แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถไฟ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถไฟ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2553

คนญี่ปุ่น : คนบนรถไฟ



อยู่นิ่งปุ๊บเป็นหยิบมือถือมากด

น้องสองคนนี้เหมือนภาพหลอนเลยเชียว


ภาพเล่าเรื่องคนญี่ปุ่น
ระหว่างการเดินทาง 13-20 มีนาคม 2553


รถไฟญี่ปุ่นมีหลายแบบ ที่ไปมาคราวนี้ก็มีโอกาสนั่งมาหลายแบบ แต่ยังไม่ครบ ไม่หมด ทั้งรถด่วนระหว่างเมือง รถเร็ว และรถท้องถิ่น
ได้พบเห็นอะไรน่าสนใจเยอะแยะ ทั้งเรื่องของเทคโนโลยี การให้บริการข้อมูล ความสะดวกสบาย ความสะอาด และน้ำใจจากทั้งเจ้าหน้าที่รถไฟ และผู้โดยสารด้วยกันเอง รวมทั้ง lifestyle ของคนใช้รถไฟญี่ปุ่น

นั่งรถไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นเนี่ย หนุกดีนะ
(อยากกลับไปนั่งอีก)

ก็เหมือนอัลบั้มเมื่อกี๊นะ รูปเยอะ ส่วนใหญ่จะไม่สวย แต่อยากเล่าให้เห็น

เชิญชมตามสบาย
โดยไม่ต้องกังวลกับการเขียนรีพลาย



หมายเหตุ:
-เล่าเรื่องด้วยภาพตามลำดับเหตุการณ์
-สีของแต่ละภาพ "จัด" ไม่เท่ากัน เพราะใช้กล้องคนละยี่ห้อ ปรับตั้งไว้ต่างกัน
-ด้วยความขี้เกียจเป็นยิ่งยวด จึงทำเพียง group มิได้ปรับแต่งให้ภาพมีความสวยงามไปกว่าที่ถ่ายมา รวมทั้งไม่ได้ resize ด้วย (ถึงได้ให้ดูแค่ Network ไง) ผู้ใดประสงค์จะเซฟไฟล์ไปใช้ โปรดบอกให้รู้สักนิด

วันจันทร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2553

ห้องน้ำบนรถไฟ



รถจะไปถึงที่หมายสายๆ ของวันไหว้ตรุษจีน

เลยมีผู้โดยสารเพียงเท่านี้




ฉันมีความผูกพันกับรถไฟ แล้วก็ชอบนั่งรถไฟ
รถไฟไทยนี่แหละ ทั้งๆ ที่มันโบร่ำโบราณ เก่า สนิมเขรอะ แล้วก็วิ่งไปหยุดซ่อมไปเป็นพักๆ

แต่ล่าสุด ฉันเพิ่งมีโอกาสนั่งรถไฟญี่ปุ่นหลายแบบ รวมทั้งรถหัวกระสุนชินคังเซ็น
ก็เลยคิดว่า น่าจะเก็บภาพมาให้ดูกัน

แต่อย่าบ่นว่าอะไรมากเลย
เราจ่ายต่างกัน

ฉันนั่งรถไฟชั้น 2 ตู้นอนติดแอร์มาจากสุราษฎร์ เสียเงินซื้อตั๋ว 698 บาท
คนญี่ปุ่นจ่ายค่าชินคังเซ็นเพื่อพาตัวเองจากเกียวโตไปโตเกียวเป็นเงิน 13,220 เยน
(ราว 4,891.4 บาท-ประมาณว่าไปกลับกรุงเทพฯ-หาดใหญ่-กรุงเทพ ด้่วยแอร์เอเชียได้ มีตังค์จ่ายค่าแท็กซี่เข้าบ้านด้วย)

แต่ก็หยั่งว่า ฉันใช้เวลานอนมา 1 คืน บนรถไฟวิ่งๆ หยุดๆ (ซ่อม) ตลอดทาง จากสุราษฎร์ฯถึงกรุงเทพฯ
คนญี่ปุ่นจากเกียวโตมาโตเกียว ขึ้นชินคังเซ็นวิ่งด้วยความเร็วเฉลี่ยสามร้อยกว่ากิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้เวลาแค่ไม่ถึง 3 ชั่วโมง


เรียกว่าจ่ายอย่างไรก็ได้อย่างนั้นละมั้ง?

วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เดียว

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:งามพรรณ เวชชาชีวะ

วันก่อนได้ยิน (จริงๆ คืออ่าน) เจ้แอน-แม่ทะเล เม้นท์ว่า ‘เข้าใจหัวอกคนเป็นแม่’ ไว้ในโน้ตที่ฉันเปรยไว้ว่าจะกลับไปอยู่บ้าน ..ก็ไม่รู้เพราะความเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่หรืออีกเปล่า เจ้ถึงได้ให้ (ด้วยความพิศวาส) หนังสือเล่มนี้กับฉัน (และฉันก็จะให้-ด้วยความพิศวาส-ต่อไปยังน้องรักอีกคน)

นิยายเรื่องนี้อ่านง่าย อ่านลื่น อ่านเพลิน ตามสไตล์ งามพรรณ เวชชาชีวะ ผู้ไม่จำเป็นต้องไซโคคนอ่านด้วยศัพท์ซับซ้อน สำนวนสวิงสวาย วางโครงเรื่องวกวน หวือหวา เพียงเพื่อจะทำให้คนอ่านรับรู้ว่านี่ว่านี่เป็นเรื่องซีเรียสนะจ๊ะ ซีเรียสจริงๆ จ้ะ ..เธอแค่ค่อยๆ เล่าไปเรื่อยๆ ค่อยๆ นำพาเราสู่ความเข้าใจกับเรื่องราวทีละนิด แล้วค่อยไปกดดันเราให้ซีเรียสในจังหวะที่เหมาะ จนในที่สุด เราก็เข้าใกล้ความ ‘เข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อแม่’ ไปกับเรื่องราวของเธอได้

“เดียว” เกิดจากการหายไปของน้องเดียว ลูกคนเดียว ที่เป็นดังแก้วตาดวงใจของคนเป็นพ่อแม่ (เรื่องนี้ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ เพราะที่บ้านก็มีกันตั้งสามพี่น้อง ลูกของตัวเองก็ยังไม่มีโอกาสจะมี) หายในที่นี้ คือโดนลากตัวขึ้นรถตู้นิรนามที่บึ่งหนีไปต่อหน้าต่อตาคนเป็นพ่อ..บาดใจกันขนาดนั้น

เรื่องเกิดขึ้นสิบกว่าปีก่อน ยุคที่อินเทอร์เน็ตและมือถือยังไม่แพร่หลายอย่างนี้ อาศัยแค่กำลังติดตามของตำรวจจึงไม่อาจพาเด็กชายกลับมาสู่อ้อมอกของพ่อแม่ได้

ลูกที่เฝ้าเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอม ยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม จะไปตกระกำลำบากอย่างไร ถูกให้ทำงานที่แย่ สกปรก และเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน จะถูกเขาหักแขนหักขา ควักลูกตาแล้วไปนั่งขอทาน พาไปค้าประเวณี ขนยาเสพติด ไปลักขโมย ฉกชิงวิ่งราว หรือถูกผ่าท้องเอาตับไตมาขาย พ่อแม่ไม่มีทางรู้

ความรู้สึกของคนเป็นพ่อเป็นแม่คงเหมือนใจจะขาด

ที่จริงข่าวแก๊งค์ลักเด็กเอย ฟอร์เวิร์ดอีเมล์ขอความช่วยเหลือตามเด็กหายเอย ข่าวแบบนี้มีมาเรื่อยๆ จนเราชินหู และคงไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไรนัก ถ้าเด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกเต้า หลาน หรือญาติพี่น้องของเรา อ่านจบแล้วฉันเองก็เพิ่งตระหนักนะ ว่า การค้ามนุษย์เป็นปัญหายิ่งใหญ่เหลือเกิน ใหญ่เกินกว่ากำลังของคนเป็นพ่อแม่ ตำรวจ และมูลนิธิช่วยเหลือ

ฉัน ในฐานะเพื่อนร่วมโลกของพ่อ แม่ และลูก ครอบครัวผู้เคราะห์ร้าย ควรมีบทบาทอย่างไรในยามที่ประสบฉากหนึ่งในกระบวนการค้ามนุษย์ เวลาเห็นเด็กชายตัวผอม หน้าหม่น ผิวกร้าน ใส่ชุดนักเรียนสกปรกมอมแมม ถือกล่องบุบบี้ยืนอยู่ตรงตีนสะพานลงจากสถานีรถไฟฟ้า ปากพร่ำพูดแต่ตาไม่สบกับใคร ร้องขอแค่เงินสนับสนุนการศึกษา เวลาเด็กชายพาน้องสาวตัวเล็กมาขายดอกกุหลาบเหี่ยวๆ ในร้านอาหาร เวลาเห็นผู้หญิงนั่งขอทานอยู่บนพื้น ในตักมีเด็กวัยกำลังกินนมนอนหลับคอพับคออ่อนอยู่

ให้ หรือไม่ให้?
หรือควรจะทำยังไงต่อ?
มีอะไรที่เราช่วยได้มากกว่าส่งฟอร์เวิร์ดอีเมล์ไหม?



บันทึก:
• ข้อมูลที่ทำให้สะเทือนใจมากๆ ที่ได้รู้จากนิยายเรื่องนี้คือ วิธีที่เขาทำให้เด็กๆ ไม่กล้ากลับมาหาพ่อแม่ แม้จะจำได้ว่าบ้านอยู่ที่ไหน และเบอร์โทรศัพท์เบอร์อะไร
• การผูกเรื่องของนิยายเรื่องนี้ไม่ถึงกับเนียนเป็นเนื้อเดียวแบบถุงน่องเนื้อดีหรอก แต่ฉันว่างามพรรณประณีตมาก เธอวางแผนเขียนได้แยบยล และลุ่มลึก ฉันเชื่อเธอใช้เวลากับมันนานพอดู (อ่านงานแบบนี้แล้วรู้สึกอยากจะขอบคุณนักเขียนนะ)
• ฉันคิดว่า คนอยากจะเป็นนักเขียนนิยาย อย่างน้อยต้องทำได้อย่างนี้ ถ้าได้ไม่ถึงครึ่งของงานแบบนี้ สำนักพิมพ์โปรดอย่าพิมพ์ให้เปลืองกระดาษ สำนักพิมพ์ที่ไม่คัดสรรงานมาแบบสั่วๆ ก็ไม่น่านับถือในสายตานักอ่านอย่างฉัน
• งามพรรณจบได้เจ็บปวดมาก (ผิดคาด)
• ไม่ค่อยได้อ่านนิยายไทยเขียนใหม่ๆ มากนัก แต่ฉันว่า นิยายอย่าง ‘เดียว’ เนี่ย ไม่เสียเวลาอ่านเลย
• อ่านท่อนท้ายในรถไฟขากลับ เผลอน้ำตาไหลโดยไม่ตั้งตัว หวังว่าจะไม่มีคนสนใจ
• (ถึงมีคนสนใจก็ใช่ว่าฉันจะแคร์นี่นะ)
• สุดท้ายนี้ขอจบด้วยคำขอบคุณเจ้แอน ผู้เมตตา แล้วก็มอบของดีๆ ให้ม้าน้อยมาตลอด






วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

กลับบ้าน ครั้งที่ ๑

Start:     Feb 12, '10
End:     Feb 15, '10
Location:     บางกอก-สุราษฎร์ธานี




กลับบ้านวันวาเลนไทน์

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552

นัดเพื่อน

Start:     Oct 22, '09
End:     Oct 25, '09
Location:     ไม่บอก


ไม่ใช่แค่เพื่อน แต่ยังคิดถึงหลายๆ อย่างที่ปลายทาง
ได้แต่คิดถึงคงไม่มีอะไรดีขึ้นมา จัดจัดเวลาให้ตััวเองไปหาเลยดีกว่า



กลับบ้าน ครั้งที่ ๓

Start:     Sep 10, '09
End:     Sep 13, '09
Location:     สถานีรถไฟหัวลำโพง


ดีใจ จะได้นั่ง (นอน) รถไฟกลับบ้าน

วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2552

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

แสงที่ปลายอุโมงค์




เสาร์ที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒






...แสงที่ปลายอุโมงค์เป็นเช่นนี้เอง






หมายเหตุ : ภาพปากอุโมงค์ขุนตาน บันทึกระหว่างเดิืนทางไปเชียงใหม่ครั้งแรกของปี ๒๕๕๒

อุโมงค์ขุนตานเป็นอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย อยู่ที่อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง เริ่มสร้าง เมื่อ พ.ศ. 2450 แล้วเสร็จ พ.ศ. 2461 โดยการรถไฟหลวงแห่งกรุงสยาม ที่มีพลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยาการ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินเป็นผู้บัญชาการ และมีนายช่างชาวเยอรมันชื่อ เอมิล ไอเซนโฮเฟอร์ เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างทั้งหมด ใช้เวลาสร้างทั้งหมด 11 ปี ค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 1,362,050 บาท อุโมงค์ขุนตานมีขนาดกว้าง 5.20 เมตร สูง 5.50 เมตร และยาว 1,352.10 เมตร เป็นอุโมงค์ชนิดคอนกรีตเสริมเหล็กตลอดแนว อุโมงค์ด้านเหนือสูงกว่าด้านใต้ประมาณ 14 เมตร