แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่า แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เล่าเรื่องแม่


วันนี้เป็นวันหยุดวันแม่ ได้อยู่บ้าน (เพราะโดนสาวใหญ่เบี้ยวนัดอีกตามเคย)

ตื่นก็เมื่อสายแล้ว (ก้ออากาศมันน่านอน) เลยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กะจะโทรไปจิ๊จ๊ะกับแม่หน่อย


ลูก: ’โหล...ม๊า

แม่: ว่าไงลูก

ลูก: ทำไรอยู่ ขายของหรอ?

แม่: อือ ขายอยู่ลูก

ลูก: ขายดีป้าว?

แม่: ดีลูก

ลูก: งั้น...ม๊าอยากขายของก่อนไหม?

แม่: อือ แค่นี้ก่อนนะลูก

ลูก: -__-’

 

หม่าม๊า หรือว่าแม่ของดิฉันเป็นอย่างนี้แหละ วันอะไรเป็นวันอะไรชีไม่สนใจหรอก ถ้าฝนไม่ตกหรือน้ำไม่ท่วมจนผู้คนไม่มาตลาดกัน ชีก็จะยังออกไปขายของ วันไหนไม่ป่วยจนไม่มีแรงทำงานก็จะออกไปทำงาน

คงจะทำงานหาเงินให้ลูกใช้จนชิน ทุกวันนี้เลยยังไม่ยอมหยุด เพราะไม่ชินที่จะหยุด

..เชื่อว่าแม่ของหลายคนก็คงเป็นคล้ายๆ กัน

นึกถึงธรรมชาติข้อนี้ของแม่แล้วนึกถึงอีเมล์ฉบับหนึ่ง ที่หัวหน้าคนปัจจุบัน assign ให้เขียนส่ง สมัยสมัครทำงานกับเขา ตอนนั้นดิฉันไม่มีเวลาไปสัมภาษณ์ครั้งที่ ๒ เพราะต้องลงไปกระบี่ ทั้งๆ ที่ต่างคนต่างสนใจกันและกันมากๆ ก็เลยต่อรองเป็นอีเมล์ฉบับนี้

ขอคัดเฉพาะส่วนที่เล่าถึงครอบครัวและแม่มาเล่าต่อให้ฟัง (อ่าน) ทั่วๆ กันแล้วกัน


Sent: Thursday, November 28, 2002 4:12:45 PM

ก่อนจะเริ่มเรื่อง

ต้องบอกกับคุณก่อนว่าชีวิตของฉันนั้นค่อนข้างจะระหกระเหิน
ฉันเป็นลูกคนโตของพ่อและแม่-ชาวบ้านธรรมดาที่มีการศึกษาไม่มาก
แถมไม่ค่อยมีสมบัติด้วย
ท่านทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ทางตอนใต้ แม่เป็นคนสุราษฎร์ฯ

มีเชื้อสายเป็นมอญจากทางตา และเป็นคนนครปฐมจากทางยาย
ส่วนพ่อมีเชื้อคนจีนจากมาเลย์ฯ โดยอาผ่อและอากุง (ย่าและปู่)

ของฉันอยู่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
 
ปู่-ย่าของฉันคงไม่ค่อยสบายใจนักที่ได้ลูกสะใภ้เป็นคนไทย
แถมมีอาชีพเป็นชาวสวน
เรื่องราวความรักของพ่อแม่จึงมีกลิ่นอายคล้ายละครน้ำเน่าหลังข่าวภาคค่ำ
แต่กระนั้นปู่กับย่าก็ไม่ปฏิเสธที่จะรักหลาน
เมื่อฉันเกิดขึ้นเป็นคนแรก
พ่อกับแม่จึงไปฝากให้ปู่กับย่าเลี้ยง
 
พ่อของฉันพยายามตั้งเนื้อตั้งตัว
ท่านพาครอบครัวเดินทางเข้ากรุงเทพฯ
เริ่มจากเป็นลูกจ้างในร้านขายยางรถยนต์
น้องชายคนรองที่มีอายุห่างจากฉันสองปีครึ่งถือกำเนิดที่นี่
จากนั้นก็เดินทางขึ้นเหนือ
ไปอาศัยอยู่พี่สาวของท่านที่มาเป็นสะใภ้คนจีนที่อำเภอแม่สอด
จังหวัดตาก และที่นี่เอง ที่น้องชายคนสุดท้องของฉันเกิด
 
พ่อมีเหตุผลของพ่อที่ต้องอพยพพวกเราทั้งหมดไปอยู่ที่เชียงใหม่
สำหรับเชียงใหม่ ฉันรู้สึกเหมือนเป็นบ้านของฉัน
ภาพต่างๆ ทั่วเมืองเชียงใหม่อยู่ในความทรงจำของฉันตั้งแต่เรียนชั้นอนุบาล
จนถึงม.5

จะเรียกว่าฉันโตขึ้นที่เชียงใหม่นี้ก็ได้
เวลาใครถามว่าฉันเป็นคนที่ไหน ฉันก็อยากจะตอบเขาว่า
'เป๋นคนเจียงใหม่เจ้า'
 
ฉันจบชั้นประถมจากโรงเรียนคำเที่ยงอนุสรณ์
อยู่ใกล้กับตลาดวโรรส หรือกาดหลวง
และสะพานข้ามแม่น้ำปิงที่ชื่อ นวรัตน์
บ้านเราอยู่บนถนนเจริญประเทศ ใกล้โรงเรียนจนเราเดินไปได้
จากนั้นฉันสอบเข้าโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ที่โรงเรียนนี้มีเรื่องน่าประทับใจคือโรงเรียนตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
นั่นก็คือเชิงดอยสุเทพ ดังนั้น เวลาที่เราอยู่ในโรงเรียน
เราจะมองเห็นวัดพระธาตุดอยสุเทพใกล้กว่าใครๆ
และสวยกว่าใครๆ  
 
พอขึ้นชั้นม.5 เพื่อนๆ ที่โรงเรียนฮิตไปสอบเทียบกันมาก
ฉันก็เลยตามเพื่อนไปด้วย ด้วยความคิดว่า
ถ้าเพื่อนสอบเอ็นทรานซ์ติดกันหมด เหลือฉันไว้เรียนม.6
อยู่คนเดียวคงหง่าว
ไปเรียนแค่ไม่กี่เดือนก็จบหลักสูตรม.ปลาย แล้วในปีนั้น
ฉันก็สอบเอ็นทรานซ์ติดในอันดับที่สอง
ที่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เดินทางมาเรียนที่ธรรมศาสตร์เพียงคนเดียว
โดยมีเพื่อนอีกคนสอบติดที่จุฬาฯ นอกนั้นสอบติดที่ ม.ช.
หรือไม่ก็เรียนต่อม.6
 
ชีวิตปีแรกในมหาวิทยาลัยนั้น ต้องบอกว่าฉันรู้สึก Suffer
มาก คิดถึงบ้านเป็นอย่างไรก็ได้รู้จักคราวนี้ แรกๆ
เล่นเอาฉันน้ำหนักลด ตัวผอมไปเลย แถมพอเรียนๆ
ไปก็ได้ข่าวว่าบ้านที่เชียงใหม่ถูกไฟไหม้หมด แม่ของฉัน
ซึ่งได้เปลี่ยนสถานะเป็นหัวหน้าครอบครัวตั้งแต่พ่อตายจากเราไปตั้งแต่ฉันเรียนชั้น
ม.3 โดยการนำเสื้อผ้าพื้นเมืองมาเย็บขายให้นักท่องเที่ยวแถบไนท์บาร์ซาร์
จึงตัดสินใจย้ายครอบครัวกลับไปตั้งหลักที่สุราษฎร์ธานี
และยังคงอยู่ที่นั่นมาจนถึงวันนี้….

การเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สุราษฎร์ฯ แบบคนไม่เหลืออะไรเลยเป็นเรื่องหนักหนามาก แม้เราจะมีญาติพี่น้องพร้อมพรั่ง แต่แม่ไม่ต้องการเป็นภาระของใคร จึงอาศัยเพียงคอนเนกชั่นและความช่วยเหลือจากน้องๆ พวกกับความมานะพยายาม ดิ้นรนหาเลี้ยงตัวเองและลูก จนส่งฉันเรียนจบ ตามมาด้วยน้องชายอีก ๒ คน

แม่ต้องดิ้นรนขนาดไหนก็ให้ลองนึกถึงเมืองเชียงใหม่กับเมืองสุราษฎร์ฯ ดู ด้วยการทำเสื้อผ้าชาวเขาขายในท่องเที่ยวอย่างเชียงใหม่ ไม่ใช่แค่ส่งลูก ๓ คนเรียน (เรียนพิเศษด้วย) ซื้อวิดีโอเกมให้น้อง ฯลฯ แม่ยังหาเงินค่ารักษาพยาบาลตอนพ่อดิฉันป่วยอีกต่างหาก

ในขณะที่บรรยากาศของสุราษฎร์ฯ ไม่ใช่อย่างนั้น เสื้อผ้าที่แม่ขายก็เป็นเสื้อโหลธรรมดา จะตัดขาย แม่ก็ไม่ได้มีฝีมือขนาดห้องเสื้อ

ภาวะเศรษฐกิจตอนนั้น ประกอบกับวัยที่เริ่มมีปัญหา เข้าใจเรื่องราวต่างๆ ได้ยากเต็มทีของดิฉัน ทำให้ทะเลาะกับแม่บ่อยครั้ง ทำให้แม่เสียใจไม่น้อย นอกจากนี้ไม่ใช่ดิฉันเพียงคนเดียวที่โตขึ้น และเริ่มเข้าใจอะไรยาก น้องชายสองคนก็ตามมาติดๆ

แต่แม่ก็ยังเดินต่อมาได้ โดยไม่ทิ้งลูก ไม่เคยปล่อยให้ลูกอด

นึกถึงเรื่องพวกนี้แล้วรู้สึกภูมิใจในแม่ตัวเองเสมอ

แม้ว่าแม่ดิฉันจะเป็นคนหัวโบราณ รับเรื่องราวใหม่ๆ ได้ไม่ง่ายนัก ขี้บ่น มั่นใจในตัวเอง (บางครั้งไม่ฟังอะไรเลย) ไม่ทำงานบ้าน เพราะเธอถือว่าเรื่องทำมาหากินสำคัญกว่า ทั้งยังเป็นคนคิดมาก คิดเล็กคิดน้อย ขี้วิตกกังวล แล้วก็มักจะ (โดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) กดดันลูกๆ เสมอ ให้กลับไปอยู่บ้าน (ม๊ารู้ป่าวว่ายิ่งกดดัน ม้อยยิ่งไม่อยากกลับ-ฮ่าฮ่า) แต่กับลูก ๓ คน แม่ไม่เคยปล่อยให้ใครกระเด็นออกนอกอก

บ้านเราแตกเมื่อตอนไฟไหม้บ้านที่เชียงใหม่ (ถ้าไม่มีเหตุการณ์นั้น ทุกวันนี้ดิฉันคงจะเป็นคุณหนูเหมือนบางคนคิด) แต่แม่ไม่เคยท้อ มีปัญหากับพ่อ แม่ก็ไม่เคยคิดจะเลิก เพราะด้วยวิธีนั้น แม่เชื่อว่าจะทำให้ลูกมีปัญหา จนเมื่อเป็นม่าย มีผู้ชายมาชอบพอ แม่ก็คิดจะทำอะไรตามใจตัวเองอีก ต่อให้ลูกโตจนจะแก่แล้วแม่ก็ยังห่วงความรู้สึกลูก

วันก่อน ดิฉันคุยโทรศัพท์กับเพื่อนคนหนึ่ง หลังจากทราบว่าเขาเปลี่ยนชีวิตเพื่อครอบครัว

ดิฉันดันไปถามเขาว่า คุณเสียดายชีวิตไหม?

(…ช่างกล้าถาม)


เมื่อมานึกถึงชีวิตของแม่ตัวเอง

ถ้าจะถามแม่ด้วยคำถามเดียวกันกับที่ถามเพื่อน คิดว่า...มันคงจะน้อยไป


เพราะว่าตั้งแต่แม่มีเรา แม่ก็สละชีวิตที่เหลืออยู่ทั้งหมดให้เราแล้ว