แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกย์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกย์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Last Friends: เพื่อนกันจนวันสุดท้าย


Rating:★★★★
Category:Other


เรื่องราวดราม่าทั้งหมดเกิดจากผู้หญิงคนเดียว ...มิจิรุ เด็กสาวบ้านแตก อาศัยอยู่กับแม่ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จนักในการเป็นแม่ ส่วนพ่อนั้นไม่ปรากฏ รู้แต่ว่าเพราะธุระของพ่อ ทำให้แม่ต้องหอบลูกหนีหนี้ไปก่อนวันสำเร็จการศึกษามัธยมปลาย ทิ้งให้ รุกะ เพื่อนสนิทที่รักมิจิรุเป็นพิเศษใจหาย เพราะไม่ได้ข่าวจากเธออีกเลย

4 ปีให้หลัง มิจิรุกับแม่กลับมาโตเกียว ขณะที่กำลังตั้งอกตั้งใจฝึกงานเสริมสวย เธอก็เริ่มหวั่นไหวไปกับคำชวนไป ‘อยู่ด้วยกัน’ ของ โซสุเกะ แฟนหนุ่ม

ลูกสาวดีใจที่ในที่สุดก็ได้จังหวะปลีกตัวออกไปอยู่ข้างนอกเพราะอึดอัดกับการที่แม่มีแฟนมาหามาสู่แบบนี้มานาน และเมื่อลูกไปขอ แม่ก็ให้ ‘ออกไปอยู่กับผู้ชาย’ แต่โดยดี มีข้อแม้นิดเดียวว่ายังคงช่วยจ่ายค่าเช่าอพาร์ทเมนต์เล็กๆ ที่แม่ลูกอยู่ด้วยกันนั้นต่อไป

มิจิรุออกมาอยู่แมนชั่นอันสวยหรูของแฟน มีช่วงเวลาโรแมนติกแสนหวานเหมือนฝันได้คืนเดียวก็ตื่นขึ้นมาพบความจริงในเช้ารุ่งขึ้น แฟนของเธอตื่นเช้ากว่า และกิจกรรมแรกของเขาคือการเช็กข้อมูลต่างๆ ในโทรศัพท์ของเธอ ก่อนจะหันมาถามอย่างเคร่งเครียดว่า รุกะเป็นใคร

มิจิรุถูกตบตีครั้งแรกในเช้าวันนั้น เมื่อถึงคืนนั้น เธอยังหาหลักฐานอันได้แก่หนังสือรุ่นไปยืนยันกับแฟนหนุ่มไม่ได้ ว่ารุกะเป็นแค่เพื่อนสาวสมัยมัธยมจริงๆ มิจิรุจึงไม่กล้ากลับบ้าน ไปนั่งตากฝนฤดูใบไม้ผลิอยู่ในสวนสาธารณะ ตรงที่เดิมที่เธอและรุกะเคยมานั่งบ่อยๆ สมัยยังใส่ชุดนักเรียน

รุกะมาพร้อมกับร่ม และพามิจิรุกลับแชร์เฮ้าส์ บ้านที่แชร์ค่าเช่ากับ เอริ แอร์โฮสเตสสาว เอริพารุกะไปรู้จักกับทาเครุ หนุ่มบาร์เทนเดอร์ผู้มีอาชีพในตอนกลางวันเป็นช่างผม-หน้า ในกองถ่ายภาพแฟชั่น

เหมือนเป็นโชคชะตาที่นำพาให้รุกะและทาเครุกลับมาพบกัน และทำความรู้จักกันอีกครั้ง หลังการพบกันครั้งแรกในตอนที่รุกะหุนหันไล่ตามมิจิรุจนชนทาเครุล้ม

ต่อจากนั้นไม่นาน ทาเครุก็ย้ายเข้ามาอยู่ในแชร์เฮ้าส์ ไล่เลี่ยกับโองุริน ชายหนุ่มจากสายการบินผู้มีปัญหากับภรรยา และติดตามเอริมาที่บ้าน ตามมาด้วยมิจิรุ ซึ่งถูกตบตีเพราะความหึงหวงจนชีวิตมีปัญหา งานก็เสียหาย แถมยังต้องอยู่แบบหวาดผวาว่าเมื่อไหร่จะโดนอีก

เรื่องราวที่ซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่องนี้นำเสนอดูจริงจนน่ากลัว ปมของเด็กถูกทิ้งที่ทำให้คนบางคนหวงคนบางคนไว้ให้อยู่แต่กับตัวเอง ในโลกที่มีแค่เธอกับฉัน โลกที่ฉันคือโลกของเธอ และเธอคือโลกของฉัน ปมของเด็กที่ไม่ชอบเพศสภาพของตัวเอง แต่ดันมาถูกตอดเล็กตอดน้อยเพราะเพศสภาพที่ไม่พึงประสงค์ของตัวเองนี่อีก แต่ด้วยแรงขับของการปรารถนาจะเป็นที่ยอมรับจึงทำให้เกิดความมุ่งมั่นทำฝันของตัวเองให้เป็นจริง แล้วก็ยังมีปมของเด็กที่ถูกกระทำทางเพศในวัยเด็ก ส่งผลให้โตขึ้นมากลายเป็นคนรังเกียจ ไร้อารมณ์กับเพศตรงข้ามไป

แต่ท่ามกลางปมที่ทำให้ปวดหัวพวกนี้ ก็ยังมีความรักอันบริสุทธิ์เกิดขึ้นโดยไม่เกี่ยวกับเพศสภาพตามสูตรเก่าๆ รุกะรักมิจิรุมาตั้งแต่แรกพบจึงออกโรงปกป้องมิจิรุทุกอย่าง ทาเครุก็รักรุกะตั้งแต่แรกพบ เมื่อรู้ว่ารุกะถึงกับปกป้องมิจิรุด้วยชีวิตขนาดนั้น จึงปวารณาตัวจะปกป้องรุกะ และช่วยรุกะดูแลมิจิรุอีกแรง ส่วนมิจิรุเมื่อได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างอ่อนโยนและใจดีจากทาเครุก็หลงรักทาเครุประสาหญิงสาวพร่องรัก ย้อนกลับมาที่รุกะ เมื่อพบว่าทาเครุเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง แถมยังรักตัวเองในฐานะที่เป็นคนคนหนึ่ง ก็พบกับความอบอุ่นใจมาก มีรักตอบเหมือนกัน

แต่ในเมื่อความสัมพันธ์ของคน 3 คนนี้เป็นไปตามขนบของการเป็นผัว-เมียไม่ได้ สุดท้ายทั้ง 3 จึงกลับมาใช้ชีวิตด้วยกันอย่างเพื่อน ต่างแบ่งปัน ช่วยเหลือ ดูแลความรู้สึกของกันและกัน ในแชร์เฮ้าส์หลังเดิม


อาจจะเป็นการจบที่ค่อนข้างเน่า แต่ฉันว่าความรักแบบนี้มีจริง เชื่อถือได้ และอบอุ่นใจจัง




บันทึก:
• รู้เรื่องและไปหาซีรีส์เรื่องนี้มาดูเพราะได้อ่านบทความของคำ ผกา ผู้หญิงปากกล้าคนนั้นที่แม้ไม่ได้เป็น idol แต่ทำให้ฉันหยุดอยู่กับงานเขียนของเธอได้เสมอ
• ความรักจากเพศเดียวกันในความรู้สึกของฉันไม่ใช่เรื่องน่าอิหลักอิเหลื่อใจ ถ้าอีกฝ่ายไม่มาดหมายว่าฉันจะรักตอบในแบบเดียวกัน แต่สำหรับเรื่องการใช้ความรุนแรงในครอบครัวนี่ไม่ได้เลย ขัดใจมาก
• ในการดูรอบแรก ในฐานะคนดู ซึ่งเป็นคนนอก เป็นผู้สังเกตการณ์ เห็นว่าปัญหาแบบนี้ไม่น่าจะแก้ยากนี่หว่า ตบมาก็ตบกลับสิ แจ้งความสิ ย้ายออกมาสิ ฯลฯ แต่พอดูหลายรอบเข้าก็อินมากขึ้น และพบว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขกันง่ายๆ อย่างที่คิด ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นเหมือนส่วนเติมเต็มให้กับส่วนที่ขาดหายไปของเราเสียขนาดนั้น แถมโลกนี้จะมีใครมาเติมเราได้เต็มแบบนี้อีกไหมก็ไม่รู้
• ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าฉันไปเจอคนที่ให้ความรู้สึกแบบนี้เข้า จะยอมทนโดนตบจนกลายเป็นมาโซคิสไปเลยไหม
• ไดอาล็อกในซีรีส์เรื่องนี้หลายตอนช่างกรีดลึก โดยเฉพาะใจความในจดหมายฉบับสุดท้ายของโซสุเกะ (มีซับญี่ปุ่นด้วยนะ ขอบอก)
• เพลงประกอบชื่อ Prisoner of Love ฟังแล้วโคตรรปวดใจ (แปลไม่ยากเพราอุทาดะ ฮิคารุ ร้องเป็นภาษาอังกฤษครึ่งนึงตามธรรมเนียมของเธอ) ฟังไปประมาณสามสิบรอบ พบว่าเป็นเพลงที่เพราะจริงๆ ฮิคารุร้องออกมาเหมือนตัวเองเป็นตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องก็ไม่ปาน
• ขอบคุณคำ ผกา แม้ว่าดูไป 2 แผ่นแรกแล้วจะนึกถามตัวเองว่า “ทำไมฉันต้องมาดูเรื่องอะไรแบบนี้ด้วย”


วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

A Frozen Flower : ไม่ใช่หนังเกย์

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



ฉันไม่ได้ตกใจอะไรมาก เมื่อรู้ว่าพระราชาใน A Frozen Flower (2008) เป็นเกย์ (ไม่ใช่แค่ไบฯ) แล้วก็ไม่ได้ถึงขนาดหัวใจจะวายกับฉากรักร่วมเพศอันเปิดเผยระหว่างพระราชากับองครักษ์ เพราะมันก็ดูสมเหตุสมผลของคนรักกันดีแล้ว ทั้งยังไม่ได้มีความหวาดเสียวอะไร แม้แต่กับฉากรักหลายวาระระหว่างมเหสีกับองครักษ์ก็ออกจะเฉยๆ เพราะยังเห็นว่าใช่ เป็นอารมณ์ความรู้สึกแบบที่คนลักลอบรักกันควรจะเป็น (หลายฉากยังแอบติว่าไม่เนียนด้วยซ้ำ)

ที่ฉันรู้สึกกับมันไม่น้อยกลับเป็นความเจ็บปวดของหนึ่งในสามคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังมากกว่า

เพราะพระราชาเป็นเกย์ ไม่สามารถทำให้มเหสีมีรัชทายาทได้ จึงให้องครักษ์ผู้เป็นชู้รักของตัวเองเป็นคนทำให้ ด้วยความรักและไว้ใจว่าชู้รักไม่น่าคิดอะไรกับเมีย(ในนาม)ของตัวเอง แต่การณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เมื่อองครักษ์ได้รู้จักตัวเองในมุมใหม่ ในฐานะผู้ชายที่ต้องการผู้หญิง

จากนั้นก็เป็นเรื่องธรรมชาติเลย หนุ่มสาวที่มีแรงดึงดูดต่อกันและกันมาพบกัน พึงใจในกันและกัน เริ่มมีความรู้สึกรักและต้องการในกันและกัน จึงลักลอบมาพบกัน

ใจพระราชาเหมือนมีควันกรุ่นตอนที่เริ่มจับสังเกตคนโกหก ตอนที่จับได้คาหนังคาเขาไฟนั้นก็เหมือนถูกโหมกระพือโพลงขึ้นท่วมใจ จนเมื่อได้ฟังคำตอบของคำถามที่แสนจะมีความหวังของตัวเอง ว่า “ที่ผ่านมาเจ้าเคยรักข้าหรือไม่?” ไฟนั้นก็เหมือนจะถึงจังหวะหมดเชื้อ ดับแสงวูบลงเอาดื้อๆ

ฉันคิดว่าสิ่งที่ทำให้พระราชาตายไม่ใช่คมดาบของชู้รัก แต่เป็นคำตอบปฏิเสธแสนเกรี้ยวกราด สิ้นเยื่อหมดใย ว่า “ไม่” จากคนที่เขารักมาก และรักมาตลอดนั่นเอง

สำหรับฉัน หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังเกย์
แต่เป็นหนังรักที่จบได้เศร้ามากเรื่องหนึ่ง




หมายเหตุ :
• หนังเรื่องนี้สร้างอย่างประณีต จัดเป็นหนังดราม่าที่ดีมากๆ ประกายตาของพระราชา (Joo Jin Mo) กับมเหสี (Song Ji-hyo) ถึงขั้นพูดได้เลยทีเดียว
• ถ้าจะมองหนังเรื่องนี้ในแบบที่เคยได้ยินมาว่า Yoo Ha เป็นผู้กำกับหนังมีชื่อเสียงในทางทำหนังที่ตีแผ่อารมณ์ดิบเถื่อนแห่งความเป็นมนุษย์ได้ตรงไปตรงมา ฯลฯ แล้วละก็ ฉันไม่เห็นหนังเรื่องนี้จะดิบ เถื่อน หรือตรงอะไรขนาดนั้น สำหรับฉากรัก ออกจะเป็นอะไรที่ไม่เนียน และถนอมตัวมากๆ ด้วยซ้ำ ถ้าอยากจะใช้คำคุณศัพท์กับฉากรักว่า "ตรงไปตรงมา" โปรดไปศึกษาฉากรักใน Lust, Caution (2007) นะคะ
• เพลงประกอบเพราะมาก (ฟังภาษาเกาหลีไม่ออก)
• สำหรับองครักษ์รูปงามคนนั้น (Jo In-seong) เพื่อนฉันสังเกตว่าตอนอยู่กับพระราชาดูหวามไหว ปากแก้มก็เหมือนจะแดงเรื่อด้วยสีฝาดด้วยซ้ำ ในขณะที่ตอนอยู่กับมเหสีกลับมีท่าทางกร้าวกร้านสมชายมากกว่า ฉันดูสองรอบแล้วคิดว่าไม่นะ สิ่งที่ไม่เหมือนกันดูจะมีแค่ฟีลลิ่งจากเครื่องแต่งกายเท่านั้น บุคลิกของฮงริมตอนอยู่กับชายคนรัก หรือหญิงคนรัก ยังเป็นฮงริมเหมือนเดิม เพียงแค่สายตาที่มองอีกฝ่ายต่างออกไปเท่านั้นเอง
• ขอบคุณม่อนที่อุตส่าห์ไรท์ VCD มาให้ตั้งนานแล้ว กว่าจะได้ดูต้องไปถึงบางอ้อซะก่อน ว่ามันต้องเล่นกับคอมเท่านั้น

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

มันนานมาแล้ว






...ที่คุณผู้ชายเขาเริ่มมีความสนิทสนมกัน








(ภาพจากฝาผนังในพระวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ หมือนอัลบั้มก่อนหน้านี้)


วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ประตูที่ปิดตาย

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:กฤษณา อโศกสิน

ระหว่างอ่านนิยายเรื่องนี้ ฉันถามตัวเองว่า เราควรใช้เวลาทำความรู้จักกับคนคนหนึ่งนานสักแค่ไหนกัน จึงจะสามารถตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเขาได้

ฉัน ผู้เกิดในปีพ.ศ. หลังปีที่นิยายเรื่องนี้เขียน อ่านแล้วให้รู้สึกฉงนแกมดูแคลนยัยจิลลา นางเอกของ “ประตูที่ปิดตาย” พิลึก

ตามเรื่อง กฤษณา อโศกสิน เล่าว่า จิลลา สาว (ถ้าเป็นสมัยนี้คงต้องมีสร้อยต่อว่า “น้อย”) วัย 24 เลือก (จากผู้ชายที่มาติดพันอยู่2-3 คน) นพี หนุ่มใหญ่วัย 36 นักเรียนนอกสุดเพียบพร้อม คือทั้งหน้าตาหล่อ รวย มีนามสกุล แต่งตัวดี สะอาดสะอ้าน หน้าที่การงานเริ่ด ผ่านผู้หญิงมาไม่น้อย แต่ก็ยังรักษาความโสดไว้ได้

คุณสมบัติอีหรอบอย่างข้างบน ถ้าหลุดมาปรากฏในโลกทุกวันนี้ คนเล่าสาธยายยังไม่ทันจบ คงไม่แคล้วโดนคนถามแทรกอย่างรู้ทันว่า “เกย์ล่ะสิ ” แต่ไม่หรอก ยัยจิลลาไม่คิดเลยว่าคนรักที่แสนเพียบพร้อมของตัวเองจะไม่ชอบผู้หญิง หล่อนคิดว่าเขาเป็นผู้ชายเพอร์เฟคท์

ด้วยความใส จิลลาคิดว่านพีรักษาความโสดไว้เพื่อรอหล่อน (อพิโถ่-อพิถังเอ๊ย) ตื่นเต้นกับรูปที่ปรุงมาเสียสวยของ “ผู้ชาย”คนนี้ได้ไม่นานเธอก็ปักใจเชื่อว่า นี่แหละ ใช่แล้ว-แต่งเลย โดยไม่ได้ทำฉุกใจ คิดทำการ test run หาข้อบกพร่องกันเสียก่อน

เริ่มมาจับความเอาว่า เฮ้ย ผัวฉันทำไมแปลกๆ ก็เมื่อผัวไม่ค่อยเต็มใจยอมทำการบ้าน (ไหนเคยคุยว่าผ่านมาแล้วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ แต่ผมไม่อยากยกย่องเชิดชูใคร) ไหนเพื่อนๆ บอกว่าให้เตรียมใจรับศึกหนักช่วงน้ำผึ้งพระจันทร์ยังหวาน แต่ไม่เห็นมีอะไรเลย ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ออกจะสวย ทั้งยังสาวยังแส้ ยังเต่งตึง แต่งชุดนอนบางเบา สวยเซ็กซ์ เอ็กซ์ก็ปานนี้ ผัวยังได้แต่นอนกอด แล้วก็จูบหน้าผากทีนึงก่อนพลิกตัวหันหลังให้

จนในที่สุดก็ต้องยอมรับความจริงว่า ผัวตัวเองไม่ได้ชอบมีอะไรกับผู้หญิงเท่าไหร่ ที่ชอบมากเป็นชีวิตจิตใจชนิดขาดแล้วจะแห้งแล้ง เหี่ยวเป็นบัวแล้งน้ำน่ะ คือการมีอะไรกับผู้ชายตะหาก

มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่ดื้อแพ่ง ชอบเอาชนะ แม่จิลลาคนสวยเองก็มีคุณสมบัติข้อนี้ไม่น้อยกว่าคนอื่น หล่อนยังเชื่อมั่นว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางเพศที่เบี่ยงเบนของสามีได้ ก็เลยยอมปล่อยตัวมีลูกกับเขาอีก (โง่จริงเธอ)

นิยายเรื่องนี้จะจบยังไง? จิลลาอาจจะสงสัย และแอบมีความหวัง (ว่าประตูยังไม่ถูกปิดตาย)

แต่ฉันเชื่อว่าถ้าจิลลาเกิดช้าเท่าพวกเรา เธอคงรู้ตอนจบโดยไม่ต้องเดา
และหวังว่า ถ้าเธอเป็นสาวยุคเดียวกับพวกเรา คงใช้เวลาทำความรู้จักกับผู้ชายให้ดีกว่านี้ ไม่รีบด่วนมีสามีโดยที่เธอและคนรักยังคงเป็น “คนแปลกหน้า” บนเตียง

(ถ้าเธอรู้ตัวว่าชอบมีอะไรกับผู้ชาย อย่างน้อยที่สุดก็ควรแน่ใจว่าผู้ชายของเธอก็ชอบผู้หญิง ไม่ใช่ “ผู้ชาย” และไม่ใช่ “บางครั้งผู้ชาย บางครั้งผู้หญิง”)

คนเป็นเกย์สมัยนี้แทบจะหลอกผู้หญิงไม่ได้แล้ว และส่วนใหญ่ก็ไม่ยอมหลอกด้วย เพราะเขายอมรับนับถือตัวเองกันมากขึ้น (สังคมก็เหมือนจะยอมรับเขามากขึ้นด้วย) เปิดเผย และเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ส่วนผู้หญิงสมัยนี้ก็มองได้เก่งขึ้นว่าผู้ชายคนไหน “แท้” คนไหน “ไม่แท้” ผู้หญิงที่ถูกเกย์หลอกให้แต่งงานด้วยเพื่อภาพลักษณ์จึงมีน้อยลง



นอกเสียจากว่าเธอคนนั้นจะเข้าใจ และยอมแต่งด้วย เพราะข้อแลกเปลี่ยนบางอย่าง




หมายเหตุ:
• กฤษณา อโศกสิน เขียนนวนิยายเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ปี 2517 นานมากแล้ว ผู้คนยังไม่รู้จักคำว่าเกย์กันเลยมั้ง ตอนนั้น เชื่อว่านอกจากจะมีเกย์ที่ยังไม่เข้าใจตัวเอง ไม่ยอมรับตัวเองแล้ว ก็คงมีผู้หญิงโดนเกย์หลอกแต่งงานด้วยไม่ใช่น้อย การเขียนถึงหัวข้อนี้จึงเป็นอะไรที่กล้ามาก ฉันรู้สึกนับถือนักเขียนท่านนี้มาก ช่างเป็นประเด็นที่แสนจะล้ำยุค จนปัจจุบันก็ยังทันสมัยอยู่เลย
• ฉันคิดอยากอ่านนิยายเรื่องนี้มาเป็นสิบปีแล้ว แต่เพิ่งมาสอยฉบับพิมพ์โดยประพันธ์สาส์น (ลดราคา) ในงานสัปดาห์หนังสือที่เพิ่งผ่านมานี้เอง
• (ปกเฉิ่มไปหน่อยเนอะ)
• อ่านแล้วไม่ผิดหวังเลยจริงๆ นอกจากไลฟ์สไตล์ของตัวละครและฉากแล้ว การอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่ให้อะไรที่ทำให้รู้สึกว่าเชย หรือตกยุคแม้แต่น้อย
• ฉันยังไม่เคยแต่งงาน แต่ฉันไม่ชอบเลย เวลาที่คนพูดว่าการแต่งงานก็เหมือนซื้อหวย ฉันกำลังบอกคุณว่า อย่ายอมรับชะตากรรมหลังแต่งงานเพราะเชื่อว่าการแต่งงานก็คือการซื้อหวย แต่จงเลือกคนที่จะแต่งงานด้วยเหมือนเลือกซื้อรถ ไม่ว่าจะซื้อมือแรกหรือมือสอง ถ้าไม่ลองคุณจะรู้ได้ไงว่ารถคันนี้วิ่งดี
• เซ็กซ์ก่อนแต่งอาจไม่ช่วยการันตี 100% ว่าเขาไม่ใช่เกย์ เพราะเขามีความสุขกับคุณได้ อย่าลืมว่าผู้ชายบางคนนั้นมีความสุขได้ทั้งกับผู้หญิงและผู้ชาย แต่เซ็กซ์ก่อนแต่งจะให้ข้อมูลสุดสำคัญกับคุณหลายอย่าง อย่างเบๆ เลยคือคุณจะรู้อุปนิสัยของฝ่ายตรงข้าม ความอดทน การให้เกียรติ การปรนนิบัติเอาใจ ความอ่อนหวาน สัญชาตญาณ ฯลฯ ซึ่งสิ่งสำคัญที่คุณควรสนใจเป็นพิเศษคือ แรงดึงดูดที่มีต่อกัน และความเข้ากันได้ (หรือไม่ได้)
• การหาความสุขทางเพศของผู้หญิงเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงผู้ชายมากขนาดนั้น (ฉันเปล่าเป็นเฟมินิสต์) ดังนั้น ถ้าโลกนี้ไม่เหลือผู้ชายที่ดีพอจะเป็นสามีของคุณก็อย่าได้แคร์ เกย์เป็นเพื่อนที่ดีของผู้หญิงมากกว่าเพื่อนผู้หญิงบางนางเสียอีก อันที่จริง ฉันเชื่อด้วยว่าผู้หญิงกับเกย์ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ เพียงแต่คุณต้องออกแบบวิธีการใช้ชีวิตในแบบของคุณเท่านั้น
• สุดท้ายนี้ อยากให้มนุษย์ทุกเพศมีชีวิตอย่างมีความสุข ไม่เบียดเบียน และไม่แย่งชิงกัน (โอม...จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มาแย่งสามีของฉันไปเลย)

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

Breakfast on Pluto : การตามหา การค้นพบ และการเข้าใจตัวเอง

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


ดิฉันชอบดูหนังที่เล่าเรื่องของเกย์ ไม่รู้จะบอกเหตุผลยังไงเหมือนกัน นอกจากหนังที่เล่าเรื่องเกย์ ก็ยังชอบดูหนังที่เล่าเรื่องเลสเบี้ยนและเรื่องของสาวประเภทสอง กับแดรกควีนได้อีก (โอ้..แสนจะคิดถึง To Wong Foo ที่ดูไม่ได้แล้วเพราะเครื่องเล่นวิดีโอถอดวิญญาณออกจากร่างไปเสียแล้ว)

Breakfast on Pluto (2005) หรือในชื่อไทยว่า “โลกใบสุดท้ายของผู้ชายนะยะ” เล่าเรื่องของสาวประเภทสอง ..เรียกอย่างนี้แล้วก็ไม่รู้จะมีคนมาจิก มาเถียงอีกไหมว่าเรียกถูก เรียกผิด หรือเรียกแบบไม่ให้เกียรติ เหยียดหยาม (บลา-บลา-บลา) ดังนั้น ต่อไปขอเรียกชื่อเจ้าตัวว่า "น้องคิต" ซึ่งย่อมาจากคิตเทน (Kitten)

คิตเทน (น้องเหมียว) เป็นชื่อเล่นที่เจ้าตัว Patrick Bradem (Cillian Murphy) ใช้เรียกตัวเอง น้องคิตถือกำเนิดขึ้นราวปี ’60s ณ เมืองชายแดนไอร์แลนด์ เป็นเด็กที่พ่อแม่ไม่เลี้ยง โดนแม่จับใส่ตะกร้ามาวางไว้ที่ประตูหลังโบสถ์ในเช้าวันคริสมาสต์อีฟ แล้วก็จากไป หลวงพ่อเลียม (Liam Neeson) ซึ่งที่จริงก็คือพ่อของน้องคิตนั่นแหละ ก็เอาลูกไปให้แม่ม่ายนางหนึ่งเลี้ยงเป็นลูก

โดยที่ไม่ทราบถึงเหตุผลกลใด น้องคิตเริ่มแอบแต่งหญิงเมื่ออายุได้สักสิบขวบ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา น้องก็ไม่พยายามแอ๊บแมนอีกต่อไป สร้างความอิดหนาระอาใจให้ผู้ปกครองและครูบาอาจารย์ที่ไม่อาจยอมรับการเกิดขึ้นและตั้งอยู่ ก่อนจะดับไปของมนุษย์เพศอื่นนอกจากชายและหญิง เป็นอย่างมาก ...โชคยังดีที่น้องคิตยังมีเพื่อนแท้อีก ๓ คน กับความสัมพันธ์อันมีค่า จนน่าจะเรียกได้ว่าคุ้มที่ได้เกิดมา แม้จะเกิดมาเป็นผู้ชายก็ไม่ใช่ ผู้หญิงก็ไม่เชิง

ในยุค ’70s นั้น ในไอร์แลนด์มีขบวนการปลดปล่อย (จำข่าววินาศกรรม ระเบิดพลีชีพ ฯลฯ ในอังกฤษตอนเรายังเด็กๆ ได้ไหม นั่นแหละ ประมาณนั้นเลย) หนุ่มสาวยุคนั้นถ้าไม่ nerd เกินไปนักก็มักหาตัวได้ในส่วนหนึ่งส่วนใดของกระบวนการนี้ และก็ไอ้การปฏิวัตินี่แหละที่ทำให้น้องคิตต้องเสียเพื่อน 1 ใน 3 ของเพื่อนที่มีอยู่ไป โดยที่เขาไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่ด้วยเลย

น้องคิตยอมรับความรุนแรงมีอยู่รายรอบตัวไม่ได้ ในที่สุดจึงตัดสินใจออกจากบ้านเพื่อเริ่มต้นตามหาแม่ ที่ใครๆ ก็ว่ากันว่า สวยเซ็กซี่เหมือน Mitzi Garner ที่ลอนดอน ...แล้วการผจญภัยของเธอก็เริ่มขึ้น

มันน่าสงสารนะ คนคนหนึ่ง รู้ว่าพ่อคือใคร แม่คือใคร แต่ต้องไปโตในฐานะลูกเลี้ยงของคนอื่น แค่นั้นยังไม่พอ ดันเกิดผิดพวกกับคนหมู่มาก เลยไม่มีใครกล้าเสนอหน้ามารักมาจริงใจด้วย ตลอดทางจากชายแดนสู่ลอนดอนของน้องคิตก็เลยล้มลุกคลุกคลานจนแม้จะตลกแต่ก็ขำออกมาทั้งน้ำตา

น้องคิตไม่รู้ว่าแม่อยู่ไหน การหาแม่ในลอนดอนเลยเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร ก็แหม๋ แม้แต่รูปแม่เธอยังไม่มีเลย ข้อมูลที่มีก็แค่รู้จากขี้ปากคนอื่นว่า แม่หน้าเหมือนดาราคนหนึ่ง หลังจากเกือบเอาตัวไม่รอดจากเกย์มาโซวิกลจริต น้องคิตก็มาเจอหนุ่มมายากล พ่อคนนี้แสนโรแมนติก ขณะที่น้องคิตเองก็ขาดรัก ในที่สุดเธอเลยกลายเป็นผู้ช่วยในการโชว์ไปโดยปริยาย มีวันหนึ่ง ขณะกำลังโชว์มุกเดิมๆ กันอยู่ น้องคิตก็ถูกชาลี เพื่อน 1 ใน 2 ที่เหลืออยู่บุกไปลากตัวออกมา ชาลีโกรธที่หนุ่มมายากลใช้เพื่อนเป็นเครื่องมือ

ชาลีเค้าตามเออร์วินแฟนหนุ่มมาลอนดอน ที่จริงแล้ว เพื่อจะมาทำแท้ง

เออร์วินอยู่ในขบวนการปฏิวัตินั่น ชาลีรู้สึกไม่มั่นคง ในภาวะเช่นนี้เธอไม่คิดว่าพร้อมและสามารถให้กำเนิดและให้การเลี้ยงดูลูกได้ น้องคิตวางตัวเป็นเพื่อนที่ดี อิฉันว่าเธอคงสะเทือนใจมาก (ก็เธอก็คือหนึ่งในเด็กที่พ่อแม่ไม่พร้อมจะมีไม่ใช่หรือ) แต่เธอไม่ว่าอะไร เธอแค่ยืนอยู่เคียงข้างเพื่อน โชคดีของเด็ก ที่ระหว่างนั่งรอคิว ชาลีถามน้องคิตว่า
“(ถ้าให้เกิดมา) อนาคตลูกฉันจะเป็นยังไง?”
“ก็คงเลวร้ายมากๆ...เหมือนฉัน” น้องคิตตอบเพื่อน ไม่ใช่ด้วยน้ำเสียงประชด แต่คือการเคียงข้าง ให้กำลังใจ

แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ชาลีเปลี่ยนใจ ลุกขึ้นเดินออกไปนอกคลินิก
“เธอบอกว่าเด็กคนนี้อาจเลวร้ายมากๆ เหมือนเธอ” ชาลีว่า
“อาจเลวร้ายกว่า” น้องคิตบอก
“แต่ฉันรัก ที่เธอเลวร้ายอย่างนี้แหละ”
แล้วสองคนก็กอดกัน อิฉันก็น้ำตาซึม

เหมือนว่าน้องคิตยังใช้กรรมไม่หมด คืนหนึ่งตอนออกเที่ยว เธอเกือบได้สานสัมพันธ์กับทหารหนุ่มหล่อล่ำแล้วเชียว ดันมีระเบิดเสียก่อน และแทนที่จะดังเพราะนักข่าวมาถ่ายรูปทำข่าว ดันกลายเป็นว่าเธอถูกสงสัยว่าเป็นฆาตกรไอริช ปลอมตัวเป็นผู้หญิงมาวางระเบิดไปเสีย
แม้จะถูกซ้อมจนอ่วม แต่น้องคิตกลับรู้สึกปลอดภัยดีในห้องขังเล็กๆ ของเธอ ก็โลกข้างนอกช่างสับสน ผู้คนไว้วางใจกันไม่ได้ จ้องจะเอาเปรียบกันตลอดเวลา แล้วก็ดูอันตรายเสียจริง พอถูกปล่อยออกมาน้องคิตเลยคว้างๆ พี่ตำรวจเลยตามมาแนะนำงานการที่เหมาะสมให้ เป็นนางโชว์ จะนั่งอยู่ในห้องเล็กๆ คอยพูดคุยกับหนุ่มๆ ที่ต้องหยอดเหรียญเสียก่อน

และโดยไม่เคยคาดหวังมาก่อน วันหนึ่งเสียงที่คุยกับเธอกลายเป็นเสียงที่เธอคุ้ยเคย มาในการคุยกันที่ก็คุ้นเคยกันอีก (จริงๆ แล้วการคุยกันแบบนี้เหมือนการสารภาพบาปจริงๆ ด้วย) และเสียงนั้น ที่บอกทางไปบ้านแม่

น้องคิตจำแลงกายไปเจอแม่ ก่อนเจอแม่ เธอได้พบน้องชายต่างพ่อผู้มีชื่อเดียวกัน คือแพ็ททริก ...เธอพบว่าแม่มีใหม่ชีวิตของแม่แล้ว จึงจากมาโดยไม่ได้ติดใจอะไร
คนที่ติดใจคือน้องชายของเธอ

แต่ไม่ได้ติดใจว่าทำไมเธอต้องอ้างเหตุผลเพื่อมาที่บ้านของเขาหรอก ดูเหมือนเธอกับน้องชายจะชอบกันอย่างประหลาดด้วยซ้ำ


จากนั้น ข่าวร้ายก็เดินทางมาถึงน้องคิตอีกครั้ง พ่อของเธอส่งข่าวมาบอกว่าเออร์วินถูกฆ่า แล้วชาลีซึ่งกำลังท้องแก่ก็กำลังแย่ น้องคิตกลับมาที่โบสถ์ พ่อเปิดประตูรับ น้องคิตไม่แน่ใจว่าควรเรียกพ่อว่าไง พ่อบอก “Father” (เพราะจริงๆ พ่อก็เป็นทั้งพ่อ และบาทหลวงอยู่แล้ว) น้องคิตไม่แน่ใจว่าควรเข้าไป พ่อบอก เข้ามาเถิด พ่อสวดมนต์ให้ลูกกลับตลอดมา


ซีนต่อมา สองพ่อลูกเปิดประตูพบชาลีนอนหันหลังให้ประตู อย่างโศก อย่างซึมสลด แล้วน้องคิตก็ปีนขึ้นเตียง นอนกอดเพื่อนจากด้านหลัง บอกเพื่อนว่าไม่ต้องเล่าอะไร แล้วเพื่อนก็ปิดตาหลับ ...มันช่างอบอุ่นใจ

เช้ารุ่งขึ้นน้องคิตแต่งตัวสวยเปิดประตูไปหยิบนมที่ถูกนำมาส่งหน้าประตู มุมเดิมกับตอนที่เธอมาถึงโบสถ์แห่งนี้เชียว แล้วสองคนนั่งจิบชามื้อเช้า พ่อมองลึกลงในตาลูกแล้วบอกว่า “You have your mother’s eyes” พ่ออธิบายเพิ่มว่า มันเป็นสีฟ้าเหมือนสีน้ำทะเลที่ Rosses Point

น้องคิตมองหน้าพ่อ นี่เป็นครั้งแรกที่พ่อพูดถึงแม่ เธอถาม พ่อเคยพาแม่ไปหรอ พ่อบอก หลายครั้ง น้องคิตมองพ่อ น้ำตาเอ่อดวงตาสีฟ้าสวยของเธอ เธอว่า

“I went looking for her but I found you.”


...เป็นประโยคที่จับใจที่สุดในหนังเรื่องนี้


หนังไม่ได้จบตรงนี้ แต่ยังเล่าถึงวิบากกรรมของสองพ่อลูก และสองแม่ลูก (ชาลีกับลูกในท้อง) ช็อคความรู้สึกเหมือนอ่านเรื่องสั้นหักมุมเลย
แต่ตอนจบ แลนดี้งได้สวยนะ อิฉันว่า




บันทึก
• เป็นหนังที่บอกอะไรเราหลายอย่างโดยไม่ใช้ไดอาล็อก ดูแล้วรู้สึกดีจริงเลย
• อยากให้ไปหาคำตอบกันเอง ว่าทำไมหนังถึงชื่อ Breakfast ob Pluto มีความเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับ Breakfast at Tiffany's อย่างไรไหม
• ได้ดีวีดีเรื่องนี้มาจากกระบะลดราคา ถ้าจำไม่ผิด อยู่ในคาร์ฟูร์ เค้าลดราคาเหลือ 79 บาท
• น่าประทับใจมากที่ได้ทราบว่าพี่ผู้กำกับคือ Niel Jordan เคยกำกับหนังที่อิฉันชอบอย่าง Interview with the Vampire และ The End of the Affair
• หนังเรื่องนี้ไม่มีเลิฟซีนน่าเกลียดเลย มีแต่ภาพสวยๆ ที่น่ารัก น่าเอ็นดู แล้วก็น่าเห็นใจ
• Cillian Murphy ที่เล่นเป็นน้องคิต (เคยเล่น Red Eye แต่อิฉันไม่เคยดู) ตาสวยจริงๆ แล้วก็เล่นได้ดีมาก อิฉันสามารถมองตัวละครตัวนี้ได้อย่างดื่มด่ำมากๆ
• หนังเรื่องนี้ใช้เพลงที่ไม่ใช่เพลงป๊อป จากยุค ’70 แต่ละเพลงฟังแล้วเพราะๆ ทั้งนั้นเลย
• ไม่รู้ว่าบาปหลวงนิกายของหลวงพ่อเลียมมีครอบครัวได้ไหม ถ้ามีได้แล้ว หลวงพ่อเลียมจะเลี้ยงน้องคิตเองเลยใช่ไหม
• หรือว่าเพราะต้องเอาไปให้แม่ม่ายเลี้ยงให้ โดยส่งเช็คค่าเลี้ยงดูเป็นระยะๆ นั้นเพราะมีศีลว่า ห้ามมีเมีย ห้ามมีลูก
• เป็นหนังที่ shock และ shake คนดูอย่างแรง โดยไม่ใช้ความรุนแรง
• เขาทำฉากระเบิด ไฟไหม้ได้สวยมาก และแรงมาก โดยไม่ได้รุนแรงมาก (เอ๊ะ ยังไง)
• สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังเรื่องนี้คือ คนอื่นจะมองเราว่าแตกต่าง น่ารังเกียจยังไงก็ช่าง แค่เราเข้าใจตัวเอง และคนที่เรารักเข้าใจเรา แค่นั้นก็พอแล้ว อันนี้ไม่เกี่ยวกับประชาธิปไตยหรอก แต่คนเราเกิดจากร้อยพ่อพันแม่ จะให้มีอะไรเหมือนๆ กัน คิดเหมือนๆ กัน เกลียดเหมือนกัน เห็นคล้อยตามกันไปหมดได้ไง ไม่ใช่กาเหว่าที่บางเพลงนี่หว่า (อ่านจบอย่าลืมยักไหล่เก๋ๆ 1 ครั้ง)



วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552

คำคม#๒๐




"คนดีไม่เคยบอกว่าเพศไหน
ถ้าเราเจอคนดีก็โชคดีแล้ว
ก็อยากให้รักษาเอาไว้"








จากข่าวไทยรัฐออนไลน์ http://www2.thairath.co.th/content/ent/676


"นุ่น" หลงสาวหล่อ หยอดข้าวน้ำยามป่วย

ถึงแม้จะเปลี่ยนแนวหันไปเล่นดนตรีไทย แต่ดาราสาว นุ่น-สินิทธา บุญยศักดิ์ ก็ดูจะมีความสุขดีกับความรักครั้งใหม่ กับ "สาวหล่อ" ถึงขนาดว่าเมื่อเร็วๆนี้ นุ่น ป่วยหนักแฟนทอมเฝ้าข้างเตียงหยอดข้าวหยอดน้ำไม่ห่าง เมื่อถามเรื่องนี้กับ นุ่น ก็ ยอมรับ "นุ่นก็ไม่ได้คิดจะปิดบังอยู่แล้ว เค้ามีน้ำใจดูแลเราตอนนอนป่วยอยู่ รพ.เค้าก็ป้อนน้ำป้อนข้าวพาเข้าห้องน้ำ ดูแลตลอดเอาใจใส่ ที่จริงนุ่นเข้า รพ.ครั้งนี้เค้าเป็นคนลากไปหาหมอ ขณะที่นุ่นไม่ยอมไปนอนเป็นปลาเค็มตากแห้งบนเตียง ไข้สูง เค้าก็ดูแล ก็ถือ ว่าชีวิตช่วงนี้แฮปปี้ดี ทั้งเรื่องงานเรื่องอะไรต่ออะไร"

การที่คบผู้หญิงด้วยกันทำให้เค้าดูแลเราได้มากกว่ามั้ย? "เรื่องความเข้าใจในอารมณ์มากกว่า อย่างเวลามีประจำเดือนเค้าจะรู้ แต่คนเราคงเป็นไปไม่ได้ ที่จะไม่มีทะเลาะกัน แต่อยู่กับเค้านุ่นจะเป็นป้าแก่ๆ เค้าบอกว่านุ่นหน้าตาอายุ 25 แต่ทำตัวอายุ 40 กว่า" แล้วเค้าเป็นแบบไหน? "เค้าก็เหมือนเด็ก ดูแล ห่วงใย ถ้าคนนึงอารมณ์เสีย อีกคนก็จะอารมณ์ดี คนนึงฟัง อีกคนนึงระบาย ถ้าเป็นผู้ชายอาจจะมองว่า ยัยนี่พูดมากจัง เวลาเราคุยว่าไปโน่นนี่มา หรืออะไรอาจจะไม่ตั้งใจฟัง" ตั้งแต่คบสาวหล่อคนนี้ ยังมีหนุ่มๆเข้ามามั้ย? "นุ่นไม่ค่อยได้เจอใคร เพราะถ่ายละครตลอด มีหนุ่มๆเยอะเลย ทั้ง หนุ่ม ฉัตรชัย บี้ เคน โฬม หนุ่มไก่ หนุ่มแจ๋ว (หัวเราะ)" มีหนุ่มๆบ่นเสียดายบ้างมั้ย? "ก็เรื่องของมัน (ยิ้ม)" ตอนนี้ดูแฮปปี้กว่าตอนคบหนุ่มๆซะอีก? "ไม่หรอก นุ่นคิดว่า มันเป็นจังหวะของแต่ละคนมากกว่า ไม่อยากให้เลือกเพศ เลือกข้าง ว่าจะต้องคบผู้หญิงหรือผู้ชายดีกว่า อยู่ที่นิสัยแต่ละคน คนดีไม่เคยบอกว่าเพศไหน ถ้าเราเจอคนดีก็โชคดีแล้ว ก็อยากให้รักษาเอาไว้".


วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2552

Eternal Summer : เพื่อนรัก-รักเพื่อน

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


ดูหนัง Eternal Summer (2006) หนังวายเรื่องดังที่มีชื่อเพราะๆ ในภาษาไทยว่า “หนึ่งฤดู สองรัก สามเรา” แล้วมีคำถาม

ไม่ใช่ “เค้าเป็นเกย์กันตั้งแต่เมื่อไหร่” แต่เป็น “ความรักมันเกิดขึ้นตอนไหน”


หนังไต้หวันเรื่องนี้เล่าเรื่องของเพื่อน 3 คน เริ่มต้นที่เด็กผู้ชายสองคน เจอกันก่อนในชั้นประถม หยูโซ่เหิงเป็นเด็กมีปัญหา สมาธิสั้น ดูเผินๆ เหมือนเด็กเกเร ก็เลยไม่มีเพื่อนเลย ครูเลยต้องฝากให้ คังเจิ้นฉิง หัวหน้าห้องที่เป็นเด็กเรียนดีช่วยดูแล และเป็นเพื่อนเขาด้วย

หนังแอบบอกเราตอนนี้ว่า เจิ้นฉิง รู้สึกว่า โซ่เหิง เป็นคนพิเศษตั้งแต่ตอนนั้น เพียงแต่ว่าเขาไม่กล้าพอจะเข้าไปสัมผัสความพิเศษนั้น

คำสั่งของครูก็เลยทำให้เด็กทั้งสองได้ใกล้ชิด และเริ่มผูกสมัครรักใคร่ เป็นเพื่อนกันตั้งแต่นั้น

ดูๆ คู่นี้ก็ไม่ต่างจากเด็กผู้ชายเพื่อนซี้ทั่วๆ ไป แต่มันเริ่มมาแหม่งๆ อีตอนที่ตัวละครสาวก้าวเข้ามาเป็นสารเร่งปฏิกิริยาให้กับ เจิ้นฉิง

ตู้ฮุ่ยเจีย ย้ายมาจากฮ่องกง จึงมีบุคลิกเป็นเด็กสาวฉลาด มาดมั่น เหมือนเธอจะเริ่มปิ๊ง เจิ้นฉิง ก่อน ทั้งคู่โดดเรียนไปไทเป (เข้ากรุง) แล้วก็ค้างคืนกัน และแล้ว แม่สาวคนกล้าก็เริ่มรุกรานผู้ชายก่อน หูยย... เปิดโอกาสขนาดนี้ ถ้า เจิ้นฉิง เป็นชายแท้ สงสัยความสัมพันธ์จากเพื่อนคงได้พัฒนาเป็นแฟน

แต่ทว่า มันต้องหยุดอยู่เพียงแค่เพื่อน เพราะ เจิ้นฉิง ไปต่อไม่ได้

เจิ้นฉิง ก็รู้ตัวว่ามันชักจะแปลก เด็กผู้หญิงน่ารักในอ้อมแขนทำให้เขาเตลิดเปิดเปิงไม่ได้ แต่แค่ภาพเพื่อนรักที่กำลังเล่นบาสเหงื่อโทรมกายกลับทำให้เขาฟุ้งซ่าน เขาจึงพยายามดึงตัวออกห่าง

ฮุ่ยเจีย มาหาที่บ้าน แล้วถามเขา “เธอรักเขาใช่ไหม?”
“...เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน” เจิ้นฉิง อึ้งก่อนตอบ
“..เธอไม่อยากบอกเขาหรอ” แม่นี่ยังยิงคำถามต่อ แต่คำถามนี้ไร้คำตอบ


แค่นี้ฝ่ายหญิงก็รู้ตัวว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับหนุ่มที่เธอปิ๊งนั้นพัฒนาต่อไม่ได้ ที่พัฒนาได้ดันเป็นความรู้สึกที่ โซ่เหิง หนุ่มนักบาสสุดเท่มีต่อเธอ ซึ่งทั้งสองคนตกลงกันว่าจะปิดไว้เป็นความลับก่อน เหตุผลของฝ่ายชายคือเกรงใจเพื่อน เพราะแฟนตัวเองน่ะ เคยเป็นแฟนเพื่อนมาก่อน ส่วนฝ่ายหญิงน่ะรู้ ว่าเพื่อนรักแฟนตัวเองอยู่

เพราะความลับไม่มีในโลกหรือเปล่าไม่รู้ วันหนึ่ง เจิ้นฉิง ก็รู้ว่าเพื่อนกับเพื่อนแอบคบกันอยู่ ความรู้สึกก็เลยล้นทะลักเหมือนเขื่อนแตก ทั้งจากพื้นอารมณ์ที่เบลอ เครียด เพราะเอ็นท์ฯ ไม่ติดเหมือนเขา (คนนี้ตั้งแต่ได้ โซ่เหิง มาเป็นเพื่อนซี้ ก็ฟุ้งซ่านจนเบลอ จากที่เคยเรียนดีก็กลายเป็นแป้ก เพราะหัวจิตหัวใจคอยแต่จะบินไปจากตัวตลอดเวลา) ในขณะที่ โซ่เหิง เอ็นท์ฯ ติดได้ด้วยความสามารถทางการกีฬา และ ฮุ่ยเจีย สอบได้เอง ปีที่สองคนนี้เข้ามหา’ลัยแล้ว เจิ้งฉิง ก็ได้แต่ไปติวเตรียมเอ็นท์ฯ ใหม่

ไหนจะแอบรักเพื่อนมานาน จะบอกก็ไม่ได้ ได้แต่เก็บอัดไว้ในอก เพราะกลัวเพื่อนรับไม่ได้ เพื่อนจะมีน้ำใจตอบมามั่งหรือเปล่าก็ไม่รู้ ก็เพื่อนแฟนเป็นผู้หญิง ฯลฯ

ซึ่งก็ตลกดี เพราะความช็อกของเจิ้นฉิงดันทำให้ทำให้โซ่เหิงเข้าใจว่าเพื่อนโกรธที่เขาไปจีบแฟนเก่าเพื่อนซะได้ ในขณะที่ เจิ้งฉิง ช็อกจนเตลิดไปเจอคนที่ทำให้เขาค้นพบความเป็นเกย์ในตัวอย่างเป็นทางการ


คืนหนึ่ง เพื่อนรักเกิดได้เสียกันเพราะความเมา (เมาดิบหรือเมาสุกก็ไม่แน่ใจอีก) แม้ตอนแรกจะเหมือนการหักหาญ แต่อีกฝ่ายไม่อาจทัดทานได้ เพราะ ‘ใจ’ น่ะ เสียให้เพื่อนไปก่อน ‘ตัว’ นานแล้ว

ก็ไม่รู้นะ ว่าตื่นเช้าขึ้นมา คนเมาเขาจะจำได้ไหม ว่าเมื่อคืนทำอะไรเพื่อน

(ฮา)


ระหว่างดูหนังเรื่องนี้ คนดูอย่างเราจะถูกบิดหัวใจจากความเห็นใจ

เห็นใจน้องนางเอกสาววายแสนฉลาด เพราะจริงๆ แล้วอิฉันเชื่อว่าเธอรักทั้งสองหนุ่ม คนหนึ่งอาจอยากได้เป็นคนรัก อีกคนก็เป็นเพื่อนที่ดี เจิ้นฉิงก็น่าเห็นใจ เพราะแอบรักเพื่อนแต่ก็คิดว่าเพื่อนอยากมีแฟนเป็นผู้หญิงมากกว่า ก็เลยต้องพยายามพาตัวเองให้ห่างจากชีวิตเพื่อน ทั้งๆ ที่ไม่อยากเล้ย ส่วนโซ่เหิงสุดหล่อก็น่าเห็นใจ เพราะรักทั้งเพื่อนทั้งแฟน อยากเก็บเธอไว้ทั้งสองคน (แต่มันจะเป็นไปได้ไง) ว่างั้น

เรื่องจะจบยังไง จากสามมันต้องเหลือสอง แต่จะกลายเป็นสองคนไหน ใครคือคนน่าสงสารที่สุด ก็ลองหามาชมกันเอง

แล้วจะช่วยอิฉันคิดหน่อยก็ได้ ว่า “ความรักมันเกิดขึ้นตอนไหน”

เพราะอิฉันเลิกคิดแล้วว่า ผู้ชายกลายเป็นเกย์ตั้งแต่เมื่อไหร่ (คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก แม้แต่ในโลกจิตก็ยังไม่มีคำตอบให้เลย) นอกจากนี้อิฉันเชื่อว่า ความรักคือความรู้สึกมหัศจรรย์ที่เกิดได้โดยไม่เลือกเพศ ตอนนี้จึงสงสัยอยู่แค่ว่า ความรักมันเกิดเมื่อแรกพบเลย หรือว่ามันเกิดหลังจากที่คนเราคบๆ กันไปแล้วเรียนรู้กันมากขึ้น เมตตา-อารี ดูแลมากขึ้น มีการให้ และรับกันมากขึ้น มันจึงงอกงามขึ้นเหมือนกับเมล็ดพันธุ์ที่ได้ดินดี ได้แสงแดด และได้น้ำรด


ทำไมต้องคิดน่ะหรอ

ก็เพราะบางที ถ้าเรารู้ว่าความรักมันเกิดขึ้นได้ยังไง ชีวิตที่เหลือของเราอาจจะไม่ขาดรักอีกเลยไง





บันทึก
• ‘หนังวาย’ คืออะไร บอกสั้นๆ ได้ว่าหมายถึงหนังที่เล่าเรื่องราวความรักของคนเพศเดียวกัน ซึ่งเรื่องราวความรักของคนเพศเดียวกัน หรือที่เรียกกันในอีกคำว่า ‘รักร่วมเพศ’ ที่เล่าผ่านหนังวายก็ไม่ได้แตกต่างแปลกประหลาดพิสดารไปจากความรักของคู่รักต่างเพศเลย พูดอีกทีก็คือมีทั้งฉาก 'รัก' และ 'ร่วมเพศ' เหมือนกันนั่นแหละจ้า
• ทราบแล้วว่าหนังวายเป็นยังไง คงเข้าใจได้ไม่ยากว่า ‘สาววาย’ ก็คือสาวๆ ที่หลงใหล และอิน(มากๆ)ไปกับตัวละครที่เป็นคนรักเพศเดียวกันพวกนี้ พวกเธอจะตามเสพเรื่องราวเหล่านี้อย่างซีเรียส จริงจัง ไม่ว่าจะเป็นในรูปของหนัง หรือมังงะ (การ์ตูน)
• อิฉันเองก็จัด (ตัวเอง) ให้เป็นสาววายอย่างอ่อนๆ ดูหนังเรื่องนี้ไปยังคิดถึง Happy Together หนังวายตัวแม่ขึ้นมาติดหมัด
• น้องนางเอกของเรา (Kate Yeung) นั้น แม้จะมีจมูกซิลิโค้น-ซิลิโคน แต่มีตากลมเป็นประกาย ปากสวยอิ่ม และช่วงขาสวยดี, หยูโซ่เหิง (Chang Hsiao-chuan) หน้าตาเท่ดี ผิวสีแทน แถมยังมีแผงอกน่าลูบไล้โคตรๆ, ส่วน คังเจิ้นฉิง (Bryant Chang) เป็นคนที่ดูเกย์ที่สุดแล้ว ทั้งท่าทางและแววตา
• ผู้กำกับหนังเรื่องนี้คือ Leste Chen ซึ่งถือเป็นผู้กำกับหนังที่โดดเด่นคนหนึ่งของวงการหนังไต้หวันยุคใหม่
• ขอออกตัวไว้ก่อน สำหรับคนที่อ่านรีวิวแล้วอยากดูมั่ง (ตาหลอด) ว่า หนังเรื่องนี้มีคนรอดูอยู่แล้ว 1 คน จะจัดส่งให้หลังสงกรานต์จ้า




วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2552

MILK : all men are created equal !!!

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


ก่อนอ่านขอถามหน่อย ตอนนี้คุณอายุเท่าไหร่กันแล้ว?

ไม่ได้ตั้งใจจะแสดงความก้าวร้าวก้าวล่วงเรื่องอายุ แค่นึกถึงฉากบนเตียง ในคืนที่ Harvey Milk (Sean Penn) กับ Scott (James Franco) หลังจากที่ทั้งสองเพิ่งจะพบกัน ในวันที่มิลค์อายุครบ 40 ปี พอดี

เขาเปรยกับหนุ่มข้างกายว่า 'เป็น 40 ปีที่ไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน’
(“Forty years old and I haven't done a thing that I'm proud of.”)

แต่จากนั้นไม่กี่ปี เขาก็ได้ทำอะไรที่โคตรเป็นชิ้นเป็นอัน ด้วยการทุ่มชีวิตทั้งชีวิต ซึ่งแม้จะเป็นแค่ชีวิตของเกย์ (แถมแฟนล้อว่าแก่แล้วอีก) คนหนึ่งในยุค ’70s ยุคที่สิทธิเสรีภาพของเกย์อเมริกันชนยังไม่มีคนมองเห็น แต่ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นทางแห่งความสำเร็จ และทั้งๆ ที่ก็กลัวตายเหมือนคนอื่น แต่ มิลค์ก็สามารถก็ทำให้สิทธิเสรีภาพที่เมื่อวันก่อนไม่มีใครมองเห็น กลายเป็นสิ่งมีตัวตนและกลายเป็นที่ยอมรับ ที่เคารพ เช่นเดียวกัน โดยไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าสิทธิของมนุษย์อื่นๆ ที่จ่ายภาษีให้อเมริกาเหมือนกัน

มันเริ่มมาจากความอดรนทนไม่ไหวที่เห็นเกย์ถูกรังแก

“My name is Harvey Milk and I'm here to recruit you!” มิลค์ยืนบนเวที เพื่อเสนอตัวเป็นตัวแทนของเกย์ เขาร้องขอเสียงสนับสนุนจากเกย์ และขอร้องให้เกย์แสดงตัว ให้เลิกเป็นอีแอบ คอยซ่อนตัวแต่ในตู้เสื้อผ้า แต่ออกมาแสดงตัวตนที่แท้จริงให้คนรอบข้างยอมรับ ว่าตัวเองเป็นอะไร..ใช่ เราเป็นเกย์ แต่เราไม่ใช่คนป่วย ไม่ใช่ภาระ เราเป็นคนคนหนึ่งในสังคม ที่ทั้งรับ และให้อะไรๆ กับสังคมได้ไม่ต่างจากคนอื่นๆ


“All men are created equal.” ในมิลค์โค้ตประโยคนี้จากรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา “No matter how hard you try, you can never erase those words.” เขาเตือนไม่ให้เกย์ลืมที่จะนับถือตัวเอง ในขณะเดียวกัน เขาบอกเพื่อให้ทุกๆ คนในสังคมฉุกคิดว่า ที่แท้แล้วคนทุกคนมีความเป็นคนเท่าๆ กัน (ในสายพระเนตรของพระเจ้า-มิลค์อาจจะหมายถึงเช่นนี้) ดังนั้น ต้องนับถือคนอื่น เท่ากับที่นับถือตัวเอง--บอกตรงๆ ว่าอิฉันเป็นต่างชาติศาสนาที่นับถือปรัชญาข้อนี้ของชาวอเมริกันมาก ใช่ เราทุกคนมีความเป็นคนเท่าเทียมกัน สมควรจะได้รับเกียรติและศักดิ์ศรีเท่าๆ กัน และไม่มีใครที่สมควรมีสิทธิ์มาแบ่งแยกว่า เราควรได้เท่านี้ คนอื่นควรได้เท่านั้น

(อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำพูดของกัปตันเรือเชลซีผู้มีรอยสักรูปนกฮัมมิ่งเบิร์ดบนต้นแขนใน The Curious Case of Benjamin Button ตอนที่่บอกกับเบนจามินว่า อย่าให้ใครมาบอกว่า คุณ(จะต้อง)เป็นอะไร)

ดูหนังเรื่องนี้แล้ว อิฉันบังเกิดหลายอารมณ์... ตัวลอยไปกับความรักอีกแล้ว (ใช่ แม้จะเป็นรักของเกย์ แต่มันก็เป็นความรักนะ) อึดอัดใจแทนคนกลุ่มน้อย ที่แค่ไม่เหมือนคนกลุ่มใหญ่ในสังคม ก็ถูก discrimination กันง่ายๆ (แต่ในสังคมมักเกิดเรื่องอย่างนี้เสมอ จริงไหม?) รวมทั้งความรู้สึกปลาบปลื้ม ภูมิใจไปกับวิถีการต่อสู้ทางการเมืองแบบอเมริกัน

มันช่างมีคุณค่าที่ยิ่งใหญ่นัก การที่ชีวิตของคนคนหนึ่งแลกได้กับความสามัคคี การรวมกลุ่ม เพื่อที่จะรักและให้กำลังใจกัน ดูแลจิตใจซึ่งกันและกันให้เข้มแข็งอย่างที่เห็นในหนัง

มิลค์ทำได้อย่างไร? เขาเอาเรี่ยวแรงและความเข้มแข็งมาจากไหน?

ดูเหมือนคำตอบจะอยู่ในเทปที่เขาอัดทิ้งไว้
“Without hope, life's not worth living.”



ป.ล. จากคำตอบข้างบน คุณคิดว่า ....ปีของคุณ ได้ทำอะไรให้ตัวเอง 'proud of' หรือยัง?



บันทึก
• หนังเรื่องนี้เป็น Biography ของ Harvey Milk เกย์อเมริกันนักการเมืองผู้ออกมาทวงสิทธิและเสรีภาพแทนเกย์ในยุค ’70s
• ชอบวิธีที่มิลค์จีบสก็อตจังเลย
• ทำไมไม่รู้สึกรังเกียจฉากรัก หรือฉากจูบของเกย์สักนิด แถมอินได้อีก (สงสัยเราจะเป็นสาววายจริงๆ)
• ไม่สงสัยทำไมฌอน เพนน์ ได้ออสการ์ เล่นเป็นดาวน์เราก็เชื่อว่าเป็นดาวน์ เล่นเป็นเกย์ กิริยาอาการก็เชื่อเลยว่าเกย์ จะจูบ จะกอด จะฟัดคู่ขา เราก็เชื่อว่าเขาฟีลอย่างนั้นจริงๆ ช่างเป็นคนที่เกิดเมาเพื่อสิ่งนี้โดยแท้
• หนังเรื่องนี้กำกับโดย Gus Van Sant ผู้กำกับ To Die For แล้วก็ Paris, je t'aime
• เชื่อว่าผู้ชายหลายคนจะพลาดหนังดีเรื่องนี้ เพียงเพราะรับไม่ได้กับฉากรักของเกย์
• ยังคงไม่ได้ดู The Reader...จะอดดูไหมคระเนี่ย?


วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2551

Reinas: แม่จุ้น จัดงานแต่งให้ลูกเกย์

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Comedy
Reinas (แปลว่าราชินี-พหูพจน์) หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า Queens (2005) เป็นผลงานการกำกับของ Manuel Gómez Pereira ซึ่งลงมือเขียนบทร่วมกับ Yolanda García Serrano เป็นหนังเกย์แนวขำขันที่นำเสนอประเด็นเกี่ยวกับชีวิตเกย์ในกรุงมาดริด ประเทศสเปนไว้อย่างน่าสนใจ

ดูเหมือนบรรดาผู้กำกับสเปนจะสนใจเรื่องราวชาวเกย์เสียจริง จะเป็นด้วยว่าเขา (บรรดาผู้กำกับ) เป็นเกย์กันไม่น้อยหรือไม่ก็ตาม การหยิบเรื่องราวของเขาเหล่านี้มาร้อยเรียง เล่าผ่านภาพยนตร์ก็ทำให้เราได้รู้ได้เห็นแง่มุมที่แปลกต่าง หลากหลาย และโรแมนติก ไม่ต่างกับเพศแรก และเพศที่สอง ในประเทศอื่นๆ เลย

อย่างในเรื่องนี้ เขาเล่าถึงการแต่งงานหมู่ของเกย์ซึ่งกำลังจะมาถึงในอีก ๒-๓ วัน โดยโฟกัสไปที่คู่รัก ๓ คู่ และพ่อแม่ของพวกเขา

เรื่องยุ่งๆ ในหนังเกิดจากการที่บรรดาแม่ๆ เดินทางมาร่วมงานแต่งของลูก พฤติกรรมมากรักของเกย์เอง ความรู้สึกผิดกับการนอกใจคนรัก การถูกท้าทายจากคนเป็นพ่อว่า รู้ได้ไงว่าตัวเองชอบผู้ชาย ในเมื่อยังไม่เคยลองมีอะไรกับผู้หญิง การค้นพบความรู้สึกที่ต้องตรงกัน ภายหลังสลัดความไม่เข้าอกเข้าใจเนื่องจากช่องว่างของฐานะทางเศรษฐกิจและหน้าตาในสังคมไปได้ อีโก้บนโต๊ะทำงานของผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับความสัมพันธ์บนเตียง (ตอนผัวของเธอไม่อยู่-ฮ่าฮ่า) ฉะนั้น อย่าเอาเซ็กซ์มาแบล็กเมล์ฉัน (อันนี้ช้อบม้ากกกก)

อีกประเด็นที่น่าประทับใจการยอมพูดความจริงของแม่คนหนึ่ง ว่าตัวเองมีอะไรกับว่าที่คู่แต่งงานของลูกชาย (ซึ่งก็เป็นเกย์เช่นเดียวกับลูกตัวเอง) เพราะตัวเองมีปัญหาทางจิต ชอบมีความสัมพันธ์กับผู้ชายที่เพิ่งรู้จัก ในสถานการณ์ที่ไม่น่าจะมีอะไรด้วย

ต่อให้เป็นสเปน จุดที่วิถีชีวิตรักแบบเกย์ ได้รับการยอมรับเท่าๆ (จริงๆ คงไม่เท่าหรอก) กับวิถีชีวิตของคนปกติเพศ แต่เรายังได้เห็นว่า เอาเข้าจริงแล้วคนเป็นพ่อเป็นแม่นั้น ไม่มีใครอยากให้ลูกเป็นเกย์เล้ย เลือกได้ก็อยากให้มีคนรักต่างเพศแบบลูกคนอื่นเขานั่นแหละ

แต่เอาเข้าจริงอีกที พ่อแม่ก็รักลูกเสมอ ปรารถนาให้ลูกได้มีความสุขเท่าที่เขาจะพึงมี

..ทั้งนี้ ไม่ว่าลูกของตัวเองจะเลือกเพศอะไรก็ตาม


บันทึก:
-หนังเรื่องนี้รวมรวมนักแสดงหญิงระดับดีว่าของเสปนไว้ถึง ๕ คน คุ้มนะยะ (รู้สึกจะซื้อดีวีดีมา ๗๙ บาท)
-คิดว่า Reinas หรือราชินี ซึ่งเป็นชื่อหนังเรื่องนี้จะหมายถึงแม่ทั้ง ๕ คนของคู่แต่งงาน (ผู้ปกครองของอีกคนเป็นพ่อน่ะ)
-เขียนบทดีอะ (รู้สึกผู้กำกับสเปนชอบเขียนบทให้เล่นกับเวลาจัง)
-แอบได้ยินไดอาล็อกของเชฟนักสไตร๊ค์ (เรื่องปกติในยุโรป) กระแนะกระแหน๋ว่าที่เกย์เหล่านี้ได้แต่งงานแต่งการออกหน้าออกตากันก็เพราะว่าเป็นเกย์รวย (ก็จริงนะ ไม่มีใครในเรื่องนี้เป็นเกย์ชั้นปากกัด-ตีนถีบเลย) หรือว่าจริงๆ แล้วแม้จะได้รับการยอมรับและให้เกียรติ แต่เกย์ในสเปนยังมีการแบ่งเลเวลกันอยู่
-ยังคงซึ้งกับรักของเกย์ได้เสมอ
-บทรักของเกย์ก็ยังทำให้หวิวได้เหมือนเดิม (ทั้งเรื่องมีแค่ ๔ วินาทีเอง)
-ชอบหนังสเปนเพราะมันพูดถึงเซ็กซ์ในลักษณะที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องต้องห้ามที่ต้องเก็บไปคุยหลังไมค์ อีกอันก็คือ ผู้กำกับหนังสเปนเข้าใจล้วงลึกเข้ามาถึงใจคนดูอย่างนี้แหละ

วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ชีวิตสัตว์โลก ตอน เรื่องที่ผู้ชายและผู้หญิง(ยัง)ไม่เข้าใจ



สมัยเรียน จิ๊นส้ม กระต่าย และไฟฉาย เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันมานาน

ตอนเด็กๆ เพื่อนๆ กลุ่มนี้สนิทสนมกลมเกลียวกันไม่น้อย
โดยเฉพาะกระต่ายและไฟฉายเคยสนิทกันมากกว่าเพื่อน (เหมือนแฟนหรือป่าวไม่แน่ใจ) ซะด้วย

เรื่องราวมันเป็นไปตามสัจธรรมข้อที่ว่า เมื่อเรียนจบต่างคนต่างก็ต้องแยกย้ายกันไปคนละทิศทาง โดยที่จิ้นส้มและไฟฉายยังติดต่อกันเรื่อยๆ ผ่านระยะทางห่างไกลด้วยอีเมล์บ้าง เอ็มเอสเอ็นบ้าง โทรศัพท์บ้าง แต่ยังไม่เคยถึงกะใช้โทรจิตคุยกัน

วันหนึ่ง จิ๊นส้มเขียนอีเมล์ฉบับหนึ่งหาไฟฉาย
ดิฉันแอบไปเห็นเข้า และคิดว่ามันมีเรื่องราวที่ดิฉันเองก็ยังไม่เข้าใจอยู่ในนั้น เลยแอบขโมยมาเล่าต่อ
เผื่อใครจะมีคำตอบให้บ้าง


จิ๊นส้ม: แก

วันนี้ต่ายโทรมาว่ะ ไม่ได้คุยกันตั้งนาน นึกว่ามีอะไร

ปรากฏว่ามันโทรมาชวยไปดูละครเวที Man of la Mancha ล่ะแก

แต่ชั้นตัดสินใจไม่ได้ว่าจะชวนใครไปดูด้วยดี แบบว่าเพื่อนเยอะ

ก็เลยโทรบอกต่ายว่า เพื่อนชั้นแม่_อยากดู(ฟรี)ทุกคน

งั้นชั้นไม่ไปดีกว่านะ เกรงใจแก

ไอ้ต่ายก็ใจดีเหลือหลาย บอกว่า ไม่เป็นไรแก ชั้นมีตั๋วเยอะ

ถ้าแกเปลี่ยนใจก็โทรหาชั้นนะ

...แกดูมันสิ

 

แกเสียดายไหม

ที่ปล่อยต่ายมันไปมีแฟนเป็นผู้หญิง?

เหอ เหอ

 

ไฟฉาย: เกี่ยวอะไรว่ะ
ยังไงมันก็ยังเป็นเพื่อนอยู่นิ

ชั้นละสงสัย ทำไมพวกมันมีแฟนเป็นผู้หญิงกันหมด
 
 
จริงๆ เวลาชั้นสงสัยว่าทำไมมีแฟนเป็นผู้หญิง
ชั้นก็สงสัยตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมต้องสงสัยว่ะ

 

จิ๊นส้ม แกอย่าเว่อ
ชั้นแค่อำ

ชั้นเหมือนจะเข้าใจนะ ว่าทำไมพวกมันหันไปคบหญิง

แค่คิดไม่ตก ว่าตอนไหนที่เป็น turning point

อะไร ทำไม และอย่างไร?

แต่ชั้นไม่สงสัยนะ ว่าทำไมแกสงสัย
และทำไมชั้นสงสัย

เรื่องธรรมดาว่ะ ที่คนเราจะคบเพศเดียวกัน
และเรื่องธรรมดา ที่เราจะไม่เข้าใจ
บางทีชั้นยังไม่เข้าใจเลย
ว่าทำไมตัวเองไม่หันไปคบเพศเดียวกันมั่ง

บางทีอาจจะได้รับการดูแลดีกว่านี้

มีรักที่หวานฉ่ำกว่านี้ก็ได้


ดูเหมือนว่าไฟฉายไม่ได้ตอบกลับมา แต่หันไปคุยในหัวข้ออื่น ว่าด้วยเรื่องอื่นๆ ต่อไป
เรื่องที่ทั้งสองยังไม่เข้าใจ ก็เลยยังคงเป็นเรื่องที่ไม่เข้าใจต่อไป

แต่ถึงจะไม่เข้าใจ ทั้งสองก็ยอมรับและเคารพในสิ่งที่เพื่อนเลือกโดยไม่มีความข้องใจอะไร