| Rating: | ★★★ |
| Category: | Movies |
| Genre: | Science Fiction & Fantasy |
คนธรรมดาที่เพี้ยนในบางจังหวะ แต่ยังไม่จัดเข้าขั้น “บ้า” อย่างเรา ฝันแต่ละคืน ยังฝันได้แสนพิสดาร ล้ำลึก แถมยังไร้ขอบเขตและเหตุผล (จะแย่อยู่แล้ว)
ตื่นขึ้นในบางเช้ายังหลอนไม่หาย
แล้วนี่ถ้าได้เข้าไปอยู่ในความฝันของคนบ้า สติไม่ดี หรือพวกฆาตกรโรคจิตไม่ยิ่งเบลอ เหวอจนจะบ้าตามเจ้าของฝันไปกันใหญ่รึ?
The Cell (2000) เป็นผลงานหนังเรื่องแรกของ Tarsem Singh ผู้กำกับเชื้อสายอินเดียซึ่งย้ายมาตั้งรกรากในอังกฤษ สร้างชื่อเสียงให้เป็นที่ประจักษ์ผ่านผลงานภาพยนตร์โฆษณาหลายชิ้น มันเป็นหนังแนวไซโค-ไซไฟ ที่เล่าถึงคนๆ หนึ่งที่ใช้กรรมวิธีบางประการ เปิดประตูเข้าไปอยู่ในฝันของอีกคน ไม่ได้เข้าไปแบบผู้สังเกตการณ์ แต่ไปมีบทบาทหนึ่งในนั้นเสียด้วย
เจนนิเฟอร์ โลเปซ เล่นเป็นนักจิตวิทยาที่เข้าไปในฝันของคนสองคน คนแรกเป็นเด็กชายออทิสติกที่เหมือนว่ากำลังหลงทาง ใจลอยห่าง ไกลผู้ปกครองไปทุกที กับอีกคน เป็นชายหนุ่ม ฆาตรกรต่อเนื่องที่มีวัยเด็กแสนน่าเวทนา
กรณีแรกเธอเข้าไปเพื่อให้ความช่วยเหลือเด็ก ส่วนในกรณีที่สอง เป็นการเข้าไปเพื่อให้ความช่วยเหลือตำรวจในการตามหาหญิงสาวอีกคนที่หายไป และคาดว่าจะต้องกลายเป็นศพเหมือนรายก่อนหน้าในไม่ช้า
ผลงานที่เป็นความเลอเลิศของทีมสร้างหนังเรื่องนี้จึงเป็นการถ่ายทอดฉากต่างๆ ในความฝันอันบรรเจิดของเด็กชาย กับฝันมาคุสุดสยองของหนุ่มโรคจิต ก็เล่นกันทั้งการถ่ายภาพ การตัดต่อ และคอมพิวเตอร์กราฟฟิก ครบทีม
ก็ชื่นชมกันได้ตั้งแต่ไตเติล ที่เปิดเรื่องด้วยไวด์สกรีน คนชุดขาวหลังม้าดำที่ควบมาไกล เคียงกับสันทรายสีทองแดงที่เป็นรอยริ้วจากสายลม ทาบอยู่ข้างบนคือท้องฟ้าสีสดด้วยแสงอาทิตย์กำลังทำมุมโพลาไรซ์ เติมความอลังการด้วยดนตรีประกอบ (ได้ยินเพียงแผ่ว) เป็นเสียงเครื่องเป่าทองเหลือง แล้วหล่อนก็ลงจากม้า เดินไต่ขึ้นไปตามสันทราย ให้กล้องได้เก็บภาพมุมต่างๆ จนถึงปลายทาง ที่มีเด็กชายคนหนึ่งคอยให้สัญญาณแสงจากกระจกเงาบานเล็ก ยืนรออยู่
โลเปซหน้าสวย และเปิดตัวได้สวย แต่ความสวยมันจบลงเมื่อหล่อนเปิดปากพูด ยัยนี่ช่างจีบปากจีบคอ ประดิดประดอยปากคอจนห่างไกลความเป็นธรรมชาติ (หลาย ค.ศ. ผ่านไป ไม่รู้หล่อนมีพัฒนาการขึ้นบ้างหรือยัง) เผ้าผมในฉากที่ไม่ได้อยู่ในความฝันก็ทำซะเว่อร์ ลอนเป็นลอน สีก็หลอก ยิ่งฉากที่จีบปากจีบคอพูดกับพ่อแม่ของเด็กเอ็ดเวิร์ดนั้น โคตรเสียดายความสวยของโครงหน้าหล่อน ดูแล้วก็แทบจะเชื่อเลยว่าผู้กำกับคนนี้กำกับฉากแบบนี้ไม่เป็น
ทั้งๆ ที่ฉากถูกออกแบบอย่างน่าทึ่ง costume designer ของหนังเรื่องนี้เอง (คือไอโกะ ไอชิโอกะ) เป็นถึงมือรางวัลออสการ์ (จาก Bram Stoker's Dracula) แต่ตัวโลเปซในหนังเรื่องนี้เวลาที่ไม่ได้อยู่ในชุดแฟนตาซี กลับเป็นอะไรที่ดูมีรสนิยมน้อย และดึงให้หนังที่ควรเหยียบไปถึงก้อนเมฆแห่งความเป็นหนังติสท์แดกเรื่องนี้ ต้องต่ำต้อยลงจนกลายเป็นแค่หนังฮอลลีวูดแนวแฟนตาซีที่มีอยู่ดาษดื่น
พูดจาแรงเนอะ แต่รู้สึกอย่างนี้แหละ
หมายเหตุ :
• หนังเรื่องนี้ได้รับการอภินันทนาการจากหนุ่ยนุ้ย ผู้ชื่นชม Tarsem Singh ผู้กำกับ The Cell และ The Fall เอามากมาย จึงขอขอบคุณมา ณ ที่นี้
• (เออแก ไม่รู้ทำไมเสียงมันเบ๊าเบา เปิดสุดทีวี เปิดสุดคอมแล้วก็ยังแทบไม่ได้ยินเสียง score)
• ไม่แน่ว่าเพราะได้ดู The Fall (2006) ก่อนหรือเปล่า (บันทึกความรู้สึกไว้ในนี้ http://mandymois.multiply.com/reviews/item/55) จึงอดเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ ว่าเรื่องนั้นมันติสต์แตก และมี Theme ที่น่าประทับใจกว่าเรื่องนี้ เนื้อเรื่องก็เจ็บช้ำรันทดกว่า แฟนตาซีกว่า แล้วก็พาฝัน พาใจเตลิดไปได้เต็มที่กว่า ให้โควตากับฉากอลังการของธรรมชาติเต็มหูเต็มตากว่า
• แสดงว่าพี่ผู้กำกับมีพัฒนาการสูงส่งสินะ
• ซีนที่ชอบใน The Cell นอกจากคนชุดขาวตอนไตเติลเปิด ทุ่งข้าวบาร์เลย์กว้างใหญ่ มีถนนลูกรังผ่า และโรงงานตั้งอยู่ตรงกลาง จากนั้น ฉากที่ติดตาดันกลายเป็นภาพฮาร์ดคอร์อย่าง ศพเปลือยซีด กับการดิ้นรนของเหยื่อที่กำลังจะถูกน้ำท่วมตาย กับฉากตอนที่เจโลส่งเด็กลงน้ำจนขาดใจตายไปเสียฉิบ
• ใน The Fall เหมือนเขา (ใครล่ะ?) จะเสพติดอยู่กับการตกจากที่สูง แต่ใน The Cell นี่ เหมือนเขา (ใครอีก?) จะจมจ่อมไปกับความรู้สึกก่อนขาดใจตายในน้ำนะ
• อย่างไรก็ตาม หนังเรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อให้รับรางวัล แต่งหน้ายอดเยี่ยมประจำปีด้วย
• ดู The Cell แล้วอยากเพิ่มดาวให้ The Fall ง่ะ จะได้ขยับดาวให้ The Cell ด้วย
• อีก 2-3 ปี ผู้กำกับคนนี้เค้าจะออก The อะไรมาอีก แล้วจะเริ่ดกว่า The Fall ไปอีกกี่มะน้อย น่าตื่นเต้นจริง