แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลอน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลอน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

The Cell : หลงไปในฝัน (ของคนอื่น)

Rating:★★★
Category:Movies
Genre: Science Fiction & Fantasy
เรื่องราวในความฝันมันแสนแปลก

คนธรรมดาที่เพี้ยนในบางจังหวะ แต่ยังไม่จัดเข้าขั้น “บ้า” อย่างเรา ฝันแต่ละคืน ยังฝันได้แสนพิสดาร ล้ำลึก แถมยังไร้ขอบเขตและเหตุผล (จะแย่อยู่แล้ว)

ตื่นขึ้นในบางเช้ายังหลอนไม่หาย

แล้วนี่ถ้าได้เข้าไปอยู่ในความฝันของคนบ้า สติไม่ดี หรือพวกฆาตกรโรคจิตไม่ยิ่งเบลอ เหวอจนจะบ้าตามเจ้าของฝันไปกันใหญ่รึ?

The Cell (2000) เป็นผลงานหนังเรื่องแรกของ Tarsem Singh ผู้กำกับเชื้อสายอินเดียซึ่งย้ายมาตั้งรกรากในอังกฤษ สร้างชื่อเสียงให้เป็นที่ประจักษ์ผ่านผลงานภาพยนตร์โฆษณาหลายชิ้น มันเป็นหนังแนวไซโค-ไซไฟ ที่เล่าถึงคนๆ หนึ่งที่ใช้กรรมวิธีบางประการ เปิดประตูเข้าไปอยู่ในฝันของอีกคน ไม่ได้เข้าไปแบบผู้สังเกตการณ์ แต่ไปมีบทบาทหนึ่งในนั้นเสียด้วย

เจนนิเฟอร์ โลเปซ เล่นเป็นนักจิตวิทยาที่เข้าไปในฝันของคนสองคน คนแรกเป็นเด็กชายออทิสติกที่เหมือนว่ากำลังหลงทาง ใจลอยห่าง ไกลผู้ปกครองไปทุกที กับอีกคน เป็นชายหนุ่ม ฆาตรกรต่อเนื่องที่มีวัยเด็กแสนน่าเวทนา

กรณีแรกเธอเข้าไปเพื่อให้ความช่วยเหลือเด็ก ส่วนในกรณีที่สอง เป็นการเข้าไปเพื่อให้ความช่วยเหลือตำรวจในการตามหาหญิงสาวอีกคนที่หายไป และคาดว่าจะต้องกลายเป็นศพเหมือนรายก่อนหน้าในไม่ช้า

ผลงานที่เป็นความเลอเลิศของทีมสร้างหนังเรื่องนี้จึงเป็นการถ่ายทอดฉากต่างๆ ในความฝันอันบรรเจิดของเด็กชาย กับฝันมาคุสุดสยองของหนุ่มโรคจิต ก็เล่นกันทั้งการถ่ายภาพ การตัดต่อ และคอมพิวเตอร์กราฟฟิก ครบทีม

ก็ชื่นชมกันได้ตั้งแต่ไตเติล ที่เปิดเรื่องด้วยไวด์สกรีน คนชุดขาวหลังม้าดำที่ควบมาไกล เคียงกับสันทรายสีทองแดงที่เป็นรอยริ้วจากสายลม ทาบอยู่ข้างบนคือท้องฟ้าสีสดด้วยแสงอาทิตย์กำลังทำมุมโพลาไรซ์ เติมความอลังการด้วยดนตรีประกอบ (ได้ยินเพียงแผ่ว) เป็นเสียงเครื่องเป่าทองเหลือง แล้วหล่อนก็ลงจากม้า เดินไต่ขึ้นไปตามสันทราย ให้กล้องได้เก็บภาพมุมต่างๆ จนถึงปลายทาง ที่มีเด็กชายคนหนึ่งคอยให้สัญญาณแสงจากกระจกเงาบานเล็ก ยืนรออยู่

โลเปซหน้าสวย และเปิดตัวได้สวย แต่ความสวยมันจบลงเมื่อหล่อนเปิดปากพูด ยัยนี่ช่างจีบปากจีบคอ ประดิดประดอยปากคอจนห่างไกลความเป็นธรรมชาติ (หลาย ค.ศ. ผ่านไป ไม่รู้หล่อนมีพัฒนาการขึ้นบ้างหรือยัง) เผ้าผมในฉากที่ไม่ได้อยู่ในความฝันก็ทำซะเว่อร์ ลอนเป็นลอน สีก็หลอก ยิ่งฉากที่จีบปากจีบคอพูดกับพ่อแม่ของเด็กเอ็ดเวิร์ดนั้น โคตรเสียดายความสวยของโครงหน้าหล่อน ดูแล้วก็แทบจะเชื่อเลยว่าผู้กำกับคนนี้กำกับฉากแบบนี้ไม่เป็น

ทั้งๆ ที่ฉากถูกออกแบบอย่างน่าทึ่ง costume designer ของหนังเรื่องนี้เอง (คือไอโกะ ไอชิโอกะ) เป็นถึงมือรางวัลออสการ์ (จาก Bram Stoker's Dracula) แต่ตัวโลเปซในหนังเรื่องนี้เวลาที่ไม่ได้อยู่ในชุดแฟนตาซี กลับเป็นอะไรที่ดูมีรสนิยมน้อย และดึงให้หนังที่ควรเหยียบไปถึงก้อนเมฆแห่งความเป็นหนังติสท์แดกเรื่องนี้ ต้องต่ำต้อยลงจนกลายเป็นแค่หนังฮอลลีวูดแนวแฟนตาซีที่มีอยู่ดาษดื่น

พูดจาแรงเนอะ แต่รู้สึกอย่างนี้แหละ




หมายเหตุ :
• หนังเรื่องนี้ได้รับการอภินันทนาการจากหนุ่ยนุ้ย ผู้ชื่นชม Tarsem Singh ผู้กำกับ The Cell และ The Fall เอามากมาย จึงขอขอบคุณมา ณ ที่นี้
• (เออแก ไม่รู้ทำไมเสียงมันเบ๊าเบา เปิดสุดทีวี เปิดสุดคอมแล้วก็ยังแทบไม่ได้ยินเสียง score)
• ไม่แน่ว่าเพราะได้ดู The Fall (2006) ก่อนหรือเปล่า (บันทึกความรู้สึกไว้ในนี้ http://mandymois.multiply.com/reviews/item/55) จึงอดเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ ว่าเรื่องนั้นมันติสต์แตก และมี Theme ที่น่าประทับใจกว่าเรื่องนี้ เนื้อเรื่องก็เจ็บช้ำรันทดกว่า แฟนตาซีกว่า แล้วก็พาฝัน พาใจเตลิดไปได้เต็มที่กว่า ให้โควตากับฉากอลังการของธรรมชาติเต็มหูเต็มตากว่า
• แสดงว่าพี่ผู้กำกับมีพัฒนาการสูงส่งสินะ
• ซีนที่ชอบใน The Cell นอกจากคนชุดขาวตอนไตเติลเปิด ทุ่งข้าวบาร์เลย์กว้างใหญ่ มีถนนลูกรังผ่า และโรงงานตั้งอยู่ตรงกลาง จากนั้น ฉากที่ติดตาดันกลายเป็นภาพฮาร์ดคอร์อย่าง ศพเปลือยซีด กับการดิ้นรนของเหยื่อที่กำลังจะถูกน้ำท่วมตาย กับฉากตอนที่เจโลส่งเด็กลงน้ำจนขาดใจตายไปเสียฉิบ
• ใน The Fall เหมือนเขา (ใครล่ะ?) จะเสพติดอยู่กับการตกจากที่สูง แต่ใน The Cell นี่ เหมือนเขา (ใครอีก?) จะจมจ่อมไปกับความรู้สึกก่อนขาดใจตายในน้ำนะ
• อย่างไรก็ตาม หนังเรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อให้รับรางวัล แต่งหน้ายอดเยี่ยมประจำปีด้วย
• ดู The Cell แล้วอยากเพิ่มดาวให้ The Fall ง่ะ จะได้ขยับดาวให้ The Cell ด้วย
• อีก 2-3 ปี ผู้กำกับคนนี้เค้าจะออก The อะไรมาอีก แล้วจะเริ่ดกว่า The Fall ไปอีกกี่มะน้อย น่าตื่นเต้นจริง

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2551

FROZEN


วันพุธที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๑


You only see what your eyes want to see

มาดอนน่าเอื้อนเอ่ยขึ้น พอดีกับจังหวะก้าวออกจากลิฟต์

ออกจากออฟฟิศก็ปาเข้าไปสามทุ่มครึ่ง
อากาศกำลังดี ฟ้าโปร่ง ลมพัดเย็นสบาย
การจบลงด้วยดีของบทสนทนายุ่งขิงนานสามชั่วโมงกว่าทำให้ยิ้มกริ่ม

How can life be what you want it to be
You're frozen
When your heart's not open

จากหน้าตึกโอเชียน เดินไปปากซอย ๑๙ เลี้ยวขวาไปทางอโศกมนตรี
มุ่งหน้าไปสถานีบีทีเอส

You're so consumed with how much you get
You waste your time with hate and regret

เิริ่มจะดึกแล้ว แต่รถราบนถนนอโศกยังจอแจ
'บรรยากาศสวยจัง' ไม่ได้ใส่แว่นก็จะเห็นโลกกลางคืนเบลอๆ สวยๆ แบบนี้เอง
และขณะที่กำลังอิ่มเอมกับอารมณ์อยู่นั้น....

นั่นมัน...
ก้อนอะไร ใหญ่ๆ ดำๆ กำลังเคลื่อนที่มา

You're broken
When your heart's not open

ตุบ ตุบ ตุบ ตุบ
ตุบ ตุบ ตุบ ตุบ

Mmmmmm, if I could melt your heart

เฮ้ย!
นั่นมันช้าง เอ๊ย! ไม่ใช่ ลูกช้างนี่นา

Mmmmmm, we'd never be apart

แล้วมันจะวิ่งไปไหน?
บนทางเท้าริมถนนอโศก?
ตอนสามทุ่มกว่า?
หรือมันตกมัน?

Mmmmmm, give yourself to me

บ้า
ตัวมันยังเล็กอยู่เลย

Mmmmmm, you hold the key

เฮ้ย มันเป็นไรอะ?

Now there's no point in placing the blame
And you should know I suffer the same

หลบ หลบ
ต้องหลบ

If I lose you
My heart will be broken

ตุบ ตุบ ตุบ
ช้างน้อยผ่านไป

บนทางเท้าริมถนนอโศกเวลาสามทุ่มครึ่งที่ยังมีรถวิ่งจอแจ
มันวิ่งข้ามแยกเข้าตึกรัชภาคย์ไป
ยังตรงไปอีก

Love is a bird, she needs to fly
Let all the hurt inside of you die

ดูมันรีบๆ
จะไปไหนล่ะนั่น?
แล้วถ้ามันไปถึงปากซอยเรา มันจะดูรถก่อนข้ามถนนไหม?

You're frozen
When your heart's not open

แล้วเราควรทำไงดี?
เจ้าของมันก็ไม่เห็นวิ่งตามมาสักที
หรือควรตามมันไป

If I could melt your heart
We'd never be apart

...ปลอบให้หายตกใจ ?

บ้าสิ
มันโกรธไร หนีไรมาก็ไม่รู้

Give yourself to me

'แล้วเราควรทำไงเนี่ย?'
ยืนอึ้งอยู่ในแสงเบลอสวย
บนถนน รถรายังขวักไขว่
คิดยังไม่ออก

You hold the key

ตุบ ตุบ ตุบ ตุบ
เท้าทั้งสี่ของมันพาเจ้าของวิ่งไกลออกไปเรื่อยๆ

แล้วมันจะถูกรถชนไหม?

You only see what your
eyes want to see
How can life be what
you want it to be
You're frozen
When your heart's not open

....อะไรนะ
มาดอนน่าว่าเราป่าวเนี่ย?


วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2551

แม่ลูกเค้าทำอะไรกัน




บันทึกเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๑
ที่โป๊ะหน้าวัดระฆัง

ควรจะตั้งชื่อภาพนี้ว่า "ก้นแม่-ก้นลูก"
แต่พี่แอนขู่ว่าอย่าแม้แต่จะคิด

หุหุ

พิศดูรูปนี้ดีๆ จะเห็นคุณทหารเรือยืนตะเบ๊ะ
(ห....หลอนนะ) และน้าโอ๊ต-อุดมทางมุมขวาบนของภาพ

ดังนั้น จะเรียกว่าภาพนี้เป็นภาพแรกที่อุดมถ่ายคู่กับน้องทะเลสุดกรี๊ดเป็นภาพแรกก็ว่าได้

น้าม้อยจัดให้

โฮ่ โฮ่ โฮ่