แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ animalfarm แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ animalfarm แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553

โ ม โ ห






กดชัตเตอร์ด้วยมือไม้สั่นเทา เมื่อเช้านี้เอง

วันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2553

ถ่างใจให้กว้าง : ถ้าไม่อยากเป็น "ชนชั้นกลาง" ต้องเป็น "ไพร่" งั้นหรอ?


อาหารสมอง
อ่านเพิ่มเติม(รวมทั้งความคิดเห็นต่อบทความนี้)ได้ที่ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1271232137&grpid=01&catid

........................................................................................

วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2553
 เวลา 21:00:00 น.  มติชนออนไลน์


เมื่อผู้กำกับ "รักแห่งสยาม" เขียนจดหมายตอบน้องเรื่องผลกระทบจากเหตุการณ์ 10 เมษายน

... เพราะภราดรภาพในใจของคนถูกปลุกขึ้นมาแล้ว อุดมคติแห่งความเท่าเทียมเริ่มคุกครุ่นในใจของผู้คนที่ถูกกดขี่ข่มเหง และถูกปลุกเร้าด้วยความชิงชังของชนชั้นกลางที่ถูกดึงไปเปนเครื่องมือของชน ชั้นสูงอย่างเต็มตัว...

หมายเหตุ "ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล" หรือ "มะเดี่ยว" ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง "รักแห่งสยาม" รวมทั้งหนังสะท้อนปัญหาสังคมไทยในยุคปลายรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร หลาย ๆ เรื่อง เช่น "คน ผี ปีศาจ" และ "13 เกมสยอง" ได้เขียนจดหมายตอบกลับไปยังเพื่อนรุ่นน้องที่เข้ามาระบายอารมณ์ความรู้สึก ผิดหวังเสียใจกับปฏิกิริยาของคนรอบข้างที่มีต่อเหตุการณ์นองเลือดในวันที่10 เมษายน โดยเขาได้นำเนื้อหาในจดหมายดังกล่าวไปโพสต์ไว้ในเว็บล็อกส่วนตัว http://mdsponx.spaces.live.com มติชนออนไลน์เห็นว่าจดหมายของชูเกียรติมีเนื้อหาน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ดังต่อไปนี้

 

//////////


13 เมษายน


โยนิโสมนสิการ
 

จากที่ได้ป่าวประกาศไปในเฟศบุคว่าจะทำรายการตอบคำถาม ก็มีผู้คนส่งคำถามมามากมาย มีไม่น้อยที่เปนคำถามเกี่ยวกับสังคมและการเมือง จะอ่านตอบลงไปในยูทูปก็เกรงใจเพราะว่าในการดำเนินรายการหมายมุ่งว่าทำเพื่อความบันเทิงเริงใจ การค้นหาความจริงทางสังคมและการเมืองตอนนี้มีผู้คนออกมาแสดงความเห็นกันมากมายอยู่แล้วจึงปล่อยให้เปนหน้าที่ของท่านเหล่านั้นไป


หาก แต่ก็ยังมีความกลัดใจอยู่ไม่น้อยในประเด็นความขัดแย้งแลความเศร้าที่ต้องมี ผู้คนเสียชีวิตบาดเจ็บไปในเหตุการณ์จึงหยิบจดหมายของน้องคนหนึ่งที่เขียนมา ในใจความถามว่า เขาควรทำอย่างไรดีเมื่อเริ่มขัดแย้งกับเพื่อนในเฟศบุคเกี่ยวกับการเมือง ทั้งที่เปนเพื่อนสนิทที่นิสัยดี พอความขัดแย้งเกิดขึ้นเขาและเธอว์เหล่านั้นต่างแสดงตัวตนที่โหดเหี้ยมอำมหิต ออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อจดหมายส่งมาถึงข้าพเจ้าหลายวันหากแต่ยังไม่ได้ตอบ แล้วไม่นาน น้องคนนั้นก็นำไปเขียนลงบลอกด้วยความสับสนว้าวุ่นใจ แฝงความทุกข์ใจที่เสียเพื่อนอยู่ในที เจือระคนด้วยความโกรธเคืองอยู่บ้าง ข้าพเจ้าเชื่อว่าความโกรธนั้นไม่ได้มุ่งหมายไปที่ตัวบุคคล แต่ยังแผ่ลามไปถึงสังคม แลทุกสิ่งที่ปลูกความคิดอัปยศเหล่านั้นให้เพื่อนของเขา จึงขอเชิญทุกท่านเข้าไปอ่านในบลอกนี้ ก่อนที่จะอ่านจดหมายตอบกลับของข้าพเจ้าต่อไป


http://nanoguy.exteen.com/20100412/entry


จดหมายถึงน้อง


ตี้น้องรัก


จากคำถามสั้น ๆ วันก่อนที่เธอว์ได้ถามพี่มา บัดนี้ได้แจกแจงรายละเอียดจนเห็นภาพชัดแจ้ง โดยที่ไม่ต้องจินตนาการใด ๆ เพราะรอบข้างตัวพี่ ตัวเรา ตัวเขา ตัวเธอว์ เหล่านั้นเราต่างประสบปัญหานี้กันทั้งสิ้น แม้แต่ตัวพี่เองที่วันนี้คงพูดไม่ได้แล้วว่าเปนกลางทางการเมือง


การออกตัวว่าเห็นด้วยกับกลุ่มคนเสื้อแดงเปนเรื่องที่สุ่มเสี่ยงอย่างมากในสังคมกรุงเทพสาธารณะ(ในที่นี้หมายถึงในโลกไซเบอร์นี้ด้วย) เพราะเราจะถูกชี้หน้าด่าทันทีว่าเปนลิ่วล้อของทักษิณ เปนคนโง่ที่ถูกล้างสมอง ไร้การศึกษา ชีวิตมีค่าเพียงธุลีดิน และถูกเกลียดชังไปในทันที แต่พี่ว่าการออกตัวอย่างชัดเจนยังดีกว่าการออกตัวว่าเปนกลางแล้วซ่อนความยินดีอำมหิตอยู่ภายในอย่างคนที่ตี้ได้เจอคนพวกนี้เขาไม่ถามเราหรอกว่าทำไมเราถึงเห็นด้วยกับเสื้อแดง เหมือนที่เขาตอบเราไม่ได้เหมือนกัน ว่าทำไมถึงเกลียดทักษิณ แล้วส่วนใหญ่ก็จะอธิบายไม่ได้ด้วยว่าทักษิณทำผิดอะไร มักจะเชื่อเพราะเขาบอกมา เชื่อเพราะเขาพูดกัน เชื่อเพราะสื่อชี้ให้เห็นเปนแบบนี้ และที่น่าเศร้า เชื่อ เพราะกลัวจะถูกหาว่าไม่ฉลาดทันคน


พี่ทำหนังวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลทักษิณมาตั้งแต่ก่อนเรียนจบ มหาวิทยาลัยจนถึงเรื่องสิบสามเกมสยองก่อนที่รัฐบาลของเขาจะถูกรัฐประหารใน คืนที่ถ่ายทำมิวสิควีดีโอเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ส่วนใหญ่ที่พูดถึงในเนื้องานคือเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสงครามยาบ้า อันเปนนโยบายของรัฐบาล เรื่องการแทรกแซงสื่อและนโยบายประชานิยม พี่ไม่ค่อยกล้าแตะเรื่องการเลี่ยงภาษีหรือการทุจริตต่าง ๆ ที่เขายกมาเปนประเด็นในช่วงท้าย ๆ ของการดำรงตำแหน่งนั่นเปนเพราะว่าพี่ไม่เข้าใจระบบภาษี ไม่เข้าใจวิธีการฟอกเงิน การวิพากษ์วิจารณ์สิ่งใดที่เราไม่รู้แจ้งจึงไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่นักเพราะวันหนึ่งสิ่งต่าง ๆ อาจจะย้อนมาหาตัวเราเอง อนึ่ง หากจะพูดเรื่องภาษี พี่ก็ยังเห็นคนรอบข้างตั้งหลายคนพยายามหลบเลี่ยงภาษีด้วยวิธีต่าง ๆ นานาเช่นกันและที่ไม่น่าพูดถึงเลยก็มีคนในประเทศนี้ตั้งหลายคนที่ไม่ต้องเสียภาษีและก็ใช้ทรัพยากรเดียวกันบนผืนแผ่นดินไทยรวมถึงพี่ด้วย ที่บางอารมณ์เมื่อนึกถึงความทุจริตที่เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าในหน่วยงานของรัฐ พี่ก็ไม่อยากจะเสียภาษีเหมือนกัน แต่ก็เลี่ยงไมได้เพราะหัก ณ ที่จ่ายเงินทุกครั้งเมื่อพี่ได้รับค่าจ้าง


เราคงไม่ต้องอธิบายแรงผลักดันในการออกมาต่อสู้ของชนชั้น รากหญ้าให้เสียเวลาเพราะมีคนได้อธิบายไปแทบจนหมดสิ้นแล้วแต่คนส่วนใหญ่ใน เมืองก็ยังเลือกที่จะไม่เข้าใจอาจจะเปนเพราะชาวนาในความคิดเขาก็ยังเอาควาย ไถนาเกี่ยวข้าว สวมงอบกันเหมือนในโปสการ์ดของการท่องเที่ยวฯ ความยากจนและการถูกกดขี่มันเปนอย่างไรคงยากจะจินตนาการถึงในสังคมของผู้ที่ ร้องเรียนทุกอย่างได้ผ่านทางอินเตอร์เน็ตตั้งแต่เรื่องของแถมจากการชิงโชค สินค้าไปจนถึงโดยแย่งอาหารในชาบูชิบุฟเฟต์ ไม่ว่าจะให้ข้อมูลอย่างไร การชุมนุมของคนเสื้อแดงเปนการทำลายธุรกิจ การใช้จ่ายอันศรีวิไลซ์และความสำราญสะดวกสบายของเขาเหล่านั้น มากกว่าจะเปนการเรียกร้องความเปนธรรมทางการเมืองที่เขาถูกลิดรอนมาหลาย ทศวรรษแล้ว


มีคำถามของน้องคนหนึ่งชื่อ "ปาริณ" ถามได้น่าสนใจว่า "ใครคือชนชั้นกลาง" เปนคำถามที่ดีมากสำหรับเด็กมัธยมผู้ใฝ่รู้ จริงแล้วแต่ละสาขาก็มีอรรถาธิบายต่อคำว่าชนชั้นกลางของตัวเอง ทางรัฐศาสตร์ก็แบบนึง เศรษฐศาสตร์ก็แบบนึง สังคมศาสตร์ นิเทศศาสตร์ก็อีกแบบนึงแล้วแต่จะพูดไป แต่สรุปรวมคำอธิบายในแบบของพี่ ชนชั้นกลางคือผู้ที่อยู่อาศัยในเขตเมือง ทำงานอยู่ในระบบธุรกิจ จุดมุ่งหมายของชนชั้นกลางคือการถีบตัวไปสู่ชีวิตที่สูงขึ้นในระดับชนชั้นสูง คนพวกนี้มีความอ่อนไหวเปราะบางทางความรู้สึกเพราะชีวิตของพวกเขาไม่มีความ มั่นคง เกือบทั้งหมดมีหนี้สิ้น ไม่ว่าจะเปนบ้านหรือรถ หรือธุรกิจ ดังนั้นไม่แปลกที่พวกเขาจะมีความกังวลในใจตลอดเวลาเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการ เมืองและต้องการหาแหล่งอำนาจไว้พึ่งพิงชนชั้นกลางอ่อนไหวกับข่าว เชื่อสื่อง่ายโดยเฉพาะสื่อทางเลือกอย่างเช่น อินเตอร์เน็ต และเคเบิลทีวีพวกเขาพร้อมใจจะเชื่อฟอร์เวิร์ดเมล์ ข่าวซุบซิบ หรืออะไรก็ตามที่ขึ้นต้นว่า "ข่าววงใน" สิ่งที่พวกเขากลัวคือการตามไม่ทันกระแส โดยเฉพาะยุคแห่งข้อมูลข่าวสารนี้ใครรู้ก่อน ปล่อยข่าวได้ก่อน ย่อมได้รับการยกย่องราวกับเปนกูรู ข้อพิสูจน์นี้เห็นได้จากรายการแฉที่ได้รับความนิยมมากมาย พิธีกรหรือนักเขียนที่มีชื่อเสียงในการแฉไม่ว่าจะเปน มดดำ ซ้อเจ็ด หรือช่องเคเบิลใด ๆ ที่เปิดแล้วมีแต่กระเทยมาเม้าธ์กัน ตอนนี้มีมากมายและได้รับการยกย่องเสียด้วย ในขณะที่เราถูกสอนว่าการนินทาผู้อื่นนั้นไม่ดี โดยเฉพาะคนที่ไม่รู้จัก แต่ทำไมถึง...


ช่างมัน เรามานินทาชนชั้นกลางกันต่อ ด้วยรู้จุดอ่อนข้างต้น ชนชั้นปกครองจึงหลอกเอาขนมผสมน้ำยาได้โดยง่าย ด้วยสื่อที่เปนของทหารและรัฐเกือบทั้งหมดเขาจะทำให้เราเชื่ออะไร รักอะไร เกลียดอะไรได้โดยง่าย เรียนนิเทศมาสื่อแบบนี้เขาบอกว่าเปนสื่อของรัฐบาลเผด็จการทหาร ไม่ใช่สื่อของเสรีนิยมประชาธิปไตยอย่างที่เราเชื่อกัน เพราะถ้าเปนเช่นนั้นจริง ฟรีทีวีเราคงมีมากกว่าสิบช่องให้มีการแข่งขันเสรีมากกว่าจะต้องทนดูอะไรห่วย ๆ โง่ ๆ ไร้รสนิยม ที่รัฐและนายทุนสื่อที่มีอยู่ไม่กี่เจ้ายัดเยียดให้เราดูแล้วบอกว่า "ชาวบ้านเขาต้องการแบบนี้" ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาอยากดูแบบนี้หรือไม่มีปัญญาทำแบบอื่น หรือกลัวเขาจะฉลาดขึ้นมา


นอกเรื่องอีกแล้ว มาเรื่องชนชั้นกลางต่อ อย่าหาว่าเม้าธ์เลย ชนชั้นกลางไม่ค่อยแคร์ต่อความเปนไปของโลกมากนักจนกว่าจะมีปัญหาเดือดร้อนมาถึงตัว ในวัยมหาลัยเขาไปค่ายอาสากัน แต่ก็เหมือนไปเที่ยวไปกอบโกยความสนุกจากชาวบ้านแล้วก็สร้างห้องสมุด ห้องน้ำ โรงอาหารให้เขาอย่างที่เขาต้องการหรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วทุกคนก็ลืมไปสิ้นเมื่อตอนแวะตลาดซื้อของฝาก เขาไปเที่ยวชนบทเพื่อดูความเรียบง่าย พอเพียง ทางอุดมคติก่อนจะกลับมาชอปปิ้งในห้างหรูด้วยบัตรเครดิตที่หมุนเดือนชนเดือน แล้วเขาก็ด่าคนที่มาชุมนุมเหยียดหยามเขาเหมือนไม่ใช่คน ทั้งที่ผู้คนเหล่านั้นอาจจะเปนลุงป้าน้าอาที่เคยไปสร้างห้องสมุด โรงอาหารให้กับเขาเมื่อไปค่ายก็เปนได้ เขาไปวัดปล่อยนกปล่อยปลาถวายสังฆทาน แต่ไม่ฟังเทศน์ หลายคนอ่านหนังสือพระดังแต่ไม่รู้จัก "กาลามสูตร" เข้าใจว่าเปน "กามสูตร" หากลองปฏิบัติตาม กาลามสูตรที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ พี่เชื่อว่าหลายคนคงเปนอิสระจากการครอบงำทางความคิดและเกิด "โยนิโสมนสิการ" ซึ่งไม่ใช่ความยินดีในโยนี แต่ลองไปเปิดหาความหมายเอาเองเถิด


แล้วที่เม้าธ์ชนชั้นกลางมาหลายย่อหน้านี้มันตอบคำถามใดของตี้ หากตี้มีโยนิโสมนสิการแล้วก็จะเข้าใจว่า น้องคนที่เขามีความยินดีในความตายของผู้คนเหล่านั้นเขาเปนชนชั้นกลางที่ขาดซึ่งวิจารณญาณโดยแท้ อาจจะเปนความเยาว์ความเขลาของนาง หรือสื่อที่บิดเบือนโลกของนางไปให้เห็นกงจักรเปนดอกบัว เห็นความตายเปนเรื่องน่ายินดี เห็นความแตกต่างทางการเมืองเปนเรื่องที่ต้องเอามาตัดสินคนว่าโง่เง่าต่ำตม ถ้าเปนพี่ก็คงช็อคมิใช่น้อยถ้าได้เห็นการเอารูปคนตายมาหยามเกียรติและชี้ชวนกันวิพากษ์วิจารณ์ เหตุการณ์นี้มองในแง่ดีเราก็จะเห็นตัวตนที่แท้จริงของคนเหล่านั้นเหมือนกันนะตี้ มันทำให้เรามีตาทิพย์ เพราะขณะที่คนอื่นมองเห็นความศรีวิไลซ์ของน้อง ๆ เหล่านั้นว่าเปนคนรุ่นใหม่ ทันสมัย มีการศึกษาและเปนอนาคตของชาติ แต่เรามองเห็นด้านของปีศาจร้าย ความกักฬะโสมม ที่อยู่ในใจนาง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องความเชื่อทางการเมือง แต่เปนเรื่องของสภาพจิตใจมากกว่า


เมื่อไหร่ที่เรามองเห็นมนุษย์ไม่ใช่มนุษย์ เรายังเชื่อในอำนาจนิยม วันหนึ่งที่เรามีอำนาจเราก็จะกลายเปนปีศาจร้ายทำลายได้ทุกอย่างกระทั่งชีวิตคนได้อย่างสนุกสนาน คิดดูว่าแค่มีอำนาจในมือในการพิมพ์คีย์บอร์ดยังเปนได้ขนาดนี้ วันหนึ่งที่เขามีสิทธิ์ชี้เปนชี้ตายคนพวกเขาจะสนุกสนานขนาดไหน แล้วเราจะหวังอะไรกับอนาคตของชาติที่เปนแบบนี้


ความหวังเรื่องสันติยังคงมืดมน แม้ขณะที่นั่งพิมพ์อยู่นี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งก็มีมติให้ยุบพรรคประชาธิปปัตย์แล้วก็ยังไม่มีสัญญาณอะไรว่าการชุมนุมจะเลิกรา พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังขออุทธรณ์ดิ้นรนเอาชีวิตรอด หรือถึงแม้จะเลิกชุมนุมไปแล้วการหวนกลับมาของทักษิณก็อาจจะมีการชุมนุมครั้งใหม่ของอีกฝ่าย หรือแม้แต่ทักษิณถูกประหัตประหารไป แต่เชื่อไหม ความขัดแย้งในสังคมก็จะยังดำเนินต่อไป นายกรัฐมนตรีสุดหล่อเคยออกมาบอกว่าอย่าเอาความขัดแย้งระหว่างชนชั้นมาเปนเงื่อนไขในการชุมนุม แต่ในความเปนจริง ความแตกต่างระหว่างชนชั้นนั่นแหละคือปัญหาหลักของประเทศนี้


ชนชั้นสูงรู้ดี ว่าตัวเองมีอะไรอยู่ในมือและชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรหากเกิดความ เปลี่ยนแปลงชนชั้นล่างรู้ดีว่าพวกเขาต้องการอะไรและชีวิตของพวกเขามันต่ำ ต้อยแค่ไหนในระบบเผด็จการทหารห่อประชาธิปไตย (เหมือนผัดไทห่อไข่) ทุกประเทศเปลี่ยนไปหมดแล้วไม่เว้นเวียตนามและกัมพูชา เมื่อคนที่ยากแค้นลุกขึ้นมาต่อสู้กับความไม่เท่าเทียมและพวกเขาก็ชนะ พี่เชื่อว่ามันอาจจะไม่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่วันหนึ่งมันก็เกิดขึ้นแน่นอน เพราะภราดรภาพในใจของคนถูกปลุกขึ้นมาแล้ว อุดมคติแห่งความเท่าเทียมเริ่มคุกครุ่นในใจของผู้คนที่ถูกกดขี่ข่มเหง และถูกปลุกเร้าด้วยความชิงชังของชนชั้นกลางที่ถูกดึงไปเปนเครื่องมือของชน ชั้นสูงอย่างเต็มตัว


ประเทศเราไม่มีทางเปนเหมือนเดิมอีกต่อไป ในเมื่อคนถูกเสี้ยมให้เกลียดกันแล้วรอยร้าวนี้ก็ยากจะสมาน ต้องให้เครดิตรัฐบาลชุดนี้ไว้ด้วยตรงที่ขยันออกข่าวสร้างภาพความเลวร้ายของคนเสื้อแดง ใส่สีตีไข่ จนทำให้คนเกลียดกันได้มากถึงเพียงนี้ รัฐอาจจะต้องการรักษาอำนาจของตัวเองไว้อย่างเหนียวแน่น สิ่งนั้นอาจจะสำคัญมากกว่าความเข้าอกเข้าใจกันของคนในชาติ


มันอาจจะฟังดูอุดมคติ แต่จริงแล้วเมื่อคนเข้าใจกันว่าเราต่างมีหน้าที่ของตัวเองในสังคม ไม่ได้มีใครสำคัญกว่าใครเราเปนฟันเฟืองตัวหนึ่งที่มีหน้าที่ที่เท่าเทียมกันคือหมุนประเทศนี้ต่อไปข้างหน้าเราเข้าใจว่าเราเองก็ไม่อยากจน ไม่อยากลำบาก และคนอื่นก็เช่นกัน ใครก็อยากรวย อยากสุขสบาย เราจะไปบอกคนอื่นว่าเกิดมาจนก็ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงไปสิมันไม่ได้หรอก เพราะลองถามตัวเองจะให้ไปอยู่อย่างนั้นเอาไหม เราก็ไม่เอาเหมือนกัน ฉะนั้น กรุงเทพไม่ใช่ประเทศไทย คนกรุงเทพไม่ใช่เจ้าของประเทศ คนต่างจังหวัดไม่ใช่คนโง่ เขาตื่นแล้ว ความยากจนข้นแค้น มันเรียกร้องให้เขาหาคำตอบว่าทำไมชีวิตเขาถึงไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้สักที วันหนึ่งเมื่อเขาเจอคำตอบเขาก็ไม่เชื่อสื่อของรัฐอีกต่อไป พวกเขาไม่ได้เกียจคร้านและแบมือขอ พวกเขาทำงานหนักกว่าเราที่ทำงานในเมือง แต่ค่าตอบแทนมันต่างกันลิบลับ เราร้อนเราเปิดแอร์ แต่เขาร้อนนั่นคือพืชผลถูกทำลายและหมายถึงเจ๊งๆ ๆ ไม่มีจะแดก นี่คือเรื่องจริง อย่างที่สุดไม่ใช่นิยายที่แต่งขึ้นมาประโลมโลกย์ และไม่ตื้นเขินเหมือนคำตอบที่ว่าคนเสื้อแดงทั้งหมดมาเพื่อทักษิณ


เขียนมาถึงขั้นนี้ คงมีหลายคนที่เกลียดชังพี่ที่มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างออกไป ซึ่งพี่ไม่ได้โกรธคนเหล่านั้น เพราะคนเรามีความเชื่อต่างกันได้ และจะเกลียดกันก็ไม่ว่ากระไรแต่ให้ลองถามว่า คุณเกลียดชังคนมีอุดมการณ์ทางการเมืองต่างจากคุณด้วยเหตุผลอะไร หากคุณรักชาติหวงแหนผลประโยชน์ของชาติ ลองนึกถึงคำตอบหน่อยว่า ผลประโยชน์ของชาติ คืออะไร ถ้าตริตรองดูด้วยเหตุผลด้วยข้อมูลต่าง ๆ มาประสมกัน คิดโดย "ไม่ควรเชื่อ เพียงเพราะ..." แล้วยังยึดมั่นอุดมการณ์เดิมด้วยเหตุผลที่หนักแน่น เราก็ยินดีให้ด่า


พี่หวังว่าจดหมายนี้จะเปนคำตอบที่ดีให้กับตี้และน้องปาริณอยู่ไม่น้อย หวังว่าสิ่งที่กลัดใจอยู่คงจะคลายความเครียดของมันลงไปได้ในเร็ววัน อาจจะสงสัยว่าทำไมพี่ถึงเรียกชนชั้นกลางว่าพวกเขา แล้วพี่เปนชนชั้นอะไร จริง ๆ แล้วพี่ก็เปนชนชั้นกลางเหมือนกับทุก ๆ คนที่เล่นเน็ตอยู่ ณ ที่นี้แหละจ้ะ เพียงแต่บางครั้งเราก็ไม่อยากถูกเหมารวมไปอยู่ในหมวดชนชั้นกลางที่เหยียดวรรณะ เพราะถ้าเปนเช่นนั้นแล้ว พี่ยอมเปน "ไพร่" มากกว่าจะเปนคนในแดนศริวิไลซ์ที่มองเห็นคนไม่เห็นเปนคน


วิงวอนให้ทุกคนได้มี "โยนิโสมนสิการ" ในเร็ววัน


แมวโพง สีสวยดี

วันเสาร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2553

เราตากแดดร้อนกันเพื่ออะไร?






เสาร์ที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๓

ฝ่าเปลวแดดไปทำธุระแถววิภาวดี
ตั้งใจจะเดินจากสถานีบีทีเอส คือ..สงสัยเหมือนกันว่าตัวเองยังเบลอค้างอยู่ทั้งๆ ที่กลับจากญี่ปุ่นมาก็นานแล้ว แบบว่าคนที่นั่นนิยมเดิน ถ้าไม่เดินก็จะขี่จักรยาน
ฉันเองถ้ามีรองเท้าที่ใส่แล้วไม่เจ็บตีนก็เดินได้ทนอยู่ ก็เลยคิดว่าจะเดินไป

โชคร้ายที่ยังเบลอ

เพราะถ้าหายเบลอแล้วก็น่าจะฉุกคิดสักนิด แล้วก็พกร่มกันยูวีไปด้วย จะได้เดินเย็นๆ อีกนิด
ก็นี่มันบางกอก ประเทศไทย และในเดือนเมษายน

เมื่อฉันไปถึงที่ที่ไปทำธุระ ฉันดีใจที่ไม่ได้เดินตากแดดร้อนอยู่คนเดียว
ยังมีคนสวมแต่งกายด้วยสีแดงเป็นสีเด่นกลุ่มใหญ่ เขาพร้อมใจกันออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งในตอนเที่ยงเศษๆ อย่างฉัน

เขาออกมาตากแดดเพื่อส่งเสียงบอกอะไรหลายอย่าง เซ็งแซ่จนฉันงง

การที่คนเราลงทุนสละความสะดวกสบายของตัวเอง (ตรงนี้ฉันไม่แน่ใจที่จะใช้คำว่า "เสียสละ") เพื่อให้ได้มาเพื่ออะไรสักอย่าง สิ่งนั้นมันคงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่สำหรับเขา (เห็นไหมว่าฉันมองมันในแง่ของ "ปัจเจก")

เรื่องยิ่งใหญ่สำหรับใครคนหนึ่ง ควรได้รับการเคารพจากใครคนอื่นๆ สินะ


ฉันเอง เดินจากสถานีบีทีเอสหมอชิตไปที่อาคารแห่งนั่นไม่ใช่เพื่ออะไรที่ยิ่งใหญ่นัก แค่เพื่อเงิน ๒๐๐๐๐ เยน ที่จะไปขูดรีดเอาจากบางกอกแอร์เวยส์เท่านั้นเอง

เงินจำนวนนี้บางกอกแอร์เวยส์จะให้ชดเชยความไม่สะดวกสบายของผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วกรุงเทพ-ฮิโรชิม่าในตอนแรก ต่อมา เมื่อเขามีความจำเป็นจะต้องยกเลิกเส้นทางบิน จึงซื้อตั๋วการบินไทยไปลงโอซาก้า ซึ่งเป็นเมืองที่น่าเที่ยว น่าพัก คักคักมากกว่าฮิโรชิม่าให้เราแทน แค่นั้นยังไม่พอ ยังแสดงความรับผิดชอบด้วยการให้เรากลับมาเบิกค่ารถไฟชินคังเซ็นสำหรับเดินทางไปฮิโรชิม่า สำหรับผู้โดยสารที่ตั้งใจจะไปฮิโรชิม่าด้วย

คิดแล้วฉันรู้สึกละอายใจ ในการไปเพื่อเอาเปรียบเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า


...แต่ถ้าเขายังให้ ฉันก็ยินดีรับนะ

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552

แพนด้าอะกะจัง



เพิ่งรู้สึกว่าแพนด้าก็น่ารักแฮะ

โปสการ์ดชุดนี้มี ๔ แบบ
เค้าขายแผ่นละ ๕ บาท





เห็นเซนเซ (ครูสอนภาษาญี่ปุ่น) เรียกแพนด้าน้อยว่างั้น
เลยเอามาเรียกมั่ง-อยากจ๊าบ

วันนี้ไปถอยมาแล้วฮะ โปสการ์ดโหวตชื่อแพนด้าน้อย
แต่ไม่ได้กะจะได้เงินล้านกะเค้าหรอก

กะจะลองส่งให้เพื่อนขำๆ


ดูซิ..จะถึงไหม





หมายเหตุ: อะกะ แปลว่าสีแดง คนญี่ปุ่นเลยเรียกเด็กทารก (เกิืดมาใหม่ตัวแดงๆ) ว่า "อะกะจัง" ฮะ

(อ้อ ขออภัยที่สีเน่าฮะ เนื่องจากใจร้อน ไม่อยากรอถ่ายใหม่ดีๆ กะเดย์ไลต์ในวันพรุ่งนี้
ก็เลยต้องทนดูกันไปในสีเน่าๆ อย่างนี้แหละนะฮะ)

(อ้อ ของจริงก็ไม่ได้สวยมากมายอะไร พิมพ์ก็พิมพ์ถูกๆ รูปก็ไม่สวยอีกตะหาก)


วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2552

MILK : all men are created equal !!!

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


ก่อนอ่านขอถามหน่อย ตอนนี้คุณอายุเท่าไหร่กันแล้ว?

ไม่ได้ตั้งใจจะแสดงความก้าวร้าวก้าวล่วงเรื่องอายุ แค่นึกถึงฉากบนเตียง ในคืนที่ Harvey Milk (Sean Penn) กับ Scott (James Franco) หลังจากที่ทั้งสองเพิ่งจะพบกัน ในวันที่มิลค์อายุครบ 40 ปี พอดี

เขาเปรยกับหนุ่มข้างกายว่า 'เป็น 40 ปีที่ไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน’
(“Forty years old and I haven't done a thing that I'm proud of.”)

แต่จากนั้นไม่กี่ปี เขาก็ได้ทำอะไรที่โคตรเป็นชิ้นเป็นอัน ด้วยการทุ่มชีวิตทั้งชีวิต ซึ่งแม้จะเป็นแค่ชีวิตของเกย์ (แถมแฟนล้อว่าแก่แล้วอีก) คนหนึ่งในยุค ’70s ยุคที่สิทธิเสรีภาพของเกย์อเมริกันชนยังไม่มีคนมองเห็น แต่ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นทางแห่งความสำเร็จ และทั้งๆ ที่ก็กลัวตายเหมือนคนอื่น แต่ มิลค์ก็สามารถก็ทำให้สิทธิเสรีภาพที่เมื่อวันก่อนไม่มีใครมองเห็น กลายเป็นสิ่งมีตัวตนและกลายเป็นที่ยอมรับ ที่เคารพ เช่นเดียวกัน โดยไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าสิทธิของมนุษย์อื่นๆ ที่จ่ายภาษีให้อเมริกาเหมือนกัน

มันเริ่มมาจากความอดรนทนไม่ไหวที่เห็นเกย์ถูกรังแก

“My name is Harvey Milk and I'm here to recruit you!” มิลค์ยืนบนเวที เพื่อเสนอตัวเป็นตัวแทนของเกย์ เขาร้องขอเสียงสนับสนุนจากเกย์ และขอร้องให้เกย์แสดงตัว ให้เลิกเป็นอีแอบ คอยซ่อนตัวแต่ในตู้เสื้อผ้า แต่ออกมาแสดงตัวตนที่แท้จริงให้คนรอบข้างยอมรับ ว่าตัวเองเป็นอะไร..ใช่ เราเป็นเกย์ แต่เราไม่ใช่คนป่วย ไม่ใช่ภาระ เราเป็นคนคนหนึ่งในสังคม ที่ทั้งรับ และให้อะไรๆ กับสังคมได้ไม่ต่างจากคนอื่นๆ


“All men are created equal.” ในมิลค์โค้ตประโยคนี้จากรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา “No matter how hard you try, you can never erase those words.” เขาเตือนไม่ให้เกย์ลืมที่จะนับถือตัวเอง ในขณะเดียวกัน เขาบอกเพื่อให้ทุกๆ คนในสังคมฉุกคิดว่า ที่แท้แล้วคนทุกคนมีความเป็นคนเท่าๆ กัน (ในสายพระเนตรของพระเจ้า-มิลค์อาจจะหมายถึงเช่นนี้) ดังนั้น ต้องนับถือคนอื่น เท่ากับที่นับถือตัวเอง--บอกตรงๆ ว่าอิฉันเป็นต่างชาติศาสนาที่นับถือปรัชญาข้อนี้ของชาวอเมริกันมาก ใช่ เราทุกคนมีความเป็นคนเท่าเทียมกัน สมควรจะได้รับเกียรติและศักดิ์ศรีเท่าๆ กัน และไม่มีใครที่สมควรมีสิทธิ์มาแบ่งแยกว่า เราควรได้เท่านี้ คนอื่นควรได้เท่านั้น

(อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำพูดของกัปตันเรือเชลซีผู้มีรอยสักรูปนกฮัมมิ่งเบิร์ดบนต้นแขนใน The Curious Case of Benjamin Button ตอนที่่บอกกับเบนจามินว่า อย่าให้ใครมาบอกว่า คุณ(จะต้อง)เป็นอะไร)

ดูหนังเรื่องนี้แล้ว อิฉันบังเกิดหลายอารมณ์... ตัวลอยไปกับความรักอีกแล้ว (ใช่ แม้จะเป็นรักของเกย์ แต่มันก็เป็นความรักนะ) อึดอัดใจแทนคนกลุ่มน้อย ที่แค่ไม่เหมือนคนกลุ่มใหญ่ในสังคม ก็ถูก discrimination กันง่ายๆ (แต่ในสังคมมักเกิดเรื่องอย่างนี้เสมอ จริงไหม?) รวมทั้งความรู้สึกปลาบปลื้ม ภูมิใจไปกับวิถีการต่อสู้ทางการเมืองแบบอเมริกัน

มันช่างมีคุณค่าที่ยิ่งใหญ่นัก การที่ชีวิตของคนคนหนึ่งแลกได้กับความสามัคคี การรวมกลุ่ม เพื่อที่จะรักและให้กำลังใจกัน ดูแลจิตใจซึ่งกันและกันให้เข้มแข็งอย่างที่เห็นในหนัง

มิลค์ทำได้อย่างไร? เขาเอาเรี่ยวแรงและความเข้มแข็งมาจากไหน?

ดูเหมือนคำตอบจะอยู่ในเทปที่เขาอัดทิ้งไว้
“Without hope, life's not worth living.”



ป.ล. จากคำตอบข้างบน คุณคิดว่า ....ปีของคุณ ได้ทำอะไรให้ตัวเอง 'proud of' หรือยัง?



บันทึก
• หนังเรื่องนี้เป็น Biography ของ Harvey Milk เกย์อเมริกันนักการเมืองผู้ออกมาทวงสิทธิและเสรีภาพแทนเกย์ในยุค ’70s
• ชอบวิธีที่มิลค์จีบสก็อตจังเลย
• ทำไมไม่รู้สึกรังเกียจฉากรัก หรือฉากจูบของเกย์สักนิด แถมอินได้อีก (สงสัยเราจะเป็นสาววายจริงๆ)
• ไม่สงสัยทำไมฌอน เพนน์ ได้ออสการ์ เล่นเป็นดาวน์เราก็เชื่อว่าเป็นดาวน์ เล่นเป็นเกย์ กิริยาอาการก็เชื่อเลยว่าเกย์ จะจูบ จะกอด จะฟัดคู่ขา เราก็เชื่อว่าเขาฟีลอย่างนั้นจริงๆ ช่างเป็นคนที่เกิดเมาเพื่อสิ่งนี้โดยแท้
• หนังเรื่องนี้กำกับโดย Gus Van Sant ผู้กำกับ To Die For แล้วก็ Paris, je t'aime
• เชื่อว่าผู้ชายหลายคนจะพลาดหนังดีเรื่องนี้ เพียงเพราะรับไม่ได้กับฉากรักของเกย์
• ยังคงไม่ได้ดู The Reader...จะอดดูไหมคระเนี่ย?


วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2552

สะกิดตา-สะกิดใจ : อะไรอยู่ในตู้ร้องทุกข์


เพียงแผ่นเดียวในตู้


เสาร์ที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๒
วันเด็กแห่งชาติ
วันก่อนวันเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพฯ

แปลกดีที่เช้านี้หนาว
อิฉันไปเดินหนาวอยู่หน้ากระทรวงมหาดไทยตั้งแต่แปดโมงเช้า
หนาว+ง่วง (ผ้าคลุมไหล่แกไม่ช่วยอะไรเลยง่ะอิ๋ว)
เดินผ่านตู้ใสๆ ตู้นึง ดันสะดุดตากะกระดาษแผ่นเดียวในตู้นั่น

แหม๋ ช่างวางแหมะลงอย่างเหมาะเจาะ พอดิบพอดีเสียจริงนะยะ

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2552

ถามหาสันติภาพ





อังคารที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๒

วันที่สองของการทำงาน แต่คนทำงานในตึกออฟฟิศที่อิฉันทำงาน ไม่เป็นอันทำงาน
เพราะมีแขกมาเยือนกว่าพันคน

เมื่อวานก็มีมากลุ่มนึงแล้ว แต่เป็นกลุ่มเล็กๆ นับได้แค่ร้อย

เปล่าฮะ เขาไม่ได้มาอวยพรปีใหม่
แต่เขามาถามหาสันติภาพ

เขาเป็นมุสลิมเพื่อสันติ
มาเพื่อถามตัวแทนสถานทูตอิสราเอลว่า

หยุดยิงได้ไหม? ตอนนี้คนบริสุทธิ์ตายไปกว่าห้าร้อยแล้ว





คำตอบลอยอยู่ในสายลมหรอฮะ?


วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2551

สะกิดตา-สะกิดใจ





เสาร์ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๑

ไปศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์
เสร็จแล้วจะไปสยามพารากอน แต่ขี้เกียจเดิน
เลยยืนรอรถเมล์ข้างหน้า

รู้สึกเหมือนจะเป็นลม
ไม่ใช่เพราะเพิ่งเสียเลือด แต่เพราะเหม็นปัสสาวะมนุษยละแวกนั้น

มองไปรอบกาย พยายามหาว่าตรงไหนเหม็นน้อยกว่า
ดันไปเจอกับห้องน้ำสาธารณะกทม. เข้า
อ้าว ห้องน้ำก็มีนี่่หว่า

โปสเตอร์ที่แปะอยู่น่าสนใจนะฮะ