แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้ใหม่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้ใหม่ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ทัวร์สนุกกับเสกเวย์






เสาร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๒

ไปทำงาน (อีกแล้ว) โดยคราวนี้ต้องไปสอดแนมเกี่ยวกับเสกเวย์ทัวร์ (Segway-ต้องเขียนด้วย ส เสือเท่านั้นนะจ๊ะ)

ปกติแล้วเค้าพาทัวร์ไกลกว่านี้ แต่นี่เราไปฟรี -เอ๊ยไม่ใช่ เราไปแค่ถ่ายรูปเอาบรรยากาศ เขาเลยพาเราทัวร์รอบเล็ก คือจากท่ามหาราช ตัดเข้าถนนคั่นระหว่างศิลปากรกับวัดมหาธาตุ มาสนามหลวง อ้อมไปหน้าศาล หยุดหน้าศาลหลักเมือง ผ่านกระทรวงกลาโหม อ้อมไปสวนสราญรมย์แล้วก็วนกลับมา

แต่ไปแค่นี้ก็เหนื่อยจะแย่ ทั้งๆ ที่เสกเวย์เล่นสนุก (จะใช้คำว่า "ขับ" ก็ไม่ได้ เพราะนี่ไม่ใช่การขับ จะเรียก "ขี่" ก็ไม่ได้อีก เพราะไม่ใช่ขี่) แค่ขึ้นไปยืนแล้วก็ใช้การโน้มตัว เซนเซอร์ของเสกเวย์จะคำนวณเอาจากน้ำหนักในทิศทางที่เราโน้มตัวไป ว่าเราต้องการไปข้างหน้า ข้างหลัง หยุด หรือเลี้ยว

เรียกว่าง่ายและสนุกมาก (งานนี้อายุไม่เกี่ยว เด็กที่หนักแค่ ๔๐ กก. ขึ้นไปก็ใช้ได้ และใช้ได้จนถึงน้ำหนักไม่เกิน ๑๒๐ กก. หรือแม้แต่ขี่จักรยานไม่เป็นก็เ่ล่นได้) แต่เอาเข้าจริง แล้วพบว่าวันต่อมา่เหมือน+สะโพก ซึ่งอาจเป็นเพราะเอ็กไซต์ไปหน่อย เกร็งกล้ามเนื้อโดยไม่จำเป็น

เสกเวย์เป็น Personal Transporter ที่ฉาดโคตรๆ มันขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ที่กินพลังงานจากแบตลิเธียมไออน เวลาชาร์ตไฟก็เสียบไฟบ้านนี่แหละ ชาร์ตที ใช้งานได้ต้ง ๔๐ กิโลเมตร ลุยน้ำได้ครึ่งล้อ ลุยหิมะได้ คายคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณเท่าเราหายใจออก ก็เลยจัดว่าเป็นพาหนะทางเลือกที่เริ่ดมาก สำหรับเส้นทางสั้นๆ ที่รถติดเป็นแพ (อย่างบางกอก)

บริษัท เสกเวย์ทัวร์ไทยแลนด์ จำกัด ซึ่งออฟฟิศอยู่ที่ท่าเรือมหาราชเลย ไม่ได้มีแค่ทัวร์เกาะรัตนโกสินทร์ แต่ยังมีทัวร์เมืองโบราณสมุทรปราการและอยุธยาด้วย (โซนที่เป็นเมืองเก่า) แค่นั้นไม่พอ เขายัง
ให้เช่าเสกเวย์ไปทำกิจกรรม (เช่นแรลลี่) (งานอีเว้นท์) (บลาบลาบลา) อีกด้วย

แวะเข้าไปถามรายละเอียดและถามราคาทัวร์ได้เลย ถ้าผ่านออฟฟิศเค้า คุณจุ่นใจดี แต่ถ้าไม่ว่างไป เข้าเว็บได้ www.segwaytourthailand.com หรือโทรถามที่ 022214525

ป.ล. อัลบั้มนี้ไม่ใช่การโฆษณาแฝง แค่นำเรื่องใหม่ๆ มาบอกเล่าเก้าสิบกันเท่านั้น

(อนุญาตให้อิจฉา-หากต้องการ)



วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2552

เที่ยวสามแพร่ง




วันเสาร์ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๒

วันเด็ก
มั่วไปเดินเที่ยวสามแพร่งกับเด็กๆ
มีแพร่งภูธร แพร่งนรา แล้วก็แพร่งสรรพศาสตร์

ย่านนี้เมื่อก่อนเป็นวัง
ชุมชนเริ่มตั้งหนาแน่นมาตั้งแต่ ร.๕
เพราะฉะนั้น

ย่านนี้จึงมีผีเยอะ

หุ หุ หุ

(ความรู้น้อยด้อยค่า มีเรื่องเล่าทะเนี้ยเอง)

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551

คริสมาสต์นี้ ใครคนหนึ่งจะเปลี่ยนไป


อ่านไม่ออกโปรดดูรูปถัดไป

ได้อีเมล์จากศูนย์ความงามไฮโซ
น่ารักดี เลยเอามาให้ดูกัน
เผื่อใครบางคนจะอยากเปลี่ยนไปมั่ง

อิ อิ

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

งานเสียว-เสียว




ตึกที่อิฉันทำงานนับเป็นตึกสูง คือมีทั้งหมดสี่สิบกว่าชั้น
แต่ชั้นที่อิฉันทำงานอยู่นั่นแค่ ๑๔ จัดอยู่ในโลว์โซน หรือชั้นต่ำ (-___-)
ตึกเราไม่อาจจัดเป็นตึกสมัียใหม่ที่ใช้กระจกทั้งหลัง
มันมีลักษณะเหมือนเครปเค้ก คือกระจก สลับชั้นกับปูน
แต่กระนั้นก็ต้องเช็ดกระจกกันบ้าง ประปราย แล้วแต่ (แต่อะไรไม่รู้เหมือนกัน เพราะว่าบางทีก็เห็นเค้ามาเช็ดกระจกวันฝนตก)

ช่วงนี้เขากำลังซ่อมแซมตึก โดยการโป๊วรอยต่อระหว่างซีเมนต์ ๒ ชิ้น
เพื่อที่ต่อไปจะได้ทาสีใหม่ให้ไฉไลยิ่งขึ้น
จึงปรากฏว่ามีอากาศยานลักษณะดังที่จะเห็นต่อไปถูกชัดรอกขึ้น-ลง เพื่อโป๊วรอยที่ว่าให้ทั่วผิวภายนอกตึก

ยาน ๑ ลำ มีคนทำงาน ๓ คน
ในนั้นเป็นหญิง ๑
ดิออปเซิร์พเวอร์หยั่งเราก็เดากันไปต่างๆ นานา...ทำไมต้องเป็นผู้หญิง

แล้วก็สรุปเอาเอง (มั่ว) ว่า คงเพราะผู้หญิงทำงานละเอียดกว่าผู้ชาย

ป.ล. อย่าเพิ่งคิดว่างานนี้เสียวสุดแล้ว
เพราะช่างเช็ดกระจกเค้าจะเสียวกว่านี้อีก นั่นเค้าเหมือนโรยตัวลงจากยอดตึกมาเช็ดทีละชั้นเลยละฮะ ไม่ได้ยืนอยู่บนอากาศยานเยี่ยงนี้

วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ไข่คน-ไข่ใคร



ออมเล็ตสวยๆ
หอมกรุ่น
น่ากินมะฮะ?



เสาร์ที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๑

สงสัยมานานนมว่า omlette กะ scramble มันทำต่างกันยังไง
ณ บุปเฟ่ต์ไลน์มื้อเช้าที่ Higher Room วีรันดา เชียงใหม่
ดิฉันจึงได้คำตอบ

และได้แจ๋นไปขอให้น้องเขาสาธิตให้ชม
ดังที่ได้เก็บภาพมาฝาก

วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ความรู้ใหม่ : Sexual Anorexia


รักออนไลน์

Q: ผมรู้จักผู้หญิงคนหนึ่งผ่านเว็บไซต์หาคู่เมื่อ ๒-๓ เดือนก่อน เธอส่งรูปมาให้ผมดูทางอีเมล์ นอกจากเขียนอีเมล์ติดต่อกันทุกสัปดาห์ เรายังโทรคุยกันเป็นประจำ บางครั้งผมรู้สึกว่าเธอกำลังให้ท่าและยั่วยวนอยู่ในที จนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมขอนัดเจอเธอ แต่เธอกลับบอกว่าตอนนี้กำลังอยู่ในช่วง “อดเซ็กซ์” (Sexual Anorexia) และปฏิเสธที่จะเจอผม สารภาพว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินเรื่องนี้ และไม่รู้จะทำอย่างไรดี ช่วยผมหน่อยนะครับด็อกเตอร์ซี

 

A: เซ็กช่วล อะนอเร็กเซีย หรือ การอดเซ็กซ์ อย่างที่คุณว่ามา เป็นคำใหม่ซึ่งกำลังแพร่หลายในการใช้แทนคำว่า การรังเกียจเรื่องเพศ (Sex Aversion) ซึ่งเคยใช้กันในสมัยก่อน ทุกวันนี้คนที่รังเกียจเซ็กซ์อย่างสุดขั้วต่างพากันหันมาหลีกเลี่ยงการมีเซ็กซ์จนติดเป็นนิสัย เหมือนคนที่ติดการลดน้ำหนัก หรือติดการพนัน และการหักห้ามใจเพื่อหลีกเลี่ยงการมีเซ็กซ์ ก็สามารถทำให้ นักอดเซ็กซ์ เหล่านั้น รู้สึกเหมือนมีเกราะป้องกันความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้นในชีวิต

 

ด้วยเหตุนี้ เซ็กซ์ชวล อะนอเร็กเซีย จึงกลายเป็นกลไกในการรับมือกับความเครียดของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งบางคนในกลุ่มนี้จะรู้สึกมีความสุขในการสร้างรักกับคนแปลกหน้าในโลกไซเบอร์เพียงแค่นั้น ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะพวกเขาเคยมีความทรงจำอันเลวร้ายจากความรักครั้งก่อน หรืออาจจะเกลียดกลัวการสร้างความใกล้ชิดสนิทสนมกับมนุษย์คนอื่นๆ

 

อย่างไรก็ตามในกรณีของคุณ ไม่ว่าหวานใจในโลกไซเบอร์คนนั้นจะอยู่ในช่วงถือศีลอดเซ็กซ์จริงๆ อย่างที่บอก หรือเพียงแต่หยิบมันมาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อจะยืดเวลาคบหากับคุณให้นานขึ้น ฉันว่ายังมีเหตุผลอีกมากมายที่ทำให้เธอไม่อยากมาพบคุณ และเหตุผลพื้นฐานที่สำคัญที่สุดก็คือ ตัวจริงของเธอกับรูปที่ส่งให้คุณดูเป็นคนละคนกัน!

 

เอาล่ะ-ไม่ว่าเหตุผลแท้จริงคืออะไร ฉันมั่นใจว่าโอกาสที่คุณจะพัฒนาความสัมพันธ์อันมีค่ากับผู้หญิงคนนี้แทบไม่มีเลย ฉันอยากแนะนำให้คุณมองหาสาวคนใหม่ในโลกไซเบอร์แต่ถ้าคุณรู้สึกค้างคาใจและยังอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับตัวเธอ ลองขอเจอเธออีกครั้งในที่สาธารณะ และสัญญาว่าการพบกันครั้งแรกจะไม่มีเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด ถ้าเธอยังคงบ่ายเบี่ยงก็ไม่จำเป็นที่คุณจะต้องเสียเวลากับผู้หญิงคนนี้อีกต่อไป

 

จากคอลัมน์ Ask Dr.Z
Penthouse Thai Edition July 2008

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

วิธีอยู่กับคนที่เกลียด

เมื่อคืน, จริงๆ คือเมื่อเย็นวาน ตั้งใจจะอยู่ทำงานให้เสร็จเพราะทราบว่าคุณหัวหน้าจะเข้ามาทำงานในวันเสาร์
(เหอ เหอ หัวหน้าดิฉันเป็นคนขยันน่ะ) ก็เลยอยู่เย็น เขียนเรื่องไป สลับกับแว้บๆ มาต่อล้อต่อเถียงกับเพื่อนสาวทาง multiply พอให้หายกลัวผี

แล้วฝนก็เทลงมา..อย่างหนัก
หลายคนที่กะจะทำงานให้เสร็จ (ผู้หญิงทั้งนั้นเลยท่าน) ก็เลยกลายเป็นคนติดฝนกันไป
แล้วรุ่นพี่คนหนึ่งก็เดินมาคุยด้วย-ขอเรียกว่าพี่เอละกัน
เธอปรับทุกข์ (ก็น่าจะเรียกอย่างนั้นได้แหละ) ถึงเหตุการณ์ที่พี่อีกคน ที่ทำกับเธอไม่ดีเลย-คนนี้ขอเรียกพี่บี
สองคนนี้ทำงานด้วยกัน พี่เออาวุโสกว่าพี่บี แต่พี่บีเป็นสาวเก่ง ชีจึงมั่น พลอยให้กลายเป็นคนปากคอแรงไปด้วย
พี่เอสรุปว่า พี่บีก้าวร้าว

ดิฉัน ซึ่งที่จริงก็อาวุโสน้อยที่สุด แต่ดันเจ๋อไปอยู่ในซีนที่พี่สองคนนี้กระแทกใส่กัน (ก็ซีนนี้แหละที่พี่เอปรารภถึง) ซึ่งพี่เอไม่ทันสังเกตหรอกว่าดิฉันรู้เรื่อง
ดิฉันก็ได้บอกพี่เอว่าเห็นเหมือนกัน รู้สึกด้วยว่าคำพูดที่ออกมาจากปากอีกฝ่ายนั่นมันบาดหู บาดใจมากๆ
 
แต่ดิฉันว่าดิฉันเข้าใจทั้งสองฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งก็เป็นคนปากเสีย เจ้าอารมณ์ แล้วก็ไม่ค่อยจะมองเห็นใจคนอื่น ว่าเค้าก็เหนื่อย ก็พยายามทำงานเหมือนตัวเอง แถมยังชอบคิดว่าตัวเองทำงานของคนอื่นเก่งกว่าเจ้าของงาน แล้วก็ชอบไปว่าคนอื่นว่าทำงานไม่เป็นอยู่บ่อยๆ (เนื่องจากเป็นคนเก่งไง เลยทำงานเป็นซะหมด)
อีกฝ่ายก็มีข้อจำกัดในการทำงาน แต่อธิบายให้ฝ่ายแรกฟังหรือยังไม่ทราบนะ

ในฐานะคนนอก รู้จักทั้งสองฝ่าย รักทั้งสองฝ่าย และไม่ได้เข้าข้างใคร จึงมองเหตุการณ์นี้ได้ทะลุึปรุโปร่ง

(ดิฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำงานด้วยกัน เหนื่อยเหมือนกันแล้วพี่จะพูดดีๆ กันไม่ได้หรอ จะเห็นใจกันกว่านี้ไม่ได้หรอ..มาได้คำตอบในภายหลังว่าคงจะยาก เพราะดูเหมือนพี่บีเค้าทำให้พี่เอรักเค้า 'ลง' ได้ยาก ส่วนพี่บีเองก็ไม่เคย respect พี่เออยู่แล้ว ...ดิฉันสรุปเอาเองว่าสองคนนี้ไม่พยายามมากพอที่จะเข้าใจกันและกันน่ะ)

พี่เอ ซึ่งเค้าก็เป็นผู้ใหญ่ เข้าใจโลก และเป็นคนที่ถ้าไม่กลั้นโมโม จะโมโหได้อย่างปรี๊ดแตกแหลกราญสุดๆ คนนึง (ดิฉันเคยเห็นตอนพี่เขาเมาค่าคุณขา-เป็นอะไรที่สยองเกล้าสุดๆ) บอกว่าต้องให้ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่สวนกลับทุกครั้งที่พี่บีใส่มา
แต่ดูเหมือนพี่บีจะทำกับพี่เอไว้มาก..เกินไป
ไหนจะกลุ่มเพื่อนสาวของพี่บีอีก สาวๆ กลุ่มนี้เป็นอะไรที่ 'สุดๆ' พวกชีจะคอยยุยงให้พี่บีก้าวร้าวกับคนอื่นๆ  จับกลุ่มนินทาคนอื่น และขยันสร้างสรรค์ทัศนคติในทางที่แย่กับเพื่อนร่วมงานอื่นๆ เสมอ
ล่าสุึดนี่พี่เอเชื่อว่า ลูกน้องคนหนึ่งของเธอลาออกไปเพราะทนทำงานกับพี่บีไม่ได้ และลูกน้องที่เหลือๆ ก็ไม่มีใครอยากทำด้วยเลย เพราะกลัว (ขอบอกว่าดิฉันก็เชื่ออย่างเดียวกัน)

พี่เอบอกว่าวันนั้นเขาก็กลั้นไว้ ไม่อยากมีเรื่องกับเด็กให้เสียคน
เขาว่าเขาไม่อยากทำงานที่นี่แล้ว
เขาเกลียดสังคมที่เป็นคนแบบนี้กัน
....โอ ฟังแล้วจุกใจ
ดิฉันก็อยู่ในสังคมนี้เหมือนกันนี่หน่า

โชคดีที่พี่เอเขาเป็นผู้ใหญ่ เห็นว่าดิฉันมีสีหน้าซีดเซียว (ทั้งที่ไม่ขาว) ลงทุกที เลยบอกว่า
..พี่ขอบใจเพื่อนพี่นะ ที่มันส่งอีเมล์อันหนึ่งมา เป็นคำสอนของ ว.วชิรเมธี ว่าด้วยเรื่องวิธีอยู่กับคนที่เราเกลียด
ทุกวันนี้พี่ก็อยู่ได้เพราะคิดอย่างที่ท่านสอน ดีนะม้อย เดี๋ยวพี่ปรินท์มาให้.. แล้วชีก็ปรินท์มาให้จริงๆ (น่าจะฟอร์เวิร์ดมานะคะพี่ หนูจะได้ไม่ต้องพิมพ์ใหม่)
ดิฉันเห็นว่าดี จึงนำมาบอกต่อ
ท่านว่า..

คนเราไม่ควรพร่าเวลาอันสูงค่าด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนัก
เพราะถ้าเราวิ่่งตามกิเลส กิเลสก็จะำพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบ
กิเลสไม่เคยเหนื่อย แต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่า

ควรคิดเสียใหม่ว่า
เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะชอบหรือไม่ชอบใคร หรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบหรือมาชัง
แต่เราเกิดมาสู่โลกนี้เพื่อทำในที่ดีที่สุกที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ
เอาเวลาที่รู้สึกแย่ๆ กับคนอื่นนั้นหันกลับมาทองตัวเองดีกว่า
ชีวิตนี้เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสาร มีงานอะไรบ้างที่เราควรทำ

อีกตอนว่า

บางทีคนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้น เขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วยกันกับเราเลย
เราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียวด้วยความหงุดหงิด ขัดเคือง และอารมณ์เสีย
วันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจแบบนี้ไม่เคยทำให้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาเลย
ลองเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลกใหม่เสียดีกว่า
คิดเสียว่า
คนเราไม่มีใครดีพร้อม หรือเลวไม่มีีที่ติไปเสียทั้งหมดหรอก
เราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี ประเดี๋ยวเดียวก็จะล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว
มาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระทำไม


ดิฉันว่า สิ่งที่หายไประหว่างเรากับคนที่เราคิดว่าเราเกลียดเขา คือความเมตตานะ
ว่าอย่างนั้นไหม? 

วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2551

คันปาก-อยากบอกต่อ ตอน ไม่เข้าใจชีวิต


The smaller version of this photo on the previous page will never be deleted, but access to the zoomed-in version below will expire in 149 days.


Make sure all of your highest-resolution photos are saved forever - Upgrade to Multiply Premium now.



ข้อความข้างบนปรากฏขึ้นเมื่อดิฉันกดดูภาพขยายของรูปในบล็อกของเพื่อนร่วมโลกมัลติพลายคนหนึ่ง
ใครบอกได้บ้าง ว่ามันคืออะไร
นี่การแบ่งชนชั้นวรรณะกำลังจะเกิดในโลกมัลติพลายแล้วหรอ?

แค่คิดก็รู้สึกแย่แล้วเว้ย