิตก็ปีนขึ้นเตียง นอนกอดเพื่อนจากด้านหลัง บอกเพื่อนว่าไม่ต้องเล่าอะไร แล้วเพื่อนก็ปิดตาหลับ ...มันช่างอบอุ่นใจ

เช้ารุ่งขึ้นน้องคิตแต่งตัวสวยเปิดประตูไปหยิบนมที่ถูกนำมาส่งหน้าประตู มุมเดิมกับตอนที่เธอมาถึงโบสถ์แห่งนี้เชียว แล้วสองคนนั่งจิบชามื้อเช้า พ่อมองลึกลงในตาลูกแล้วบอกว่า “You have your mother’s eyes” พ่ออธิบายเพิ่มว่า มันเป็นสีฟ้าเหมือนสีน้ำทะเลที่ Rosses Point

น้องคิตมองหน้าพ่อ นี่เป็นครั้งแรกที่พ่อพูดถึงแม่ เธอถาม พ่อเคยพาแม่ไปหรอ พ่อบอก หลายครั้ง น้องคิตมองพ่อ น้ำตาเอ่อดวงตาสีฟ้าสวยของเธอ เธอว่า

“I went looking for her but I found you.”


...เป็นประโยคที่จับใจที่สุดในหนังเรื่องนี้


หนังไม่ได้จบตรงนี้ แต่ยังเล่าถึงวิบากกรรมของสองพ่อลูก และสองแม่ลูก (ชาลีกับลูกในท้อง) ช็อคความรู้สึกเหมือนอ่านเรื่องสั้นหักมุมเลย
แต่ตอนจบ แลนดี้งได้สวยนะ อิฉันว่า




บันทึก
• เป็นหนังที่บอกอะไรเราหลายอย่างโดยไม่ใช้ไดอาล็อก ดูแล้วรู้สึกดีจริงเลย
• อยากให้ไปหาคำตอบกันเอง ว่าทำไมหนังถึงชื่อ Breakfast ob Pluto มีความเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับ Breakfast at Tiffany's อย่างไรไหม
• ได้ดีวีดีเรื่องนี้มาจากกระบะลดราคา ถ้าจำไม่ผิด อยู่ในคาร์ฟูร์ เค้าลดราคาเหลือ 79 บาท
• น่าประทับใจมากที่ได้ทราบว่าพี่ผู้กำกับคือ Niel Jordan เคยกำกับหนังที่อิฉันชอบอย่าง Interview with the Vampire และ The End of the Affair
• หนังเรื่องนี้ไม่มีเลิฟซีนน่าเกลียดเลย มีแต่ภาพสวยๆ ที่น่ารัก น่าเอ็นดู แล้วก็น่าเห็นใจ
• Cillian Murphy ที่เล่นเป็นน้องคิต (เคยเล่น Red Eye แต่อิฉันไม่เคยดู) ตาสวยจริงๆ แล้วก็เล่นได้ดีมาก อิฉันสามารถมองตัวละครตัวนี้ได้อย่างดื่มด่ำมากๆ
• หนังเรื่องนี้ใช้เพลงที่ไม่ใช่เพลงป๊อป จากยุค ’70 แต่ละเพลงฟังแล้วเพราะๆ ทั้งนั้นเลย
• ไม่รู้ว่าบาปหลวงนิกายของหลวงพ่อเลียมมีครอบครัวได้ไหม ถ้ามีได้แล้ว หลวงพ่อเลียมจะเลี้ยงน้องคิตเองเลยใช่ไหม
• หรือว่าเพราะต้องเอาไปให้แม่ม่ายเลี้ยงให้ โดยส่งเช็คค่าเลี้ยงดูเป็นระยะๆ นั้นเพราะมีศีลว่า ห้ามมีเมีย ห้ามมีลูก
• เป็นหนังที่ shock และ shake คนดูอย่างแรง โดยไม่ใช้ความรุนแรง
• เขาทำฉากระเบิด ไฟไหม้ได้สวยมาก และแรงมาก โดยไม่ได้รุนแรงมาก (เอ๊ะ ยังไง)
• สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังเรื่องนี้คือ คนอื่นจะมองเราว่าแตกต่าง น่ารังเกียจยังไงก็ช่าง แค่เราเข้าใจตัวเอง และคนที่เรารักเข้าใจเรา แค่นั้นก็พอแล้ว อันนี้ไม่เกี่ยวกับประชาธิปไตยหรอก แต่คนเราเกิดจากร้อยพ่อพันแม่ จะให้มีอะไรเหมือนๆ กัน คิดเหมือนๆ กัน เกลียดเหมือนกัน เห็นคล้อยตามกันไปหมดได้ไง ไม่ใช่กาเหว่าที่บางเพลงนี่หว่า (อ่านจบอย่าลืมยักไหล่เก๋ๆ 1 ครั้ง)



วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

UDON: ชีวิตที่หล่อเลี้ยงด้วยความฝัน

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Comedy
ก่อนจะเริ่มอ่านกันขอทำความเข้าใจก่อน
ว่าชื่อหนังเรื่องนี้คือ "อุด้ง" หาใช่ "อุดร" อย่างที่หลายคนคิดนะฮะ

ใช่แล้ว อุด้ง คือเมนูอาหารเส้นของคนญี่ปุ่นเค้า มันไม่ได้มีส่วนประกอบมากมาย ปรุงด้วยวิธีสวิงสวาย ต้องใช้อุปกรณ์ไฮเทคโน่นนี่แต่อย่างใด

แค่แป้ง กับน้ำ ผสมให้เข้ากัน หมัก นวด ตัดเป็นเส้น แล้วก็ต้มให้สุก พักไว้
เวลาจะเสิร์ฟก็ลวกอีกที ราดน้ำซุป (ปลาแห้ง) โรยหอมซอยละเอียดๆ ตอกไข่ดิบสดๆ ลงไป

..เห็นในหนัง แค่นี้เค้าก็กินกันอย่างอร่อยจะแย่

หนังเรื่องนี้พูดถึงความฝันฮะ
โคซุเกะ มัตสึโอะ พระเอก(หน้าตาไม่ดีฮะ)ในเรื่อง ทายาทร้านอุด้งที่ไม่เคยภูมิใจในเมืองแม่ของอุด้งแห่งนี้เลย ก็เลยบินไปตามหาความฝันอยากเป็นเหมือนพี่โน้สอุดม (ฝรั่งเรียก stan-up comedian) ที่นิวยอร์คุโน่น

แต่แป้กฮะ
นอกจากสำเนียงแย่ มุกยังเข้าไม่ถึงอเมริกันชน ประกอบกับหนี้ตรึม ทำให้แกต้องซมซานกลับบ้านเกิด ที่ซานุกิ ในคางาว่า เป็นอำเภอเล็กๆ มีประชากรไม่ถึงล้าน แต่จัดเป็นดินแดนอุด้ง เพราะว่ามีร้านอุด้งถึง ๙๐๐ ร้าน (แม้แต่คุณพ่อของพี่พระเอกก็ทำอุด้งและเส้นอุด้งส่งตามโรงเรียน และโรงพยาบาล) ขณะที่โตเกียวมีประชากร ๑๒.๕ ล้านคน มีร้านแมคโดนัลด์ถึง ๕๐๐ ร้าน
(ข้อมูลไม่ได้ค้นนะ จดมาจากในหนัง)

พี่พระเอกจับพลัดจับพลูไปทำงานในกอง บ.ก. นิตยสารท้องถิ่นยอดน้อยที่แทบจะไม่มีร้านหนังสืออยากรับไปวาง แต่เนื่องด้วยพี่เขาต้องหาเงินมาใช้หนี้ ก็ต้องคิดหาเงินกันให้ออก

พอดีก่อนหน้านั้นแกไปติดอยู่ในป่ากับคุณนางเอก หิวโซอยู่ทั้งคืน พอเดินออกจากป่ามาได้ก็มาเจออุด้งคุณป้า ป้าแกเปิดบ้านขายแบบบ้านๆ แต่ฟิลลิ่งและรสชาติคงจะได้ใจพี่แกมา อุด้งคุณป้าก็เลยกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้พี่เค้าคิดทำนิตยสารพื้นๆ ให้กลายเป็นคู่มือตะลุยชิมอุด้งทั่วอำเภอ

ปลุกกระแส สร้างความโด่งดัง นำพาชื่อเสียงและนำพาชื่อเสียงมาสู่ท้องถิ่นในทันใด

ร้านอุด้งในอำเภอพลอยได้อานิสงส์ไปด้วย ยกเว้นพ่อของพี่พระเอก ที่ยังคงดำรงชีวิตปกติต่อไป คือตื่นมาก็ผสมแป้ง นวดแป้งอย่างซื่อสัตย์ อย่างประณีต อย่างมีวินัย ไม่รีบร้อน และถึงแม้แกจะหน้าตาขมึงทึง แต่ก็จะใจดีกับลูกค้าประจำที่เป็นเด็กประถมที่จะดอดมาขอกินอุด้งของแกเสมอๆ

อันว่ากระแสความดังมันก็มีธรรมชาติเหมือนวาสนาคนเรา คือมีขึ้นแล้วก็มีตก
เมื่อกระแสอุด้งดังจนสุด คุณภาพ และมาตรฐานก็เปลี่ยนไป ให้สอดรับกับดีมานด์ งานของพี่พระเอกก็เลยซาลง ผู้คนก็แห่ไปนิยมของกินใหม่ๆ ในย่านใหม่ๆ ต่อไป

จนวันหนึ่ง เมื่อพี่พระเอกคิดได้ จะมาขอรับช่วงร้านอุด้งกับพ่อพร้อมกับเอาเงินมาคืน ก็พบว่าพ่อได้ตายในหน้าที่ไปแล้ว

น้ำตามันซึมเอาอีตอนหลังงานศพ พี่เค้าเอาแป้งอุด้งที่พ่อทำค้างไว้ไปต้มกิน แล้วเค้าร้องไห้คาชาม เราเลยร้องไห้ตาม

เกือบไม่มีคนสืบทอดแล้วซี ร้านอุด้งของพ่อ ก็พี่สาวบอกว่าพ่อไม่เคยสอน ไม่เคยให้สูตร ไม่มีทางสืบทอดร้านได้ แต่บรรดาลูกค้าที่ทยอยกันแวะเวียนมาเลียบเคียงขอกินอุด้ง แถมยังทิ้งข้อความไว้ ขอให้คุณมัตซึอิหายป่วยไวๆ (เค้าไม่รู้ว่าแกตายไปแล้ว) นั่นแหละ คุณพี่พระเอกเลยเกิดแรงฮึด

พยายามทำอุด้งรสคุณพ่อขึ้นมาใหม่ โดยมีคุณนางเอกคอยช่วยเหลือ

และในวันที่ทำได้ใกล้เคียงสุดแล้วนั้นเอง เขาก็ได้ฝันไปว่าพ่อกลับมาหา เขาถามพ่อว่า ทำไมพ่อต้องทำอุด้งด้วย (ยังปักใจว่าเพราะความหมกมุ่นอยู่กับอุด้งของพ่อนั่นแหละ ที่ทำให้แม่ตาย) พ่อบอกว่า ก็มันเหมือนภูเขาเอเวอร์เรสต์ มันตั้งอยู่ข้างหน้า ถ้าไม่ปีนแล้วจะไปปีนเขาไหนอีก

แล้วพ่อก็ถามเขามั่ง ทำไมต้องไปตามความฝันถึงนิวยอร์คคุ (สำเนียงญี่ปุ่น)
เขาบอก เพราะตั้งแต่เกิดมาก็เห็นพ่อหน้าตาขรึม ไม่เคยยิ้ม เขาเลยอยากฝันอยากจะเป็นนักพูดตลกๆ ทำให้พ่อเขาหัวเราะสักครั้ง

พ่อบอก แค่ทำอุด้งอร่อยๆ คนกินกินแล้วยิ้มได้ พ่อก็ยิ้มได้แล้ว ว่าแล้วก็ตบหัวลูกหนึ่งที ก่อนจากไป

จริงเลย เพราะพอพี่พระเอกทำอุด้งได้รสเดียวกับพ่อ เอาไปส่งที่โรงเรียนที่พ่อเคยไปส่ง ไปแอบดูเด็กอนุบาลกินอุด้ง เด็กอร่อย (มันดูอร่อยจริงๆ นะ เขาถ่ายภาพชามอุด้งได้ควันฉุย เส้นอุด้งดูทั้งหนา นุ่ม แล้วก็เหมือนจะหอม แถมคนญี่ปุ่นมีธรรมเนียมต้องกินเสียงดัง สุดเส้นเข้าปากกันทั้งชาย-หญิง มันเลยยิ่งดูอร่อยใหญ่) เด็กยิ้มจริงๆ

พี่พระเอกน้ำตาซึม มองเห็นพ่อยืนดูเด็กๆ อยู่ที่อีกฟากฟ้อง พ่อยิ้มเมื่อเห็นเด็กยิ้ม
แล้วคนดูก็พลอยน้ำตาซึมทั้งๆ ที่กำลังยิ้ม

(อยากกินอุด้งมากมาย)

หนังเรื่องนี้จบแบบแฮปปี้เอนด์ดิ้ง แต่ไม่หวานจนเลี่ยนเกินไป ไม่เลย มันเป็นหนังญี่ปุ่น ก็เลยจบแบบเก๋ไก๋สไตล์ญี่ปุ่น

ใครอยากรู้ไปหามาดูนะจ๊ะ



บันทึก
-ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยกินอุด้งที่จำได้ว่าอร่อยเลย ชักอยากไปกินถึงที่ ที่เค้าทำเส้นอุด้งสดๆ เสียแล้วสิ
-เดี๋ยวหาร้านอุด้งอร่อยๆ แถวนี้กินมั่งดีกว่า ถามเซนเซๆ
-คนหน้าตาไม่ดีก็เป็นพระเอกได้เนอะ
-อาหารญี่ปุ่นไม่เห็นต้องชูรสอะไรกันมากมาย มันอร่อยที่รสอ่อนๆ อย่างนี้แหละ
-คนเรามักมองข้ามของดีๆ ที่พ่อแม่เตรียมไว้ให้เสมอ
-ทำไมคนเราชอบมีอคติกับบ้านเกิดนักนะ
-แล้วก็ชอบมานึกถึงความรักของพ่อแม่ตอนที่สายไปแล้วเรื่อยเลย
-ใช่แล้ว ความโง่เขลา เบาประสบการณ์ ทำให้ลูกๆ ไม่เข้าใจความรักและปรารถนาดีของพ่อแม่ ต้องรอให้ถึงวันเกือบสายนั่นแหละ พุทธิปัญญาจึงจักบังเกิด
-ไม่มีวันสาย สำหรับการทำความฝันให้เป็นจริง