วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2551

มีเรื่องรบกวนกันอีกแล้ว

 

คราวนี้เป็นน้องที่ทำงานค่ะ น้องประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์รุนแรงมาก

อวัยวะในช่องท้องเสียหายเยอะ และกำลังต้องการเกล็ดเลือดกรุ๊ป A ต้องการใช้เรื่อยๆ เพราะว่าเลือดเขายังไม่หยุดเลย

ก็เลยต้องขอความช่วยเหลือกันอีกครั้ง

ใครมีความพร้อม อยากจะมีส่วนช่วยน้องเค้าให้มีโอกาสได้กลับมาใช้ชีวิตอีกครั้ง

ต้องรบกวนให้ไปที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์

แจ้งเจ้าหน้าที่ว่า มาบริจาคเกล็ดเลือดกรุ๊ป A ให้นางสาว สกาวรัตน์ วสันติอุปโภคากร

ผู้ป่วยห้อง ICU ตึกสิริธร โรงพยาบาลจุฬา

ขอบขอบคุณมาล่วงหน้าจ้ะ

และเพื่อให้รายละเอียดเบื้องต้นเกี่ยวกับการบริจาคเกล็ดเลือด จึงคัดข้อมูลจากเว็บของสภากาชาดไทยมาให้อ่านด้วย

 

การบริจาคเกล็ดโลหิต (Single Donor Platelets)
เกล็ดโลหิต เป็นเซลล์เม็ดโลหิตชนิดหนึ่ง มีขนาดเล็กมาก แต่มีความสำคัญต่อร่างกายอย่างยิ่ง เพราะช่วยทำให้โลหิตแข็งเป็นลิ่ม และอุดรอยฉีกขาดของเส้นโลหิตเวลาที่ถูกของมีคมบาด โดยปกติเกล็ดโลหิต มีอายุในการทำงานประมาณ 5-10 วัน ในร่างกายมนุษย์เราจะมีเกล็ดโลหิตประมาณ 1-5 แสน/1 ลูกบาศก์มิลลิลิตร ถ้ามีภาวะเกล็ดโลหิตต่ำมากจะทำให้โลหิตออกง่าย นอกจากนี้ยังมีโรคหลายโรคที่ทำให้เกล็ดโลหิตต่ำ เช่นโรคมะเร็งเม็ดโลหิตขาว โรคที่เกี่ยวกับไขกระดูกไม่ทำงาน โรคติดเชื้อบางชนิด เช่น โรคไข้เลือดออก เป็นต้น
                 ปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นจำนวนมากที่ต้องใช้เกล็ดโลหิตรักษา ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จะเปิดรับบริจาคเกล็ดโลหิต เฉพาะที่มีการร้องขอจากโรงพยาบาลเท่านั้น มิได้เปิดรับบริจาคทั่วไปเหมือนรับบริจาคโลหิต หรือพลาสมา ทั้งนี้เพราะเกล็ดโลหิตเมื่อเจาะออกมานอกร่างกายแล้ว จะมีอายุเพียง 24 ชั่วโมง - 5 วัน ตามลักษณะและกรรมวิธีในการเจาะเก็บและต้องเก็บรักษาไว้ในตู้ซึ่งควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ 22 องศาเซลเซียส พร้อมกับมีการเขย่าเบาๆ ตลอดเวลา

การรับบริจาคเกล็ดโลหิต
                  จะใช้เครื่องมือเฉพาะที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ผู้บริจาคเกล็ดโลหิตจะถูกเจาะโลหิตจากแขนข้างหนึ่งผ่านเข้าเครื่องแยกอัตโนมัติ เพื่อแยกเกล็ดโลหิตออกจากเม็ดโลหิตแดง เมื่อได้เกล็ดโลหิตแล้ว ส่วนประกอบอื่นๆ จะถูกคืนกลับเข้าสู่ร่างกาย ระยะเวลาในการบริจาคเกล็ดโลหิต ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง

คุณประโยชน์
                  เกล็ดโลหิตใช้รักษาโรคในผู้ป่วยที่มีภาวะเกล็ดโลหิตต่ำ และมีปัญหาเลือดออกไม่หยุด เช่นโรคไข้เลือดออก มะเร็งเม็ดโลหิตขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น


วิธีการ
                 
การรับบริจาคเกล็ดโลหิต จะใช้เครื่องมือเฉพาะที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ผู้บริจาคเกล็ดโลหิตจะถูกเจาะโลหิตจากแขนข้างหนึ่งผ่านเข้าเครื่องแยกอัตโนมัติ เพื่อแยกเกล็ดโลหิตออกจากเม็ดโลหิตแดง เมื่อได้เกล็ดโลหิตแล้ว ส่วนประกอบอื่นๆ จะถูกคืนกลับเข้าสู่ร่างกาย ระยะเวลาในการบริจาคเกล็ดโลหิต ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง


คุณสมบัติพิเศษสำหรับผู้บริจาคเกล็ดโลหิต
*หมู่โลหิตจะต้องตรงกับผู้ป่วยที่ต้องการเกล็ดโลหิต
*เส้นโลหิตตรงข้อพับแขนชัดเจน
*ไม่รับประทานยาแก้ปวดแอสไพริน ในระยะเวลา 5 วันก่อนบริจาค
และควรเป็นผู้ที่บริจาคโลหิตสม่ำเสมอ

                 ผู้บริจาคเกล็ดโลหิตจะไม่อ่อนเพลีย สามารถปฏิบัติภารกิจการงาน ได้ตามปกติยกเว้นในกรณีจำเป็น อาจให้บริจาคได้ทุก 3 วัน หลังจากบริจาคเกล็ดโลหิตไปแล้ว 1 เดือน สามารถบริจาคโลหิตได้ตามปกติ

สถานที่ติดต่อ
                 
ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย
                 ถนนอังรีดูนังต์ ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
                 โทรศัพท์ 0-2251-3111 ต่อ 113, 114, 161, 162

ข้อมูบจาก http://www.redcross.or.th/donation/blood_platelet.php4

วันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2551

The Kite Runner: For You, I Will

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama
ได้ดูหนังเรื่องนี้ที่โรงหนังสยาม
ชอบดูหนังที่โรงสยามกับสกาล่ามาก เพราะโรงมันใหญ่ มีที่นั่งดูสบายๆ มากกว่าโรงเล็กๆ ที่ต้องแย่งซื้อตั๋วแถวหลังตรงกลางๆ เข้าไว้
คราวนี้ดูคนเดียว ไม่มีึคนนั่งข้างหน้า สบายตา แต่ก็เขินนิดๆ เวลาร้องไห้ (ถ้ามาดูกับเพื่อนจะร้องได้อย่างไม่มีเขิน-อาจถึงขั้นสะอื้น)

หนังเล่าเรื่องย้อนไปในปี '๗๐s ช่วงสงครามเย็น แฟชั่นกำลังเป็นฮิปปี้กางเกงขาบาน ขับฟอร์ดมัสแตงเสียงกระหึ่ม ตอนนั้นกรุงคาบูล อัฟกานิสถานยังสงบสุข เห็นได้จากชีวิตชีวาของตลาด และกิจกรรมของผู้ใหญ่
เมืองนี้คงจะมีลมดี เพราะเด็ก ผู้ชายเค้าเล่นว่าวกันอย่างสนุกสนานอยู่ทั่วเมือง ทั้งบนพื้น แล้วก็บนหลังคาตึก มีการรบกันเล็กๆ ด้วยการตัดสายป่านของอีกฝ่าย ว่าวใครขาด คนนั้นก็แพ้

และเพื่อให้สมศักดิ์ศรีของผู้ชนะ ก็ควรจะต้องเก็บว่าวที่ตัวเองพิชิตมาได้เอาไว้ด้วย

มีเด็กผู้ชายอยู่สองคน มีฐานะต่างกัน เพราะคนหนึ่งเป็นลูกนาย (อาร์มีร์) อีกคนเป็นลูกบ่าว(ฮัสซัน) สองคนนี้รักกันมาก ยิ่งฮัสซัน ทั้งที่ตัวกะเปี๊ยกแค่นั้น แต่ก็ทั้งรัก ภักดี และ sacrificed ตัวเองเพื่อเพื่อนสุดๆ ไม่ว่าอาร์มีร์จะทดสอบความภักดีของเขากี่ครั้ง ฮัสซันก็ยังให้คำตอบที่หนักแน่น และมั่นคงเหมือนเดิม

มีตอนหนึ่งที่ฮัสซันวิ่งไปเก็บว่าวที่ถูกตัดขาดและกำลังลอยตามลมให้อาร์มีร์ เขาวิ่งไปคนละทางกับเด็กอื่นๆ อาร์มีร์สงสัยว่าทำไมไม่ไปตามเก็บว่าวให้ ฮัสซันตอบว่า เขารู้ว่าเดี๋ยวมันจะลอยมาทางนี้ และถ้าอาร์มีร์อยากได้ ไม่ว่าจะเป็นว่าวอีกกี่ตัว เขาก็จะเก็บมาให้อาร์มีร์ให้ได้ (เริ่มซึ้งแล้วซี)

เล่าถึงความรักและผูกพันของสองเพื่อนอีกนิดหนังก็ปล่อยตัวร้ายออกมา เป็นเด็กวัยรุ่นหัวรุนแรงที่เป็นพวกแบ่งแยกสีผิวและชนชั้น พวกนี้คอยแกล้งสองเพื่อนรัก เพราะเขม่นอาร์มีร์ซึ่งเป็นลูกโทนของคนมีตังค์ นักเรียนนอกหัวก้าวหน้าประจำกรุงคาบูล แต่ดันมาคบใกล้ชิดสนิทสนมกับฮัสซัน ซึ่งเป็นพวก ฮาซาร่า (เข้าใจว่าเป็นชนกลุ่มน้อยมาจากภูเขา-อะไรอย่างนั้น)

ไอ้ ๓ วายร้ายนี้เอง ที่ดักทำร้ายฮัสซันในวันเปิดศึกแข่งว่าวของเมือง ที่ฮัสซันดันอาร์มีร์ให้พิชิตเด็กอื่นๆ ในเมืองสำเร็จ แล้วก็วิ่งไปตามเก็บว่าวตัวสุดท้ายที่ตัดสายป่านได้
และไปจนตรอกต่อหน้า ๓ วายร้ายนี่

ไม่คาดคิดมาก่อนว่า (ด้วยความเคารพ ดิฉันไม่เคยอ่านนิยายและไม่เคยรู้เรื่องย่อมาก่อน) ว่ามันจะทำร้ายฮัสซันอย่างนี้ ไม่น่าเชื่อว่าสังคมมุสลิมจะมีผู้ชายข่มขืนผู้ชายด้วย
พูดให้ถูกคือเด็กผู้ชายข่มขืนเด็กผู้ชาย แถมบอกเพื่อนว่าอย่างนี้ไม่บาป แต่มันคือการลงโทษ

เรื่องมันบัดซบจริงๆ
และมันบัดซบยิ่งขึ้นเมื่ออาร์มีร์เห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง แต่ไม่ได้พยายามจะช่วยเพื่อน เพราะเขา 'ขลาด' เกินไป

หลังจากนั้นความสัมพันธ์ก็มีรอยร้าว ฮัสซันรู้หรือเปล่านะว่าอาร์มีร์เห็น-ไม่รู้เหมือนกัน แต่อาร์มีร์พยายามสร้างกำแพงปกป้องความรู้สึกของตัวเอง เขาทำตัวห่างเหิน ทราบว่าเพื่อนป่วยก็ไม่ไปเยี่ยมเหมือนเคย แถมยังเลวร้ายถึงขั้นป้ายสีว่าเพื่อนขโมยของ จนในที่สุด พ่อลูกคู่นี้ก็ขออพยพตัวเองออกไปจากบ้าน

หลังจากนั้น รัสเซียก็บุกคาบูล
พ่อพาอาร์มีร์หนีเพราะรู้ตัวดีว่าด่าคอมมิวนิสต์ไว้มาก
ตอนอยู่บนรถบรรทุกข้ามแดนไปปากีสถาน มีทหารรัสเซียเรียกให้หยุด แล้วก็สั่งให้ผู้หญิงที่กำลังอุ้มเด็กทารกที่กำลังร้องไห้โยเยลงไปหาความสำราญกัน สามีของผู้หญิงคนนั้นโกรธ แต่โกรธไม่เท่าพ่อของอาร์มีร์ ที่โกรธจนลืมตาย ลุกขึ้นยืนด่าผ่านล่าม ท้าว่าให้ยิงเขาให้ตาย ไม่อย่างนั้นจะแช่งพ่อทหารคนนั้น (อะไรประมาณนี้นะ) เกือบได้ตายจริง แต่นายของทหารผู้นั้นมาถึงก่อน และปล่อยรถบรรทุกไป

ตอนที่รถวิ่งอีกครั้ง ทุกคนคอตก เหงื่อแตก เพราะพึ่งรอดตายมาได้ สามีของผู้หญิงคนนั้นลุกขึ้นมาคุกเข่าต่อหน้าพ่อของอาร์มีร์ เหมือนจะจูบมือแล้วพูดขอบคุณ น้ำตาดิฉันก็ไหลเป็นยกแรก

เป็นอันว่าเพื่อนสองคนพลัดพรากกันทั้งทางกายและใจ พลัดกันไปไกล เพราะคนหนึ่งไปใช้่ชีวิตพลเมืองชั้นสองในอเมริกา อีกคนยังอยู่ในภัยสงครามกลางเมืองของอัฟกานิสถาน ที่หลังจากโดนรัสเซียรังแก ก็มีพวกตอลีบานเข้ามากดขี่ต่อ อ้างว่ามาปลดแอก แต่ที่จริงก็คือการกระทำย่ำยีในอีกรูปแบบนั่นแหละ

อาร์มีร์โตเป็นหนุ่มเรียนจบ ยังมุ่งมั่นจะเป็นนักเขียน พบรัก แต่งงาน พ่อตาย นิยายได้รับการตีพิมพ์ และแล้วก็ได้รับโทรศัพท์จากเืพื่อนพ่อ คนที่ส่งเสริมพรสวรรค์และความสนใจในการเขียนของเขาตั้งแต่ครั้งยังเด็ก

อาร์มีร์เดินทางไปปากีสถานเพราะทราบว่าเพื่อนพ่อกำลังป่วยหนัก โดยไม่่รู้ว่าเพื่อนพ่อมีจดหมายฉบับหนึ่งรอเขาอยู่

เป็นจดหมายจากฮัสซันซึ่งพยายามเรียนหนังสือด้วยตัวเอง และตั้งใจจะไม่เขียนจดหมายถึงอาร์มีร์ จนกว่าจะใช้ภาษาได้ดีพอ... ทว่า ฮัสซันได้ตายไปด้วยกระสุนพวกตอลีบันเพราะพยายามปกป้องบ้านพ่ออาร์มีร์ไว้ เมียก็ถูกยิงตายตาม เหลือลูกชายไว้ ๑ คน ตอนนี้อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
เพื่อนพ่ออยากให้ไปรับลูกฮัสซันกลับไปอเมริกาด้วย อาร์มีร์สงสัยว่าทำไมเขาต้องทำอย่างนั้น เพื่อนพ่อเลยบอกว่า เพราะว่าพ่อของฮัสซันเป็นหมัน แต่แม่ฮัสซันท้องกะพ่ออาร์มีร์ ฮัสซันก๊อเลยเป็นน้องชายของอาร์มีร์น่ะซี

ทีนี้ อาร์มีร์เลยต้องบุกไปคาบูล อัฟกานิสถาน ไปถึงสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ซึ่งน่าอนาถใจมากที่ได้เห็นภาพเด็กๆ วิ่งเล่นทั้งที่มีขาข้างเดียวกับไม้ค้ำ ถามถึงโซรัปหลานชาย ก็รู้ว่าถูกพวกตอลีบันซื้อตัวไป (รู้เลยว่าซื้อไปทำไม เพราะไดอาลอกที่ว่า บางทีก็เลือกเด็กผู้หญิง บางทีก็เลือกเด็กผู้ชาย) และที่คนดูแลจำเป็นต้องให้ไปก็เพราะว่า ไม่มีปัญญาไปต่อกรกับคนพวกนี้ แถมเด็กอื่นๆ จำเป็นต้องมีเงินมาซื้ออาหารกินด้วย
(เศร้าว่ะ-ยูนิเซฟรู้แล้วคงร้องกรี๊ด)

อาร์มีร์เลยจำต้องบุกไปตามตัวหลาน ณ รังของพวกตอลีบัน และได้พบในที่สุดว่า เจ้าตัวเอ้ที่ซื้อเด็กชายมาบำบัดความใคร่นั้น คือไอ้อันธพาลที่เคยทำร้ายฮัสซัน เพื่อนของเขาในวันนั้นนั่นเอง
(จะเห็นได้ว่า โลกไม่ได้เลวร้ายอย่างเดียว มันยังกลมมากๆ อีกด้วย)

อาร์มีร์คงโดนคนจิตวิปริตคนนี้ทำร้ายจนตาย ถ้าหลานไม่ใช้หนังสติ๊ก(Made in USA) ที่ตัวเองมอบเป็นของขวัญวันเกิดให้กับพ่อของเขาตั้งแต่เมื่อครั้งกระโน้นช่วยเอาไว้

ในที่สุด อาร์มีร์ก็พาหลานผู้เงียบงันเพราะขวัญหาย ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เดินทางถึงบ้านในแคลิฟอร์เนีย หนังบอกว่าเขายอมรับ และปกป้องเกียรติของหลาน (พูดให้ลึกคือเขายอมรับผิดแล้ว ที่คราวนั้นเห็นเพื่อนโดนรังแก แต่ไม่กล้าช่วย) ด้วยการกล้าพูด (เป็นครั้งแรก) กับพ่อตาว่า หลานคนนี้เป็นลูกของน้องชาย ซึ่งเป็นน้องคนละแม่ของเขา แถมยังบอกพ่อตาอีกว่า อย่าเรียกเด็กคนนี้ว่า เด็กฮาซาราอีก เพราะว่าเขามีชื่อ ชื่อโซรัป

และอาร์มีร์ก็ได้ไถ่บาปจากใจในตอนท้าย เขาชวนให้โซรัปเล่นว่าว บอกหลานว่าพ่อของเขาเล่นว่าวเก่งแค่ไหน เมื่อพิชิตว่าวผู้ท้าประลองได้ อาร์มีร์ก็ตั้งท่าวิ่งไปเก็บว่าวตัวที่สายป่านขาดให้หลาน

โดยบอกกับเด็กชายเหมือนที่พ่อของเขาเคยบอกตัวเอง คำพูดที่ทำให้ดิฉันนึกถึงเพลงที่มีเนื้อร้องว่า

I will cross the ocean for you
I will go and bring you the moon
I will be your hero, your strength
Anything you need ....
Promise you, for you I will

(ซึ้งกำลังดีนะ หนังเรื่องนี้)




ข้อสังเกตุ
๑.หนังเรื่องนี้ควรได้รางวัลสาขาเกี่ยวกับการถ่ายภาพและซีจีด้วย เพราะไม่ได้แค่นำมุมสวยๆ ของชีวิตมาให้เราดู แต่การทำภาพว่าวเริงลมสู้รบกันบนฟ้ายังทำได้ดีมากจนอยากลองหัดเล่นว่าวบ้าง
นอกจากนี้เขายังทำภาพกรุงคาบุลหลังสงครามได้รันทดจิตมากๆ คนอัฟกันน่าสงสารที่สุด
๒.ชอบไตเิติ้ลหนัง ที่ทำฟ้อนต์เลียนแบบตัวหนังสือภาษาอาหรับ
๓.ชอบยิ้มของโซรัปตอนฉากจบของหนัง
๔.หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องดี แล้วก็จัดสัดส่วนการเล่าเรื่องต่างๆ การให้น้ำหนักกับประเด็นต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม แถมไม่ลืมแทรกอารมณ์ขันไว้อย่างถูกจังหวะ ดิฉันชอบซีนแต่งงานตามประเพณีอัฟกัน ที่ผู้ใหญ่เอากระจกมาให้บ่าว-สาวส่อง แล้วอาร์มีร์ถามเมียว่า "What do you see?" ชอบคำตอบของฝ่ายหญิง ทั้งสายตาและไดอาลอก ทำให้เรารู้้เลยว่าสองคนนี้รักกันและต้องการกันและกันขนาดไหน
๕.ชักอยากไปเดินในที่ที่ได้กลิ่นคะบับแพะมั่งแล้วสิ
๖.อาร์มีร์เคยติงพ่อตัวเองว่า 'ดื่ม' เป็นบาปไม่ใช่หรือ พ่อ(อาจจะเส)บอกลูกว่า สิ่งที่บาปที่สุดคือการขโมย โดยเฉพาะการฆ่าคน เพราะนั่นเท่ากับเป็นการขโมยชีวิตของเขา ทำให้เมียหมดโอกาสมีลูก ทำให้ผัวหมดโอกาสอยู่กับลูกเมีย (...ประมาณนี้นะ ความจำไม่แม่น) ไม่ว่าพ่อจะบอกอาร์มีร์อย่างนี้เพราะตัวเองเป็นนักดื่ม แต่ดิฉันชอบใจมาก และเห็นด้วยอย่างสุดๆ ว่า การขโมยเป็นบาปอย่างที่สุด
๗.มีความรู้สึกประทับใจในการทำงานของคนแปลซับไตเติ้ลมาก คราวนี้ไม่รู้สึกถูกขัดขวางอารมณ์เลย-ขอบคุณมากค่ะ

The Kite Runner (๒๐๐๗)
สร้างจากนวนิยายดัง ดังไปหลายประเทศ มีแปลเป็นภาษาไทยแล้วด้วย (เห็นว่าเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของเด็กอเมริกันนะ) โดย Khaled Hosseini
กำกับโดย Marc Forster
เขียนสกรีนเพลย์โดย David Benioff

วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2551

นิตยสารสารคดี ฉบับที่ ๒๗๖ ประจำเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

Rating:★★★★★
Category:Other
สารคดีเล่มนี้มีเรื่องจากปกที่น่าสนใจมาก คือการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิง

ไม่ว่าใครจะอธิบายสาเหตุของการ 'เบี่ยงเบนทางเพศ' ว่าคืออะไร
และแม้บางศาสนาจะเชื่อว่า การผ่าตัดแปลงเพศเป็นการทำลายผลงานของพระเจ้า
แต่สำหรับหลายคน การผ่าตัดนี้เป็นเหมือนพิธีกรรมรวมร่างกายและจิตใจให้เป็นหนึ่งเดียว

ภาพประกอบอาจจะสยองไปบ้าง แต่นั่นเป็นเพราะสารคดีพยายามเล่าถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงจากเพศสภาพชายให้เป็นหญิง รวมทั้งเล่าถึงที่มา และความรู้สึกนึกคิดของคนรอการเปลี่ยนแปลง รายงานวิถีชีวิตหลังการเปลี่ยนแปลง และแน่นอน สารคดีไม่ลืมรายงานเรื่องการยอมรับ ความเข้าใจ และกำลังใจจากรอบตัวของคนต้องการเปลี่ยนเพศ
(บางกำลังใจทั้งน่านับถือและทำให้น้ำตาคลอได้ทีเดียว)

คนที่มีร่างกายตรงกับจิตใจอาจเคยมีคำถามเพราะความที่เราไม่เข้าความรู้สึกนึกคิด และการกระทำของคนที่มีร่างกายไม่ตรงกับจิตใจ
อย่าปล่อยให้มันเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ
ในเมื่อเกิดมาในโลกใบเดียวกันแล้ว ก็น่าจะลองทำความเข้าใจกันดู

เราอาจไม่ใช่เครื่องรับและเครื่องส่งที่รับ-ส่งกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
แต่ถ้าเปิดใจให้กว้าง ยอมรับ และเคารพในตัวกันและกัน บางทีเราอาจเข้าใจกันได้มากกว่าเพื่อนเพศเดียวกันเสียอีก

อีกเรื่องที่ทำให้ดิฉันให้สารคดีเล่มนี้ไปเลย ๕ ดาวคือสารคดี
‘เขาแผงม้า ก่อนจะกลายเป็นตำนานอีกครั้ง’ ซึ่ง ณรงค์ สุวรรณรงค์ ทั้งเขียนเรื่องและถ่ายภาพเอง เล่าถึงวิถีชิวิตที่การใช้ชีวิตของคนกับการอนุรักษ์ไปด้วยกันได้

เป็นสารคดีที่ถ่ายภาพกระทิงได้เจ๋งมาก น่าประทับใจสุดๆ

คอลัมน์สัมภาษณ์เล่มนี้ บอกอจอบไปสัมภาษณ์ เทพชัย หย่อง กรณี ไทยพีบีเอส โทรทัศน์สาธารณะ สถานีโทรทัศน์ใหม่ของคนไทย

พระไพศาล วิสาโล เขียนคอลัมน์ รับอรุณ เรื่อง ‘ชีวิตที่ต้องมีความอ้างว้างเป็นเพื่อน’

นายรอบรู้พาไปเที่ยวตามคำขวัญที่จังหวัดลพบุรี คอลัมน์ท้ายครัว กฤช เหลือลมัย สอนทำผัดฉ่าปลาซะแงะ

คอลัมน์คลื่นความคิด บัญชา ธนบุญสมบัติ เขียนเรื่อง Palindrome หรือศัพท์ภาษาอังกฤษที่ไม่ว่าจะอ่านจากหน้าไปหลัง หรืออ่านจากหลังมาหน้าก็ได้คำๆ เดียวกัน เช่น madam, kayak, noon พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าในภาษาไทยก็มีนะ เช่น กนก, นาน, นอน ไม่ใช่แค่นั้น ยังมีพาลินโดรมในคณิตศาสตร์อีก หนุกจริงๆ

เล่มนี้ ดนตรีที่มีเสียงน้ำตา ของ ปราบดา หยุ่น เขียนถึง Marvin Gaye นักร้องเพลงโซลที่พูดถึงเซ็กซ์ในเพลงที่เขาแต่งอย่างโจ๋งครึ่ม แต่ในชีวิตจริงไม่ยักเป็นอย่างนั้น เป็นศิลปินที่หดหู่รันทดที่ปราบดาให้คำจำกัดความว่า ‘เซ็กซ์สลด’

อีกคอลัมน์ที่ไม่อยากให้พลาดกันก็คือ โลกบันเทิง ที่ไกรวุฒิ จุลพงศธร เขียนถึงหนังออสการ์ No Country for Old Men แต่ยังไม่ได้อ่าน ขอเข้าโรงไปดูก่อน

วันเสาร์อาทิตย์ว่างๆ อยากอ่านอะไรที่มีทั้งสาระและความบันเทิง ลองเลือกสารคดีซิจ๊ะ



นิตยสารสารคดี นิตยสารรายเดือน (ออกปลายๆ เดือน)
ราคา ๑๒๐ บาท ต้องการสนับสนุนโดยการสมัครสมาชิกรายปี จากควรจ่ายราคา ๑,๔๔๐ บาท ลดเหลือ ๑,๒๕๐ บาท จะได้รับกระเป๋าผ้าโลกร้อน พร้อมรับสิทธิ์ซื้อหนังสือในเครือสารคดีและเมืองโบราณในราคาพิเศษ

ถ้าไปสมัครกันในงานสัปดาห์หนังสือ ๒๖ มีนาคม-๗ เมษายนนี้ จะได้รับกระเป๋ากลับไปใช้เลยจ้ะ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.sarakadee.com

วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2551

ถ้าจะไป ก็ไปด้วยกันนะ

 

งานอาสาสมัคร
โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ

 

ความเป็นมา

                   งานอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็นดำเนินมาพร้อมกับงานการศึกษาของผู้ที่มีความบกพร่องทางการเห็น เมื่อปี พ.ศ. 2482 มิสเยเนวีฟ คอลฟิลด์ สุภาสตรีตาพิการ ชาวอเมริกัน จากประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านมาประเทศไทยด้วยกุศลเจตนาอย่างแน่วแน่ในการให้การศึกษาแก่คนตาบอด ด้วยไม่สนใจต่อคำพูดที่ว่าคนตาบอด น่าสงสาร ทุพพลภาพ ไร้ความสามารถ ไม่มีประโยชน์ต่อใคร ท่านได้พิสูจน์แล้วว่าคนตาบอดมีความสามารถ จึงมุ่งมั่นที่จะให้การศึกษาคนตาบอดอย่างเต็มที่ ฝ่าฟันอุปสรรคหลายๆ อย่างเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย อย่างไรก็ดีในการทำงานของท่าน ยังมีผู้มีน้ำใจประเสริฐ มีเมตตากรุณาเข้าใจ และเล็งเห็นความสำคัญในการให้การศึกษาแก่คนตาบอด พร้อมที่จะเสียสละความสุขส่วนตัวมาร่วมทำกิจกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพื่อนๆ ของมิสคอลฟิลด์ งานอาสาสมัครจึงเริ่มต้นอย่างไม่เป็นทางการ จนท่านเหล่านั้นได้ช่วยกันจัดตั้งเป็นมูลนิธิช่วยคนตาบอดฯ ได้สำเร็จ งานอาสาสมัครยังคงมีต่อมาเรื่อยๆ เพื่อสนับสนุนด้านการศึกษา และงานช่วยเหลือคนตาบอดให้กว้างขึ้น
                   ในระยะเวลาที่ผ่านมางานอาสาสมัครยังไม่เป็นทางการ ส่วนใหญ่จะเป็นการเชื้อเชิญระหว่างผู้ที่มาเป็นอาสาสมัครด้วยกัน คุณครูวิมล อ่องอัมพร และ Mr. Renn Fuller เป็นบุคคลที่มีความพยายามให้มีโครงการนี้เกิดขึ้น ปัจจุบันทางโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ได้จัดตั้งโครงการอาสาสมัครอย่างเป็นทางการ โดยมีคุณวรลักษณ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นประธานโครงการฯ นอกจากนั้นยังเริ่มมีการให้ความรู้เบื้องต้นแก่อาสาสมัครที่มาช่วยงานให้เข้าใจผู้ที่บกพร่องทางการเห็นมากขึ้น นอกจากนั้นทางโครงการได้มีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เบื้องต้นแก่อาสาสมัครที่มีความสนใจในการช่วยเหลือเด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นในส่วนของการศึกษาและด้านอื่นๆ มากขึ้น นับได้ว่าเป็นการเปิดโลกกว้างที่ไม่มีช่องว่างระหว่างคนปกติและผู้ที่ บกพร่องทางการเห็นที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข
                   ในปัจจุบันงานอาสาสมัครยังมีส่วนช่วยให้นักเรียนที่บกพร่องทางการเห็นซึ่งออกไปเรียนร่วมกับ
นักเรียนในโรงเรียนปกติด้วยการสอนเสริม ให้ความรู้เพิ่มเติมแก่นักเรียน นอกจากนั้นยังมีสอนให้นักเรียนเข้าใจชีวิต การปรับตัวเอง ในการที่จะพัฒนานักเรียนที่บกพร่องทางการเห็นได้มีชีวิตอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสังคมอย่างมีความสุข
                   ในการจัดการศึกษาให้กับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นเพื่อให้ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนรู้สามารถค้นหาจากห้องสมุดหรือได้รับการแนะนำจากผู้ที่ให้การสนับสนุน งานอาสาสมัครจึงมุ่งเน้นในการนำผู้ที่สนับสนุนการศึกษาของเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นมาช่วยทำประโยชน์ทั้งทางตรง และทางอ้อมมากที่สุด งานอาสาสมัครจะช่วยให้นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็นได้เรียนรู้และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมปกติ และยังช่วยให้อาสาสมัครได้รู้วิธีการให้การช่วยเหลือบุคคลที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นได้อย่างถูกต้อง

                   อาสาสมัครนับว่าเป็นบุคคลที่มีความเสียสละอุทิศเวลาและให้การสนับสนุนในด้านการศึกษาและอื่นๆ ของเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น การรวบรวมข้อมูล การเสนอแนะวิธีการ ที่จะช่วยงาน รวมทั้งขอบข่ายของงานอาสาสมัคร การติดตามการทำงานของอาสาสมัคร ตลอดจนการประกาศเกียรติคุณของอาสาสมัคร เพื่อให้อาสาสมัครมีกำลังใจที่จะช่วยเหลือเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นต่อไป

คุณสมบัติของอาสาสมัคร

1.       ไม่จำกัดเพศ และอายุ

2.       มีจิตใจช่วยเหลือผู้บกพร่องทางการเห็น

ประเภทของอาสาสมัคร

1.       บุคคลทั่วไป

2.       นักเรียน นักศึกษา

3.       อาสาสมัครที่ทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับ

ลักษณะงานของอาสาสมัคร

1.

อ่านหนังสือลงเทป (Talking Book)

2.

การพิมพ์หนังสือลงแผ่นดิสก์เพื่อแปลเป็นอักษรเบรลล์และจัดทำหนังสือตัวโตสำหรับเด็กสายตาเลือนลาง
( Low Vision)

3.

สนับสนุนในกิจกรรมของนักเรียนที่บกพร่องทางการเห็น ได้แก่

 

3.1

กิจกรรมสำหรับเด็กเล็ก

 

 

  • ดูแลเด็ก พาเด็กเดินเล่น
  • อ่านนิทานให้เด็กฟัง
  • สอนดนตรี
  • ช่วยฝึกกิจกรรมส่วนตัว (การดำรงชีวิตประจำวัน)
  • ช่วยแนะนำฟื้นฟูบุคลิกภาพของเด็ก

 

3.2

กิจกรรมสำหรับนักเรียนประถมปีที่ 1-6 (อายุ 8-15 ปี)

 

 

  • กิจกรรมทางวิชาการ
  • กิจกรรมทางภาษา
  • กิจกรรมพิเศษ เช่น ดนตรี ว่ายน้ำ ศิลปะ และอื่นๆ
  • กิจกรรมนอกสถานที่

 

3.3

กิจกรรมสำหรับนักเรียนร่วมชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3

 

 

  • ช่วยสอนการบ้านช่วงเย็น ตั้งแต่เวลา 15.30-19.00
  • อ่านหนังสือให้เด็กฟังในวันหยุดราชการ
  • กิจกรรมทางวิชาการ เช่น การสอนเสริมวิชาต่างๆ
  • กิจกรรมทางภาษา
  • กิจกรรมพิเศษ เช่น ดนตรี ว่ายน้ำ ศิลปะ
  • กิจกรรมนอกสถานที่
  • กิจกรรมพัฒนาทางสังคม และพัฒนาบุคลิกภาพ เป็นต้น
  • อื่นๆ

 

4.

การจัดหาทุนสนับสนุนเพิ่มเติมในเรื่องการศึกษา อุปกรณ์ และความเป็นอยู่ของนักเรียน

 

5.

กิจกรรมร่วมกับผู้ปกครองให้ความรู้ในการดูแลเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นที่บ้าน 

 

นางสาวอาทิตา รอดสมนา ผู้ประสานงานอาสาสมัคร

เลขที่ 420 ถนนราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400
โทร. 022-460-070 , 022-461-431 , 022-481-365-8 ต่อ 108
โทรสาร. 022-481-369

 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.blind.or.th/school/volunteer.htm

 

 

วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2551

วันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา




วันนี้คงจะเป็นวันธรรมดา แต่มันไม่ธรรมดาเพราะว่าทั้งๆ ที่ง่วงนอนเพราะเมื่อคืนนอนตีสอง
(ขอโทษนะตัวเอง ที่เมื่อคืนไม่มี growth hormone หลั่งมาช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอให้เธอ)
แต่วันนี้เป็นวันที่ได้จังหวะดี เพราะนอกจากสามารถเขียนเล่าผลของความอุตสาหะได้แล้ว ยังมีงานส่งคุณหัวหน้าถึง 2 ชิ้น
(บ้าแท้ๆ)

แค่นั้นไม่พอ ตกเย็น แบก คุณ "แสนดี" แลปทอปน้อยไปให้พี่ที่ร้านเดิมเช็กโปรแกรมเล่นดีวีดีหน่อย ว่าทำไมมันเล่นแต่ภาพ ไม่เล่นเสียง

ไม่ใช่แค่พี่เจ้าของร้านจะจำได้ แต่ยังทักว่า "มาแล้ว น้องคนสวย"
(ฮิ-สวยจิงป่าวเพ่?)

โปรแกรมดีวีดีลงใหม่เสร็จในพลัน ก็ออกจากร้าน ลงรถใต้ดิน ต่อรถไฟฟ้า ขึ้นมอเตอร์ไซค์วิน ตรงไปยัง "สมบูรณ์โภชนา" วันนี้วันเกิดเพื่อน เพื่อนนัดกินข้าวกัน

เป็นข้าวเย็นมื้อที่อร่อยมากๆ (ปกติกินคนเดียวจ้า) โดยเฉพาะผัดผักโปยเล้ง เจ๋งสุดๆ

เพื่อนเราเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ย่อมมีปัญหายุ่งยากๆ แบบผู้ใหญ่ๆ แต่ดีจัง ที่เพื่อนเปิดใจเล่าให้เราฟัง และเราพอจะเข้าใจเพื่อน (เป็นผู้ใหญ่มันก็ดีอย่างนี้แหละนะ)
ดีใจที่เห็นเพื่อนเข้มแข็ง

แยกจากเืพื่อนก็ได้คุยโทรศัพท์กับ พี่บุ๋ม (เรียกไม่ถูกมานาน-ขอโทดนะค๊า) ที่ลงมาทำงานด้วยมาหาหมอด้วย และได้คุยกันน๊านนาน

และพรุ่งนี้ก็อาจจะได้เจอกันด้วย

วันนี้ก็เลยเป็นวันธรรมดา ที่ดี๊ดี ควรค่าแก่การเขียนถึง

วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2551

ผลแห่งวิริยะ และอุตสาหะ

กรรมนำพาให้ต้องลงมือประดิษฐ์สิ่งของเพื่อเขียนและถ่ายภาพลงคอลัมน์งานประดิษฐ์ด้วยตัวเอง

ถ้ามันเป็นงานไม่ยาก ที่พอจะทำได้อย่างถักไหมพรม ชีวิตก็คงไม่ระทมอย่านี้ ก็ไม่น่าเจือกเสนอโจทย์ยาก สุดอลังการไปขายลูกค้านี่น๊า

ทำอะไรไม่ทำ ริจะมัดเชือกแบบมาคราเม่ (Macrame) ให้เป็นเข็มขัด

ตอนที่รู้ว่าอาจารย์ไม่สะดวกจะทำให้ (แล้วเราก็จดวิธีทำ กับรอถ่ายรูปสบายเฉิบเหมือนเคย) แถมไม่สะดวกจะมานั่งสอนกันตัวๆ เพื่อให้ดิฉันลงมือทำเองนั่น บังเกิดอาการหน้ามืด วิงเวียน คล้ายจะเป็นลม

ก็ประสบการณ์ครั้งสุดท้ายเกี่ยวกับการมัดเชือกเป็นของใช้ก็คือโมบายห้อยกระถางต้นไม้ในชั่วโมงงานประดิษฐ์ชั้นประถมโน่น แล้วทีนี้จะทำยังไงๆๆๆๆๆๆ

ตั้งสติได้แล้วก็ตรงดิ่งไปศูนย์หนังสือจุฬา หาหนังสือสอนทำ ดูๆ ไปก็รู้สึกว่าไม่ยากหรอกๆ จากนั้นอีกสองวัน ก็วันมาฆบูชาอ่ะแหละ ก็ดิ่งไปตั้งฮั่วเส็ง ลงทุน (ด้วยเงินของออฟฟิศ) ซื้อข้าวของกะจะมาลงมือทำ

แวะไปหาอาจารย์อีกหน จะเป็นลมอีกรอบเมื่ออาจารย์และเหล่าลูกศิษย์ชั้นเซียนฟันธงว่าเชือกที่ซื้อมาน่ะ ถักยาก มันสวย แต่ลื่น มือใหม่ (หยั่งหล่อน) ทำไม่รอดหรอก ตอนนั้นเกือบกรี๊ดแล้วเชียว

ดีที่อาจารย์มีเชือกให้ซื้อมาทำงาน เลือกเชือกสีชมพู ไม่ใช่เพราะโปรด แต่คิดว่าสีนี้ไม่อ่อนเกินไป ไม่น่าจะดำก่อนเสร็จ เป็นสีที่น่าจะถ่ายรูปขึ้น แล้วก็เหตุผลสุดท้าย เพื่อความเฮง-เฮง-เฮง ต้องเอาฤกษ์เอาชัยกันหน่อย

หลังจากนั้นดิฉันก็เริ่มลงมือมัด มัดไปพร้อมๆ กับถ่ายวิธีทำ พี่ๆ น้องๆ ที่ออฟฟิศก็แวะเวียนกันมาดู บ้างก็มาทึ่ง บ้างก็มาถากถาง บ้างก็มาตู่ว่าเส้นนี้ทำจะให้เค้าใช่ป่าว

จะบอกว่าถ้าเข้าใจการมัดมัน เข้าใจเทคนิค แค่ทำเข็มขัดตรงๆ แค่นี้มันก็ไม่ยากหรอก แต่มันเป็นอะไรที่ต้องตั้งสติ แล้วก็ทำให้เจ็บมือชะมัดเลยนะ จะทำให้แน่น ให้สวยนี่ ต้องใช้ทั้งนิ้ว และเล็บเลยล่ะ

แต่ในที่สุด งานที่ต้องเสร็จมันก็เสร็จ (เพราะว่าต้องถ่ายรูปใช่ม๊า มันถึงต้องเสร็จ) และเราก็ถ่ายรูปกันไป ทำงานเรียบร้อยกันไปตั้งแต่เมื่อวานนี้

ปลดเรื่องเครียดไปได้อีก 1 เรื่อง

 

 

 

ป.ล. ใครอยากเรียนมัดเชือกเป็นของใช้สุดอลังการ (มัดเชือกทำได้หลายอย่างมากๆ สวยๆ ทั้งนั้นด้วย) ไปเรียนฟรีที่โรงเรียนฝึกอาชีพกทม. นะ โทรไปถามที่ 0 2251 5849 หรือจะติดต่อกับอาจารย์เพชราโดยตรงก็ได้ ที่โทร. 08 1826 1261

แต่สำหรับดิฉัน ขอกลับไปชิลล์กับการถักไหมพรมเหมือนเดิมดีกว่า เพราะว่ามันนุ่มนิ่ม อบอุ่น และไม่เจ็บมือจ้ะ

วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2551

วิถีคนกล้า: เรื่องเล่าจากโลกของผู้ชาย

Rating:★★★
Category:Books
Genre: Other
Author:มาลา คำจันทร์
"ข้าถามจริงๆ เถอะหนะมี สูไม่กลัวตายหรือ?"
"ไม่กลัว เป็นแม่ย่ามีแต่ได้ ไม่มีเสีย ข้าจะกลัวอะไร ข้าเป็นสาวอย่างมากพ่อข้า็ได้แพะห้าตัว เมื่อมีคนมาขอ ถ้าข้าเป็นแม่ย่า ข้าจะได้ห่วงคออันหนึ่ง ได้แพะสิบตัว สูเป็นสาวสูลงข่วงไม่ได้อะไร แต่ถ้าข้าเป็นแม่ย่า ข้าลงข่วงข้าได้มีด ได้ขอ ได้เคียว สูเป็นสาวสูต้องตามใจผู้ชายทุกคน ข้าเป็นแม่ย่าผู้ชายทุกคนต้องตามใจข้า สูเป็นสาว สูจะได้ใครมาเป็นผัวก็ไม่รู้ ข้าเป็นแม่ย่า ข้าจะได้ปู่แถนมาเป็นผัว"
"แต่มันแก่ แก่กว่าพ่อสูเสียอีก"
"มันแก่แต่มันอยู่ดีกินดีกว่าใคร"
"อีกหน่อยพอมันเบื่อมันก็ขายสูไป"
"ถึงมันไม่ขายพ่อข้าก็ขายอยู่ดี"

วิถีคนกล้า เล่าถึงการตีความคำว่า "คนกล้า" ก็จริง แต่ก็มีประเด็นแฝงที่เล่า้ถึงชีวิตลูกผู้หญิงในสังคมที่มีชายเป็นใหญ่ดังบทสนทนาของตัวละครที่คัดมาไว้ข้างต้น

คนเผ่านี้ีเลือก "แม่ย่า" จากเด็กสาวที่มีรอบเดือนครั้งแรกในช่วงเวลาที่กำหนด แม่ย่านี้ นอกจากเป็นการเสี่ยงทายผลการเพาะปลูกในปีนั้นๆ แล้ว ยังได้รับหน้าที่แสนสำคัญ และมีเกียรติยิ่ง ก็คือ การ "ลงข่วง" กับผู้ชายทั้งหนุ่มและแก่ในหมู่บ้าน ซึ่งบ้างก็ขนข้าวของ บ้างก็แรงงานมาแลกกับการได้ xxx กับเธอ

สังคมของคนเผ่านี้เป็นสังคม freesex ก่อนที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีผู้ชายมาสู่ขอไปเป็นเมียอย่างเป็นทางการ นับจากเริ่มมีรอบเดือนแล้ว เขาจะเปิดรับผู้ชายทุกคน โดยการตามไฟต้มน้ำสมุนไพรไว้ที่ชานบ้านทุกๆ คืนข้างขึ้น ชายใดที่มาแอ่วหาแล้วคุยถูกใจกัน เขาจะรินน้ำให้ดื่มเป็นสัญญาณเซย์เยส แล้วผู้หญิงก็จะตามผู้ชายไป "ลงข่วง" กันตามสุมทุมพุ่มไม้

และจะประพฤติอย่างนี้เรื่อยไปจนกระทั่งตั้งท้อง จากนั้นก็จะมีผู้ชายคนหนึ่งมาสู่ขอไปเป็นเมีย

เมื่อนั้น วงจรอนาถของชีวิตลูกผู้หญิงก็จะเริ่มวนเป็น loop
ผู้หญิงมีหน้าที่ออกลูก แล้วก็เลี้ยงลูกไปพร้อมๆ กับออกไปทำไร่ไถนา ทอเสื้อผ้าไว้ใช้ และปลูกฝิ่น ซึ่ง แน่นอนว่าคนสูบฝิ่นก็คือฝ่ายชาย เมื่อติดฝิ่นแล้วก็จะรอกินข้าวกินน้ำจากหยาดเหงื่อแรงงานสตรีเพียงถ่ายเดียว ตกกลางคืนสูบฝิ่นแล้วครึ้มก็สามารถออกไปลงข่วงกับสาวอื่นได้ ไม่มีความผิด

ถ้าได้ลูกชาย เขาก็อาจจะให้เลี้ยงแพะ หรือฝึกให้จับดาบเป็นนักรบไป แต่หากได้ลูกสาวก็เท่ากับมีแรงงาน เขาจะเลี้ยงลูกโดยหวังว่าลูกจะมีบุญวาสนาพอได้้เป็นแม่ย่า เมื่อนั้นพ่อแม่จะได้็เรียกเอาสินสอดแพงๆ จากผู้ชายที่มาขอ เพียงเพื่อให้ลูกตัวเองไปทำงานปลูกข้าวให้ผัวกิน แล้วก็ออกลูกมาอีก อย่างนี้เรื่อยไป

ต่อใหู้้หญิงนั้นได้รับเกียรติยศสูงสุดในชีวิตลูกผู้หญิงคือ ได้ัรับเลือกเป็นแม่ย่า ชีวิตก็หาได้หลุึดพ้นจากวงจรนี้ ยังคงต้องทำงานเลี้ยงผัวและลูก คลอดลูกให้ผัวไม่ผิดไปจากหญิงทั่วไป หากผัวเบื่อ ขายให้ชายอื่น ก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ แค่เปลี่ยนผัวใหม่ ภาระหน้าที่ยังเหมือนเดิม

ครั้นจะลงจากเรือน ไปหาลงข่วงกับผู้บ่าวเยี่ยงที่ผัวตัวกระทำก็ไม่ได้อีก ผิดรีต

น่าอนาถใจแท้
อนาถไปคนละแนวกับสตรีไทยที่ป้าเบียบหวังจะให้รักษาเวอร์จิ้นจนกระทั่งคืนส่งตัว

เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนจะกลุ้ม
(หรือใครจะเถียง?)





"วิถีคนกล้า" เป็นนิยายเรื่องดัง ซึ่งเคยถูกนำไปทำหนังใหญ่มาแล้ว เขียนโดยมาลา คำจันทร์ เจ้าของรางวัลซีไรต์ จาก "เจ้าจันทร์ผมหอม นิราศพระธาตุอินทร์แขวน" ในปี ๒๕๓๔

ไม่ใช่นิยายเรื่องแรก แต่เป็นเรื่องที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นเรื่องที่ ๗ ในปี ๒๕๒๗ ซึ่งนั่นก็เป็นเวลาถึง ๗ ปีก่อนผู้เขียนจะได้รับรางวัลซีไรต์ ดังนั้น หากจะหวังให้วิถีคนกล้า เป็นวรรณกรรมที่สมบูรณ์แบบเช่นเดียวกับเรื่องที่ได้รางวัลก็คงเป็นไปได้ลำบาก ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้มั่ว ก็ก่อนหน้านี้ดิฉันได้อ่าน 'เมืองลับแล' ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกในปี ๒๕๓๘ มาก่อน สัมผัสถึงพล็อตเรื่องที่สนุก เนียน และมีความลงตัวกว่านี้เยอะอยู่ (แอบมีฉากอัศจรรย์สยิวกิ้วเล็กน้อยพอขนลุกเสียด้วย)

อย่างไรก็ตาม แม้จะรู้สึกว่า วิถีคนกล้า ยังแหว่งเว้า ขาดความสมบูรณ์ในบางมิติ แถมยังจบไม่เท่เท่าที่ควร ทั้งๆ ที่วางพล็อตไว้อย่างน่าสนใจ แต่การได้อ่านนิยายเรื่องนี้ก็ทำให้ดิฉันอดนึกภูมิในตัวนักเขียนท่านนี้แทนคนเมืองอื่นๆ ไม่ได้

ก็ถ้ามาลา คำจันทร์ไม่หยิบเอาเรื่องเล่า ความเชื่อ วิถีชีวิตดั้งเดิมของกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในดินแดนล้านนามาเล่าผ่านงานเขียนของเขา ต่อจากนี้อีก ๒๐-๓๐ ปี ลูกหลานเราก็คงไม่ได้รู้จักเรื่องพวกนี้หรอก


วิถีคนกล้า
โดย มาลา คำจันทร์
ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๕
โดยสำนักพิมพ์ต้นอ้อ แกรมมี่ (ตอนนี้ไม่มีแล้ว)
หมายเหตุ ได้มาจากกองหนังสือเก่าที่เอามาขายเล่มละ ๒๐ บาท บนสถานีรถไฟฟ้าอ่อนนุช