แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บอกต่อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บอกต่อ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2552

วันอาทิตย์ไปพับกระดาษกัน






ศุกร์ที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๒

มีเวลาว่าง ๓ ชั่วโมงก่อนไปชมมหรสพ
เลยไปงานสัปดาห์หนังสือ เพื่อทำภารกิจเล็กๆ (แต่หนักนิดหน่อย)ให้เป็นจริง
เหลือเวลาเล็กน้อยเลยเตร่ไปดูหนังสือที่บูธสารคดี
(งานนี่ฉันเดินไม่ทั่วหรอก ไปถึงก็แวะแค่สองสามจุด แล้วรีบเผ่นก่อนเป็นลม)
(ชอบคุณรถไฟฟ้ามาหานะเธอทั้งบนดินและใต้ดินที่ช่วยสนับสนุนการเผ่น)

เลยบังเอิญได้เจออาจารย์บัญชา ธนบุญสมบัติ
แกออกหนังสือโอริงามิเล่มใหม่ เลยมีกิจกรรมสอนพับกระดาษ
เห็นคนพับกันง่วน

ฉัีนว่า ตอนกลับไปอีกทีจะไปสอยหนังสือเล่มนี้มามั่ง
ฉันเองก็สนใจการพับกระดาษ

วันอาทิตย์ที่ ๑๗ ตุลาคมนี้ อาจารย์แกว่าแกจะไปอยู่ที่บูธทั้งวันเลย
ใครอยากเจอตัวจริงเพื่อขอลายเซ็นต์ ให้แกสอนพับกระดาษ หรือถามอะไรๆ แก ก็ไปได้ ที่บูธสารคดี
ที่เดิมที่เคยอยู่อะแหละ
(ไม่รู้เรียกว่าอะไร ที่เป็นห้องๆ แล้วสารคดีเค้าจะอยู่ริมๆ ด้านใกล้ๆ กะแบล็กแคนยอนน่ะ)

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2552

อยากมีลูกฉลาด ต้องมีเมียแก่นะจ๊ะ


พ่อมีอายุอาจทำให้ลูกมีปัญญาไม่ดี แม่อายุมากให้ลูกหัวไว [11 มี.ค. 52 - 00:39]

นัก วิทยาศาสตร์กล่าวว่า ผู้ที่ปัญญาไม่ดี อาจจะโทษพ่อผู้มีอายุเมื่อตอนให้กำเนิดตนได้บ้าง แต่บัดนี้ ได้มีการค้นพบใหม่ว่า ลูกของมารดาที่มีอายุกลับเป็นคนหัวดี

 

หนังสือพิมพ์ ซันเดย์ ไทมส์ของ อังกฤษ รายงานว่า คณะนักวิจัยระหว่างประเทศได้ศึกษาพบครั้งล่าว่า เด็กที่เป็นลูกของพ่อที่มีอายุ จะทำการทดสอบเชาวน์ ได้คะแนนสู้ลูกของพ่อที่ยังหนุ่มกว่าไม่ได้ นักวิจัยได้สาเหตุว่า ผู้ชายเมื่อมีอายุมากขึ้นเซลล์ผลิตตัวอสุจิ จะเกิดการกลายพันธุ์มากขึ้น และอาจส่งผ่านความผิดปกติต่อๆไปถึงลูกหลานได้

 

นักชีววิทยาจอห์น แมคแกรธ หัวหน้านักวิจัย “ลูกของพ่อคนที่มีอายุจะแสดงอาการบกพร่องทางสติปัญญา ในช่วงทั้งในวัยทารกและวัยเด็ก ให้เห็นอย่างคลุมเครือ” และได้ เสริมว่า “แต่ ที่น่าสนใจก็คือ การศึกษากับแม่ที่มีลูกเมื่อมีอายุมากบ้าง กลับปรากฏว่า ผู้หญิงเหล่านี้กลับมีลูกที่มีระดับเชาวน์สูง เนื่องจากว่าไข่ของผู้หญิงก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ และยังมีดีเอ็นเอคอยช่วยป้องกันการกลาย พันธุ์ จนกว่าจะใช้งาน”.

http://www.thairath.co.th/news.php?section=technology&content=127189


วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

น้ำพริกเต้าหู้ยี้-สูตรนี้ แด่ป้าอ้อย



วันจันทร์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

คุยกันเมื่อวันก่อน ป้าว่าป้าอยากกินสุกี้
เลยออกไปหาเครื่องทำน้ำจิ้มสุกี้ ทำเอาน้องพลอยน้ำลายสอ อยากกินสุกี้เอ็มเคขึ้นมาฉับพลัน
พอดีกับได้เวลา "สารคดี" มาถึงบ้าน

แหม้...ช่างประจวบเหมาะ
ฉบับนี้เขาทำเรื่องพริก มีเล่มเล็กรวมสูตรน้ำพริกแถมมาด้วย
เห็นมีน้ำพริกเต้าหู้ยี้ เค้าว่ารสชาติเหมือนน้ำจิ้มสุกี้สูตรโบราณ
น้องเลยคัดมาให้ป้าลองทำดู
แล้วไหนๆ ก็ไหนๆ ละ แบ่งๆ ให้คนอื่นลองทำชิมดูมั่งเนอะคะป้า

หวังว่าคงจะหาเครื่องปรุงไม่ยากเกินไปนะจ๊ะ

น้ำพริกเต้าหู้ยี้

เครื่องปรุง
เต้าหู้ยี้แดง พริกขี้หนูสวน กระเทียมสด กระเทียมดอง น้ำมันงา น้ำตาลทราย มะนาว

วิธีปรุง
-ล้างเด็ดก้านพริกขี้หนู ปอกเปลือกกระเทียมสด หั่นซอยกระเทียมดอง มะนาวบีบใส่ถ้วยไว้
-ตำพริกกับกระเทียมสดและกระเทียมดองจนเกือบๆ ละเอียด ใส่ก้อนเต้าหู้ยี้ตำให้เข้ากัน เติมน้ำมันงาเล็กน้อย ปรุงรสด้วยน้ำตาลทรายและน้ำมะนาว ให้เค็มเปรี้ยวเผ็ดนำ หวานตาม
-น้ำพริกเต้าหู้ยี้นี้รสชาติแทบจะเหมือนกับน้ำจิ้มสุกี้ยากี้สูตรโบราณ ดังนั้น หากรับประทานเปล่าๆ กับผักต้มผักลวกก็จะได้รสชาติคล้ายกินสุกี้ยากี้แห้ง แต่ถ้าคลุกข้าวสวยก็รับประทานแกล้มกับผักสดและปลากรอบปิ้ง/ทอดได้อร่อยเช่นกัน
-เหมาะกับผู้รับประทานมังสวิรัติที่ยังติดใจอาหารไทยรสจัดแกล้มกับผักสด ผักต้ม



วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2552

ว่าด้วยตีนเป็ดน้ำ


ต่างกะดอกตีนเป็ด (สัตบรรณ) ลิบลับเลย

ดมดูไม่เห็นหอม อาจจะหอมเวลาอื่น แต่คงไม่มาก

ต่างกับตีนเป็ดที่เวลาออกดอก ดอกเค้าจะยิบๆๆๆๆ ออกสะพรั่งทั้งต้น แ้ล้วก็ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ไปไกลเชียวล่ะ

ดูรูปดอกตีนเป็ดได้ที่นี่ฮะ (ขออนุญาตเจ้าของแระ)
http://janejane11.multiply.com/photos/album/40/40


ศุกร์ที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๒

อย่างที่บางคนทราบแล้ว
เมื่อวันศุกร์ อิฉันข้ามเขตไปถึงบางขุนเทียน ไปหาข้อมูลที่โรงเรียนทวีธาภิเษก ๒
อากาศร้อนมาก กระหายน้ำ+หิวข้าวแทบเป็นลม
พออิ่มท้องหน่อยถึงตาสว่าง
มองไปก็เห็นต้นไม้เขียวๆปลูกอยู่ริมบ่อ

เอ...นั่นมัน ตีนเป็ดน้ำนี่นา
เห็นต้น เห็นใบ เห็นดอก ยังไม่แน่ใจเท่าเห็นลูก

นี่แหละ ตีนเป็ดน้ำเป็นแบบนี้
ไม่เหมือนสัตบรรณ (ตีนเป็ด-ไม่มีอะไรสร้อยห้อยท้ายชื่อ) นะฮะ

วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2552

คันปาก-อยากบอกต่อ ตอน โอ้อนิจจา..ความรักของคนราศีมีน


ราศีมีน
(14 มีนาคม - 12 เมษายน)

เรื่องความรักและครอบครัว

ชาวราศีนี้อาภัพรัก
ปีนี้กับปีหน้าไม่ควรตกลงปลงใจแต่งงานกับใคร ต้องได้คู่เป็นคนช่างพูดช่างเจรจา ช่างคิด ช่างวางแผน และได้คู่อายุน้อยกว่าประมาณ 1 – 2 ปี จะเป็นผลดีกับตัว เขาเรียกว่าคู่แท้ ถ้ามีครอบครัวอยู่แล้ว ต้องประคับประคองกันไป ดูแลกันไป ต้องผ่อนหนักผ่อนเบา ให้อภัยซึ่งกันและกัน คนเกิดราศีนี้ควรหาคู่ที่เป็นพ่อม่าย แม่ม่าย หรือคู่ที่เป็นลูกกำพร้า คู่ที่พิกลพิการ ง่อยเปลี้ยเสียขา เพราะเป็นคนอาภัพคู่ เป็นวิบากแห่งชะตากรรม ต้องไปทำบุญกับคนขาดความรัก เช่น บ้านพักคนชรา บ้านเด็กกำพร้า ผู้หญิงที่ขาดความอบอุ่นในความรัก ถูกทำร้าย คุณทำบุญกับความรัก คุณจะได้รับความรักและอธิษฐาน

ที่มา: ฟอร์เวิร์ดอีเมลทำนายชะตาราศีโดยคุณหมอฟันธง



วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

คันปาก-อยากบอกต่อ ตอน "ฟรีเซ็กซ์" บาปหรือไม่



ไม่แจ้งด้วยเหตุผลกลใด นิตยสาร Secret ฉบับออกมาแล้วหลายเดือนที่อิฉันได้รับจากพี่สาวที่รัก  จึึงมีเรื่องเด่นโปรยบนปกเป็นวิสัชนาต่อคำถาม "ฟรีเซ็กซ์ บาปหรือไม่" โดย ว.วชิรเมธี


...หรือคุณพี่เธอฝาก message บางประการมากับพี่มอส??

อิฉันอ่านแล้วก็คันปาก ด้วยว่ามันช่างเป็นประเด็นคันใจ จึงคัดมาเล่าต่อกันดังต่อไปนี้

ปุจฉา: การมีพฤติกรรมแบบฟรีเซ็กซ์ หรือมีความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน โดยที่ต่างฝ่ายต่างเห็นว่าเป็นเรื่องสนุก น่าลอง และเป็นการหาประสบการณ์ชีวิต อย่างนี้ถือว่าบาปหรือไม่ และจะต้องได้รับผลกรรมอะไรไหมครับ

วิสัชนา: พฤติกรรมแบบฟรีเซ็กซ์ได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย ทั้งนี้เพราะพลังของความเชื่อมั่นในระบบศีลธรรมแบบไตรภูมิพระร่วง (กฎแห่งกรรม) ลดลง และพลังของเสรีนิยมประชาธิปไตยสูงขึ้น ซึ่งพลังของฝ่ายหลังนี้เองที่เปิดทางสะดวกให้สัญชาตญาณของมนุษย์ที่มีกิเลสคอยหล่อเลี้ยงเบ่งบาน

กฎแห่งกรรมที่เคยกำกับเส้นศีลธรรมในสังคมไทยอ่อนพลังลง "กฎแห่งกาม" ก็เลยเฟื่องฟู

กฎแห่งกามนั้นมีหลักอยู่ว่า ยิ่งตามใจกฎนี้มากเท่าไหร่ ยิ่งไม่มีจุดจบ ทั้งนี้ กล่าวตามนัยพระพุทธวจนะที่พระพุทธเจ้าเคยตรัีสว่า

"เราอาจอาศัยความอยากละความอยาก (ตัณหา)
เราอาจอาศัยความทะนงตัว (มานะ) ละความทะนงตน
แต่เราไม่อาจอาศัยกาม (sex) ละกามได้เลย
ในกรณีของกามนั้น มีอยู่ทางเดียวที่จะละได้ คือ ต้องชักบันไดเสีย"

คำว่า "ชักบันได" คือ ต้องเลิกหมกมุ่น รู้จักพอ และถึงที่สุดคือ ต้องหันหลังให้โดยสถานเดียว การหมกมุ่นในกาม ไม่ว่าจะเป็นลักษณะฟรีเซ็กซ์เรื้อรัง คือเป็นคู่นอนกันนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งมีโอกาสพัฒนาไปถึงขั้นเสพติดในกามรส พึงใจเมื่อไรก็โทรศัำพท์หา แล้วมีอะไรกันเรื่อยๆ หรือในลักษณะของ one night stand ที่พอต้องการเมื่อไรก็ไปสอยมาจากแหล่งเริงรมย์ยามราตรี ก็ถือว่าเป็นบาปด้วยกันทั้งสิ้น

บาปในที่นี้มีความหมายเท่ากับคำว่า ทุกข์

แม้ว่ากิจกรรมนั้นจะเกิดขึ้นจากความพึงใจของทั้งสองฝ่ายก็ตาม

ต้องไม่ลืมว่าความพึงใจไม่ใช่ศีลธรรม

ถ้าเราทำอะไรตามความพอใจ แล้วบอกว่าสิ่งนั้นไม่เดือดร้อนใคร ไม่น่าจะผิดศีลธรรม ความเข้าใจแบบนี้นับว่าอันตรายมาก เพราะเป็นวิธีคิดในลักษณะคิดเองเออเองทั้งเพ

ความสุขจากกามนั้น เป็นความสุขที่มีความทุกข์เคลือบแฝง การลิ้มรสกามนั้น ไม่ต่างอะไรกับการเลียน้ำผึ้งแสนหวานบนปลายมีดโกน กล่าวคือ มีความสุข แต่ก็มีความเสี่ยง

ในเบื้องต้นกว่าจะมีความสัมพันธ์กันก็ต้องหลบซ่อน ระหว่างมีความสัมพันธ์นั้นก็ต้องปกปิดไม่ให้ใครรู้ และหลังมีความสัมพันธ์แล้วก็ต้องคอยปกปิดซ่อนเร้นต่อไป ทันทีที่มีอะไรกันและเดินหันหลังให้กันแล้วดูเหมือนทุกอย่างจะจบลง แต่บางทีไม่เป็นเช่นนั้น ในบางกรณีอาจมีโรคที่เนื่องในกามเป็นของสมนาคุณ หรือในบางคู่อาจมีความถวิลหา ผูกพันฝังลึก กลายเป็นความปรารถนาที่ยืดเยื้อเรื้อรังออกไปไม่รู้จบ หรือบางคราวก็ต้องเสียเงินเสียทองมหาศาลเพื่อการได้มาซึ่งกามกรีฑาที่สุขสม ที่ร้ายกว่านั้นก็ทำให้ชีวิตคู่พังครืน

เวลาของกามนั้นสั้นนิดเดียว แต่โมงยามของทุกข์นั้น ขยายตัวไม่มีกำหนด

แม้กามรสซึ่งเกิดจากความพึงใจของทั้งสองฝ่ายอาจไม่ทำให้ใครเดือดร้อนในทันทีทันใด แต่ก็อยากเตือนไว้ว่า แท้จริงแล้ว ที่เราบอกว่ามันทำให้มีความสุขนั้น เจ้าความสุขที่ว่านี้ก็คือรูปแบบหนึ่งของความทุกข์ที่รอเวลาอยู่เท่านั้นเอง

มองในแง่กรรม ณ ปัจจุบัน คนที่หมกมุ่นในกามจะทำให้คุณภาพจิตตกต่ำลงมาก ศักยภาพการใช้ปัญญาก็ไม่เฉียบแหลม สุขภาพกายก็โรยแรง ซ้ำยังต้องคอยปกปิดพฤติกรรมของตนไว้เป็นความลับ ส่วนกรรมในระยะยาวนั้นก็อาจเป็นไปได้ว่า ถ้าคู่นอนของตนเป็นผู้ที่มีเจ้าของแล้ว ถึงแม้สองฝ่ายจะพอใจในเพศสัมพันธ์ แต่ก็นับว่าผิดศีลข้อสามอยู่ดี (กาเมสุมิฉาจาร) ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้ที่ผิดศีลข้อสามจะไม่ถูกกรรมรังควาน

กรรมสำหรับคนที่ละเมิดศีลข้อสามคือ จะทำให้เขาไม่มีความสุขที่เกิดจากชีวิตสมรส มีพฤติกรรมทางเพศเบี่ยงเบน มีจิตใจไม่ตรงกับเพศสภาพภายนอก ตัวเป็นชายใจเป็นหญิง ตัวเป็นหญิงใจเป็นชาย หรือชายไม่ใช่หญิงไม่เชิง ต้องอับอายอันเนื่องมาจากสาเหตุทางเพศของตน หรืออาจถูกกระทำการประทุษร้ายโดยมีเรื่องทางเพศเป็นสาเหตุ มีชีวิตคู่ที่ล้มเหลว เป็นต้น

ก็อย่างที่บอกไว้แล้วว่า ความพอใจไม่ใช่ศีลธรรม แม้กิจกรรมหลายอย่างในชีวิตของเราเกิดจากความพอใจของตนและคนที่อยู่เคียงข้าง แต่เราต้องไม่ลืมว่า ความพอใจในกามนั้น มีรากฐานมากจากกิเลส ไม่ใช่จากคุณธรรมที่ชื่อปัญญา

กิจกรรมใดก็ตามที่เกิดจากกิเลส กิจกรรมนั้นมักมีทุกข์เป็นผล
กิจกรรมใดก็ตามที่เกิดจากปัญญา กิจกรรมนั้นมักมีสุขเป็นผล

ถ้าเราหว่านเมล็ดพันธุ์ที่เป็นพิษ จะหวังให้เกิดผลที่สมบูรณ์นั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้

ความสัมพันธ์ทางเพศที่เกิดจากทัศนคติที่ผิดก็เช่นกัน ที่ว่ากันว่าเป็นความสุขนั้น ขอย้ำอีกครั้งว่า แท้ที่จริงมันเป็นความทุกข์ที่รอเวลาอยู่เท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้กามเหมือนผลไม้อร่อยที่มีพิษ แต่พุทธศาสนาก็ไม่ได้ปฏิเสธคุณของกาม ดังนั้น ท่านจึงสอนว่า เมื่อจะบริโภคกามก็พึงทำเหมือนบริโภคอาหาร กล่าวคือ ต้องรู้จักเลือก รู้จักอิ่ม รู้จักพอ

ทางสายกลางยังคงเป็นคำตอบที่ใช้ได้เสมอ แม้ในเรื่องของกาม


หมายเหตุ: คัดจากคอลัมน์ Answer Keys ตอบคำถามโดย ว.วชิรเมธี
นิตยสาร Secret ฉบับประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๕๑ (ปกพี่มอสสสส)

วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2551

คำสารภาพ ฉบับที่ ๔ : รูปแบบไหนที่ชอบดู?


รูปแบบไหนที่ชอบดู?



คำตอบง่ายๆ มีแค่ รูปที่มีเรื่องราวอยู่ในนั้น


ตั้งแต่เข้ามาในโลกมัลติพลาย ได้เห็นรูปมากมาย สวยบ้าง ไม่สวยบ้าง
แต่รูปที่อยากดูเสมอ ไม่วามันจะสวยหรือไม่ คือรูปที่มีเรื่องราว
รูปบางชุดจัด composition มาโคตรสวยแล้ว นางแบบก็ยังกะนางฟ้า แถมจัดแสงเริ่ดไม่พอ
คนทำรูปเก่งอีกตะหาก
แต่ก็ไม่ชอบดู
เพราะรูปพวกนี้ดูมากๆ ไปก็เบื่อๆ ไม่ได้อะไรขึ้นมา

ได้รับพัสดุอีเอ็มเอสเมื่อวันพฤหัส เป็นความอนุเคราะห์จากสปอนเซอร์ส่วนตัวที่ส่ง National Gegraphic Thai Edition กับ Shape เล่มล่าสุดมาให้อ่าน

เปิด NG แล้วก็พบว่า นี่ไง รูปที่ชอบดู
NG เป็นหนังสือสารคดีรอบโลก ของ National Geographic Society (1888) องค์กรด้านวิทยาศาสตร์และการศึกษา ที่ไม่แสวงหาผลกำไร ที่ให้การสนับสนุนโครงการสำรวจและวิจัยกว่า ๘,๐๐๐ โครงการ โดยมีวัตถุประสงค์ในการทวีัความรู้เกี่ยวกับโลก ทะเล และท้องฟ้า

เรื่องราวในนิตยสารเล่มนี้ จึงเป็นเรื่องราวของโลก ทะเล และท้องฟ้า
รูปที่มี ล้วนเป็นรูปที่เล่าเรื่องดังกล่าว โดยการถ่ายทอดของช่างภาพระดับโลก
แค่เปิดชมรูปอย่างเดียวก็ให้รู้สึกได้เปิดหูเปิดตาแล้ว

ใน NG ฉบับประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๕๑ นี้ มีเรื่องเด่นเป็นเรื่องของแม่น้ำเจ้าพระยา
ช่างภาพนาม ยุทธนา อัจฉริยวิญญู ได้ถ่ายทอดภาพใหม่ๆ ของมุมต่างๆ  รวมทั้งชีวิตริมสายน้ำที่เปรียบเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเราเส้นนี้ให้เห็น  ประกอบกับเรื่องเล่าจาก ราชศักดิ์ นิลศิริ

ดิฉันชอบรูปครอบครัวบนเรือกระแซงแบบที่ขนสินค้าลากจูงตามกันเป็นขบวนในแม่น้ำนั่นจังเลย
แล้วก็รูปคุณยายที่ยกมือปิดหน้า ร้องไห้ แต่ไม่อาจซ่อนน้ำตา ระหว่างเล่าถึงอุทกภัยที่พรากชีวิตผัวของแกไปเมื่อปีก่อน

ในเล่มยังมีเรื่องเปอร์เซีย แหม๋ อยากไปเที่ยวอิหร่านขึ้นมาเชียว (ภาพโดย นิวชา ตาวาโกเลียน)

อีกเรื่องที่รูปภาพอ่อนหวานน่าประทับใจมาก ถ่ายโดยช่างภาพลูกครึ่งญี่ปุ่น (?) นามไมเคิล ยามาชิตะ
เป็นเรื่องของ ไดเซทซึซัง อุทยานแห่งชาติกลางเกาะฮกไกโด ที่ที่มีภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น ป่าลึกที่รวมรวมสัตว์หายาก
..รูปมันสวยแท้ อยากไปญี่ปุ่นได้อีก

รูปชีวิตในมอสโคว์ก็น่าประทับใจมาก live มากๆ street มากๆ (โดย เกิร์ด ลุดวิก)
...ชอบแต่เห็นแล้วไม่ยักอยากไปแฮะ

เปิด NG ครบทุกหน้าแล้วบังเกิดกิเลส อยากสมัครสมาชิกขึ้นมาอีก
แต่คิดๆ ไปก็กลุ้มใจ เพราะทุกวันนี้ห้องรกมาก ถ้าแผ่นดินไหวตอนกลางคืน คิดว่าอาจตายเพราะกองหนังสือตกลงมาทับก่อนโดนคานหล่นทับซะอีก

...ใครคิดจะแซวเรื่องคาน ขอด่าไว้ก่อนเลยนะว่า...มุกเสื่อม





หมายเหตุ: ถึงสารคดี
สารคดียังเป็นนิตยสารที่ดิฉันรัก และมีความสุขทั้งในการเปิดชมรูป และอ่านเรื่องราวเสมอ
ดิฉันรักเรื่องราวในสารคดี รูปด้วย (ติดตามผลงานของเพื่อนที่เป็นหนึ่งในทีมช่างภาพมานาน)
สารคดียังเป็นนิตยสารเพียงเล่มเดียวที่ดิฉันบอกรับเป็นสมาชิกในตอนนี้



วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

คันปากอยากบอกต่อ ตอน โจน จันใด กับการปลดปล่อยตัวเองจากความเป็นทาส



คำเตือน: บล็อกนี้ซีเรียส!

 

ในเซกชั่น Change the World พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง ของนิตยสารสารคดีฉบับ วิถีเปลี่ยนโลกด้วยมือเรา ประจำเดือนมีนาคม ๒๕๕๑ มีบทสัมภาษณ์ผู้คนที่มีความคิดและวัตรปฏิบัติในอันจะช่วยแก้ไขปัญหาโลกร้อนจำนวนหนึ่ง

 

ในบรรดานั้นมีทั้งนักวิชาการผู้มีการศึกษาสูง เคยใช้ชีวิตในประเทศที่เจริญแล้วอย่าง ดร. สิงห์ อินทรชูโต (OSISU, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ดร. อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัย และฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) นักสื่อสารมวลชนอดีตเอ็นจีโอ อย่าง ทรงกลด บางยี่ขัน (บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร a day) ผู้บริหารบรรษัทภิบาลอย่าง กานต์ กระกูลฮุน (กรรมการผู้จัดการใหญ่เครือซิเมนต์ไทย) ครอบครัวสังวรเวชภัณฑ์ ครอบครัวธรรมดาๆ ที่พ่อแม่จัดการศึกษาแบบโฮมสคูลให้ลูกชายทั้งสอง บรรจง ขยันกิจ อดีตช่างเทคนิคของมหาวิทยาลัยบูรพาผู้เชื่อมั่นในพลังงานลม ซึ่งลงทุนศึกษาการทำกังหันลม และเดินทางติดตั้งกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้าในพื้นที่กันดารในละแวกประเทศอุษาคเนย์ ม.ร.ว. นริศรา จักรพงษ์ ประธานมูลนิธิโลกสีเขียว และ ชื่นชม สง่าราศรี กรีเซ็น เอ็นจีโอโลกาภิวัตน์

 

ในบรรดาผู้คนที่มี ต้นทุนทางสังคมสูง ดังได้กล่าวมา ยังมีบทสัมภาษณ์ครอบครัวโอ่โดเชา ครอบครัวปกากะญอ ที่บอกเล่าถึงวิถีชีวิตที่มีความกตัญญูรู้คุณต่อป่า ต่อน้ำ กับอีกบทสัมภาษณ์ โจน จันใด ชาวนาธรรมดาๆ ที่มีการศึกษาน้อยรวมอยู่ด้วย

 

หากคุณได้อ่านความคิดอ่านของ โจน จันใด แล้ว คงพบว่า ชาติกำเนิด การศึกษา หรือต้นทุนทางสังคม หาใช่ปัจจัยที่จะทำให้คนคนหนึ่งรู้จักคิด แสวงหาแนวทางการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และยั่งยืน โดยเบียดเบียนโลกให้น้อยที่สุด

 

ที่สำคัญยังมิใช่เพียงการคิดได้ เขายังลงมือทำมันจริงๆ

ไม่เพียงเอาไว้พูดเก๋ๆ เวลามีคนเปิดประเด็นเรื่องโลกร้อน

 

อ่านแล้วอดไม่ไหว จึงขอคัดมาให้ได้อ่านกัน ณ ที่นี้

 

“ผมเคยอยู่กรุงเทพฯ ๗ ปี มาทำงานในร้านอาหารบ้าง เป็นพนักงานโรงแรมบ้าง เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยบ้าง ผมทำงานวันละ ๘-๑๒ ชั่วโมง แต่ปรากฏว่าไม่พอที่จะเลี้ยงชีวิตคนคนเดียว ผมก็เริ่มถามแล้วว่าเราทำไปทำไม ผมเริ่มเห็นว่าการใช้ชีวิตมันยุ่งยากซับซ้อนเกินไป และวิถีชีวิตอย่างนี้มันผิด ผมกลับไปลองใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน ทำนาปีละ ๒ เดือน ผมสามารถผลิตข้าวได้ ๖ ตัน กินได้ทั้งครอบครัว ผมปลูกผักใช้เวลาแค่ ๓๐ นาทีต่อวัน ผมสามารถมีอาหารเลี้ยงคน ๖ คนได้สบาย ผมก็เริ่มคิดว่าชีวิตมันง่ายเหลือเกิน

 

“แล้วผมก็เริ่มคิดถึงปัจจัยสี่เป็นหลัก อาหาร บ้าน ผ้า และยา คนต้องพึ่งตัวเองได้ ถ้ามนุษย์ได้สี่อย่างนี้มาอย่างยากลำบาก แสดงว่าวิถีการพัฒนานั้นล้มเหลว ผมเริ่มเห็นว่าหลายๆ คนรู้สึกว่าการจะมีบ้านหลังหนึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลยในชีวิตของเขา เพราะเขาจนเขาโง่เหลือเกิน บางคนอาจใช้เวลาถึงครึ่งหนึ่งของชีวิตเพื่อที่จะมีบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก พอมีโอกาสได้ไปเห็นบ้านดินของชาวอินเดียนแดง กลับมาก็ลองทำดู ทุกวันผมใช้เวลา ๒ ชั่วโมง ตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า ผ่านไป ๓ เดือน ผมได้บ้านหลังหนึ่ง แล้วเป็นบ้านที่รู้สึกมั่นคงแข็งแรงเท่ากับบ้านทั่วๆ ไป ที่สร้างแบบถูกที่สุด ทำให้ผมรู้สึกว่าบ้านไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว” (หน้า ๑๗๓)

 

“...ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีบ้านได้ ขอให้มีแรงทำเท่านั้นเอง แล้วเราจะรู้สึกว่าเรามีศักยภาพมากขึ้น หลายๆ คนที่ทำบ้านดินเขารู้สึกว่าชีวิตเขาเปลี่ยนไป ไม่ต้องพึ่งวิศวกรเขาก็ทำได้ ผู้หญิงที่มาร่วมทำบ้านดินทั้งหลังเขารู้สึกว่าเขามีอำนาจ รู้สึกภูมิใจในตัวเอง ผมจึงเห็นว่าบ้านดินเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาสู่ความเป็นมนุษย์ที่เต็ม” (หน้า ๑๗๔)

 

หลังจากช่วยคนไม่มีบ้านสร้างบ้านดิน โจนก็เริ่มทำฝันความฝันของเขาให้เป็นจริง มันคือการเก็บรวบรวมเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านซึ่งมีความอดทนต่อโรค แมลง และสภาพดินฟ้าอากาศ เนื่องจากเขามองว่า การพัฒนาอาหารทำให้พันธุ์พืชที่เดิมเคยมีอยู่หลากหลายเริ่มลดจำนวนลง และหายไป เหลือแต่พันธุ์พืชที่ได้รับการตัดแต่งให้ให้ผลผลิตมาก แต่ไม่ทนโรคและแมลง การลงทุนปลูกจึงต้องใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงจำนวนมาก ทำให้ชาวไร่ชาวนาต้องตกเป็นทาสของบริษัทผู้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงโดยไม่รู้ตัว

 

และ โจนบอกเราว่า ทางเดียวเท่านั้นที่จะช่วยชะลอภาวะโลกร้อนได้ก็คือ ต้องปลดปล่อยตัวเองจากการเป็นทาส

 

ภาวะโลกร้อนคือตัวอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาถึงจุดสูงสุดแล้วมันก็ทำลายตัวเอง มันอาจรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และหยุดยั้งไม่ได้ แต่ผมยังหวังว่ามันยังไม่สายเกินไปถ้าเราเริ่มกันตอนนี้ ผมมองไม่เห็นทางอื่นเลยที่จะชะลอภาวะโลกร้อนได้ นอกจากเราต้องปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากระบบทาส ทุกวันนี้เราตื่นขึ้นมาเราก็ส่งส่วยให้ยูนิลีเวอร์ทันที กินข้าว เราต้องส่งเงินให้ซีพี ขับรถ เราต้องส่งเงินให้บริษัทรถ บริษัทน้ำมัน รอบตัวเรามีนายทาสเต็มไปหมด มันเป็นระบบที่ใหญ่โตมาก แต่มันอยู่ได้เพราะมีคนส่งเสริมมัน ฉะนั้น การต่อสู้กับมันก็คือการต่อสู้กับตัวเอง


“คนคนหนึ่งกินได้ไม่เกิน ๓ มื้อ ใส่เสื้อผ้าได้ทีละตัว นอนได้แค่เตียงเล็กๆ จะมีบ้านใหญ่ขนาดไหนก็นอนมากกว่านั้นไม่ได้ แล้วทำไมเราต้องมีมันมากมาย ยิ่งมีมากยิ่งบริโภคมาก นั่นหมายความว่าเราทำลายมาก เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนามาเพื่อแสวงหากำไรไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งพัฒนามากเราก็ยิ่งทำลายตัวเองมาก ไม่ว่าจะเป็นคอนกรีตหรือน้ำมัน กว่าจะได้มามันหมายถึงการทำลาย แล้วการทำลายของมนุษย์เหมือนกับขี่ช้างจับตั๊กแตน หรือฆ่าช้างทั้งตัวเพื่อเอางา ต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริงก็คือมนุษย์บริโภคเกินความจำเป็น ทำยังไงเราถึงจะทำลายน้อยที่สุดต่างหาก การทำลายน้อยที่สุดก็คือการลดการบริโภคของเราเท่านั้นเอง” (หน้า ๑๗๕)


วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2551

คันปาก-อยากบอกต่อ ตอน จิตวิทยาโลกร้อน


คำเตือน: บล็อกนี้ซีเรียส ใครไม่อ่านก็ถอยไป!

กระแสการตื่นตัวต่อปัญหาโลกร้อนกำลังมาแรง...จริงหรอ?

ใครๆ ก็พูดเรื่องโลกร้อน เอาการเสนอตัวแก้ปัญหาโลกร้อนมาเป็นส่วนหนึ่งในนโยบาย CSR ขององค์กร
บรรดาวัยรุ่นกิ๊บเก๋ที่ปรากฏตัวบนรถไฟฟ้าบีทีเอส รถใต้ดิน สยาม สวนจตุจักร  พากันหิ้วถุงผ้าฟอกบ้างไม่ฟอกบ้างที่พะยี่ห้อว่า "อะฮั้นไม่ใช่ถุงพลาสติกนะยะ" บ้าง "บอกเลิกถึงพลาสติกบ้าง"
(แต่ในมือของพวกเขา บ้างก็ยังกำแก้วพลาสติกใส่แฟรปเป ไม่ก็น้ำผลไม้ปั่นราคาแพงจากร้านกาแฟดัง บางทีก็หิ้วถุงพลาสติกใสที่ภายในมีกล่องโฟมบรรจุอาหาร)
พวกแม่ค้าแม่ขายก็ยังรักความสะดวกและความประัหยัด (ต้นทุนของตัวเอง ) ด้วยการพึ่งพาภาชนะพลาสติกและโฟมต่อไป โดยไม่นำพาว่าไอ้ของพวกนั้น พอไม่ใช้แล้วมันไปไหน
มิหนำซ้ำ ยังหัวเราะเยาะเย้ยลูกค้าบางคน (เยี่ยงเดี๊ยน) ที่พกกล่องใส่อาหารไปใส่อาหารที่ซื้อจากพวกเขา

เพียงเพราะเทรนด์ของสังคมตอนนี้มันคือ ใช้่ถุงผ้า ลดโลกร้อน เหมือนว่าใครไม่มีหิ้วจะเห่ยมาก
(ไม่ใช่การพกกล่องใส่อาหารไปซื้ออาหารเทคโฮม อาจเพราะยังไม่มีแฟชั่นดีไซเนอร์ดังออกแบบกล่องอาหารกิ๊บเก๋สำหรับพกไปซื้ออาการเทคโฮม)
..แต่ การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกมันช่วยลดฯได้ไง เขาเข้าใจตรรกะนี้ไหม เดี๊ยนยังสงสัย

บางทีเดี๊ยนก็สงสัยว่า การรณรงค์เรื่องโลกร้อนกันโครมๆ ทุกวันนี้ มันได้ผลจริงหรือ?
มีคนในสังคมสักกี่เปอร์เซ็นต์ที่เข้าใจตรรกะของโลกร้อนจริงๆ
และมีเท่าไหร่ในกลุ่ีมคนที่เข้าใจ ที่รู้ว่าควรทำตัวยังไงให้รบกวนโลกให้น้อยลง (รบกวนเท่าที่จำเป็นก็ได้เอ้า)
...เพราะว่าคนที่ลงมือทำสิ่งที่ควรทำ และพอจะทำได้ (เรียกว่าคนที่ไม่ได้ "ดีแต่พูด" นั่นเอง) เพื่อรบกวนให้โลกให้น้อยลง คงจะยิ่งมีน้อยยยยยยยยย ลงไปอีก

ช่วยไม่ได้หากคุณเผลอตัวอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว โปรดอย่าเศร้าใจ แต่จงอ่านต่อไป เพราะจากข้อเขียนบรรทัดต่อๆ ไปนี้ คนรักสิ่งแวดล้อมอย่างคุณ (ถ้าไม่ใช่ก็เสียใจด้วย) อาจจะเก็ตอะไรเจ็บๆ คันๆ ตอกย้ำ ซ้ำเติมให้เราได้บ่นกันอย่างเมามันยิ่งขึ้น

พอดีเดี๊ยนได้อ่านสารคดีเล่มล่าสุด "วิถีเปลี่ยนโลกด้วยมือเรา" (ช่างเป็น Theme ที่กล้าหาญอะไรปานนั้น) ปกขาว ไม่เคลือบยูวี (ดี-ประหยัด-ไม่รบกวนโลก) ยังอ่านได้ไม่เท่าไหร่เพราะเป็นคนอ่านหนังสือช้า แต่ได้อ่านคอลัมน์ จิตวิทยา ของหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ที่ตอนนี้ตั้งชื่อว่า "จิตวิทยาโลกร้อน" (หน้า ๙๔) แล้ว จะขออนุญาตคัดลอกตอนเด็ดแทงใจมาให้คุณที่รักในมัลติพลายได้อ่านกันบ้าง

"ผมมีโอกาสอ่านการ์ตูนเรื่องโลกร้อนที่ส่งมาจากหลายสถาบัน พบว่าทั้งหมดเป็นการ์ตูนประเภทให้ความรู้เรื่องโลกร้อน บ้างให้ตรงๆ เหมือนแบบเรียนสังคมศึกษา บ้างให้ตัวการ์ตูนสักกลุ่มหนึ่งผจญภัยไปในดินแดนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากโลกร้อน ที่น่าหนักใจคือ ทุกเรื่องออกแนวสั่งสอนให้ประหยัดไฟ อย่าเปิดตู้เย็นบ่อย ปิดแอร์ ให้ขึ้นรถให้เต็มคันก่อนออกรถ ฯลฯ คล้ายๆ การ์ตูนเศรษฐกิจพอเพียงที่ออกแนวสั่งสอนให้ประหยัด อย่าใช้ของฟุ่มเฟือย ซื้อขนมใบตองดีกว่าขนมกรุบกรอบ (ประเด็นนี้ปรากฏในการ์ตูนทั้งสองแนว เรียกว่าทั้งเพียงพอทั้งโลกเย็น) เกษตรกรให้ทำการเกษตรไปทั้งชาติ อย่าหวังรวย ฯลฯ ไม่มีการ์ตูนสักเรื่องเลยที่เขียนขึ้นเพื่อจุดประกายจินตนาการของผู้อ่าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กและเยาวชน ให้พวกเขามีความคิดคำนึงถึงโลกร้อนในระดับปรัชญา หรือเข้าใจโลกร้อนในระดับนโยบาย อันที่จริงการจุดประกายจินตนาการเป็นหน้าที่ของการ์ตูน การสั่งสอนจึงเป็นหน้าที่ของแบบเรียนสังคมศึกษา

"การสั่งสอนเป็นวิธีที่ไม่ได้ผลกับเยาวชนและประชาชน นอกจากไม่ได้ผลยังอาจจะตอกย้ำความเหลื่อมล้ำในสังคมให้มากขึ้น แล้วนำไปสู่ความเฉยเมยเรื่องโลกร้อนในที่สุด ทำไมเราต้องปิดแอร์ทนร้อนในขณะที่คนรวย ข้าราชการ และนักการเมืองใส่สูทเปิดแอร์ เป็นไปได้อย่างไรที่เราจะขึ้นรถเพื่อนบ้านให้เต็มคันเพื่อไปทำงาน จะซื้อขนมห่อใบตองได้อย่างไรถ้าข้าวเกรียบรวยเพื่อนอร่อยกว่าเป็นไหนๆ (ประเด็นนี้ยังน่าสงสัยอยู่ว่าขนมแบบไหนราคาแพงกว่ากัน) อันที่จริง เราควรให้ความรู้แก่สังคมและประชาชนในเรื่องระดับนโยบายมากกว่าการสั่งสอนให้แต่ละคนปิดแอร์ เช่น นโยบายประหยัดพลังงาน นโยบายเรื่องขนส่งมวลชน นโยบายเรื่องภาษีขยะ นโยบายนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น"

จริงๆ แล้วบทความนี้มี topic ที่น่าสนใจอีกประการคือ (ขอสรุปเอาเองมั่วๆ นะ) ให้หิ้วถุงโลกร้อนกันให้ตาย ก็คงช่วยโลกไม่ได้ ถ้านโยบายรัฐไม่โฟกัสมาที่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โจมตีมันอย่างจริงจัง  (อย่างเช่นที่หลวงท่านจัดการกับยาเสพติดด้วยนโยบายฆ่าตัดตอน-ขอโทษนะ จำชื่อที่ มท.๑ อยากให้เรียกไม่ได้) ใครสนใจก็ไปหาอ่านกันเองนะ สารคดีคงไม่ขายดีจนหมดแผงหรอก

ว่าแต่ว่า เรื่องนั้นน่ะ จะโทษกรรมเก่าดีไหม ที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งของเรานอกจากไม่มีวิชั่นในเรื่องนี้แล้ว ยังมัวแต่หัวซุกหัวซุนเอาตัวรอด...ให้เห็นเป็นภาพที่แสนจะน่าสมเพชเวทนา

มีรัฐบาลที่พึ่งไม่ได้อย่างนี้แล้วเราจะทำยังไงกันดีละเนี่ย???