วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2551

วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2551

อรุณสวัสดิ์เจ้าดอกไม้ในป่าคอนกรีต ก่อนเจอสมิทธิโดยบังเอิญ




เอา Ricoh Caplio R6 มาลองอีก
พกกล้อง ๑ วัน ได้ถ่ายรูปอะไรมาเยอะ
เก็บรูปดอกไม้ทีได้พบบนเส้นทาง
ป่าตึกรอบๆ ตัว
ห้องว่างรอคนมาอยู่
และรุ่นพี่ที่สนิท (แต่ไม่กล้าสนิทกันนัก-เกรงใจ) ซึ่งไปเจอกันโดยบังเอิญที่งานสัปดาห์หนังสือฯ

รวมกำลังกินแหลก


มากินข้าวด้วยตามคำเชิญของพี่มิ๊งค์ (ข้างขวา) แต่คงทนปวดหัวกับคลื่นเสียงจากนกกระจิบกระจอกรอบกายไม่ไหว เลยลากลับก่อน

งงงงอยู่กับพวกเพื่อนสาว (โสดทุกคน)
อยู่ดีๆ ก็มีคอนเฟิร์มนัดกินข้าวเย็นนี้ที่ร้าน "แพกระแต"

อารายหว่า นัดกันตั้งแต่เมื่อใดหนอ?
แต่ไปก็ไป
(ใกล้) แก่แล้ว ต้องบริหารเวลาหน่อย
เผื่อปีนี้ใครจับพลัดจับพลูมีสามีไปจะได้ไม่บ่นว่าเสียดายที่ไม่ได้แร่ดกันให้อิ่มเสียก่อน

ไปถึงแพกระแตก็รู้ว่าเขาหยุดวันจันทร์ เลยย้ายไปปักหลักกันที่ "Reflection" อารีย์ซอย ๓ (มั้ง?)

ป.ล. รูปทั้งหมดถ่ายด้วยคุณ Ricoh Caplio R6 ไม่ได้ปรับอะไรเลย แค่ resize เหลือ ๕๐% เท่านั้น

วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2551

เวลาเป็นของมีค่า [รำพึง-รำพัน]



"เวลาเป็นของมีค่า"

ไม่ได้เพิ่งคิดเพราะต้องไปนั่งตากแดด (จนดำ-กว่าเดิม) รอคนในสวนตั้ง ๒ ชั่วโมงหรอก
แต่คิดมานานแล้ว

โดยเฉพาะช่วงนี้ ความคิดนี้คุกรุ่นมาก

ใครจะบอกได้ว่าเรามีเวลากันคนละเท่าไหร่?
อย่างเก๋ เก๋จะรู้ไหมว่าเก๋มีเวลาไม่เต็ม ๓๒ ปี?

แฟนเราที่เคยคบกันมา ตอนคบกันก็งอนกันตลอด เรียกร้องกันตลอด โมโหกันตลอด ทำอะไรก็ไม่เคยถูกใจ ไม่เคยพอใจกันเลยเนี่ย
ถ้าตอนนั้นเรารู้ว่าเราจะมีเวลาคบกัน อยู่ด้วยกัน แล้วก็ดูแลกันแค่นั้น เท่าที่มีนั่น
เราจะยังยอมเสียเวลาไปกับการโกรธ ความขุ่นเคือง หมกมุ่นอยู่กับการคิดคำพูดเหน็บแนม เสียดสี แล้วก็วางแผนแกล้งกัน
หรือเราจะเอาเวลาไปรักกัน  ทำอะไรดีๆ ด้วยกันให้มันมากกว่านี้ มีคุณภาพกว่านี้?

เมื่อวานเป็นวันที่ป่วนแบบแปลกๆ
นอกจากชีวิตจะถูกป่วนเพราะอารมณ์ที่เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นกับคำพูดของคนจนเกินควรแล้ว ยังได้รับโทรศัพท์จากผู้ชายที่เคยมีเวลา (ดีบ้าง-ชั่วบ้าง) ร่วมกัน ๒ คน
คนหนึ่ง ไม่รู้เพี้ยนอะไร มาสั่งให้เราซื้อรองเท้าให้อีกแล้ว (คราวที่แล้วแกยังไม่จ่ายเงินเลย) เราถามว่าทำไมต้องเป็นเรา เขาบอกว่าเพราะร้านขายรองเท้ามันอยู่ปากซอยบ้านเรา เราก๊อเลยฉลองศรัทธาด้วยการแวะซื้อคอนเวิร์สคู่ใหม่ แถมรองเท้าแตะคีบอีกคู่ (ซึ่งทั้งสองคู่ไม่ใช่ของเขา-ฮ่าฮ่า)
ส่วนอีกคน โทรมาเพื่อถามคำถามเดิมๆ ว่าเธอยังไม่มีแฟนจริงๆ อะเหรอ ไม่น่าเนอะ คนแบบเธอนี่ไม่น่าจะหาผู้ชายยาก (เอ๊ะ ยังไง? จะด่าก็ด่ามาเลยสิ หรือจะช่วยหาก็อย่ารอให้ขอได้ปะ)

แล้วเราก็มาคิด
ถึงเวลาช่วงหนึ่งที่เราเคยมีกับผู้ชายทั้งสอง แม้วันนี้จะไม่ได้อยู่ในสถานะเดียวกับวันโน้น
ทว่า ทุกวันนี้เราก็ยังมีเวลากับเขาแต่ละคนในสถานะใหม่
ซึ่ง ไม่รู้มันจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ และสิ้นสุดยังไง
เรา ซึ่งไม่รู้ว่าเวลานี้มีอยู่อีกเท่าไหร่ ควรทำไงดี?

(มีคำตอบอื่นใดไหม นอกจาก "ใช้มันให้คุ้มค่า"?)

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการจากไปของเก๋ ทำให้ได้ตระหนักว่า ไม่ว่าจะกับเพื่อน พ่อแม่ น้องๆ และคนอื่นๆ ก็คงเหมือนกัน เราไม่รู้ว่าเรามีเวลากับคนเหล่านั้นคนละเท่าไหร่ มาก-น้อยแค่ไหน

ในเมื่อไม่รู้ เราก็คงต้องใช้เวลาให้คุ้มค่าไว้ก่อนอีกนั่นแหละ

นี่ป้าอ้อยกำลังจะไป ไปเรียนหนังสือในที่ไกล๊-ไกล แล้วก็น๊าน-นาน
ป้าไปไกลจนนึกท้อที่จะบากบั่นไปหา
ถ้าป้าไม่อยู่ เราซึ่งมีเพื่อนสนิทน้อยคน ยิ่งเพื่อนปากนรกที่คุยกันได้แหลกราญอย่างป้ายิ่งมีน้อยไปอีก
เราจะเป็นไง?
สภาพอาจไม่ผิดกับคนอกหัก หงอย เหงา แล้วก็ไ่ม่รู้ว่าเสาร์อาทิตย์จะไปไหนกะใคร
จะไปดูหนังรอบเช้าที่ลิโด้กะใคร
จะเข้าร้านไดโซกะใคร
ใคร ที่มันจะเดินท่อมๆ จากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปถึงสวนสันติกะเรา
กินข้าวด้วยกัน
ปรับทุกข์กันเรื่องทำฟัน
ซุบซิบนินทาชาวบ้าน
ด่านักการเมือง
ฯลฯ

ป้า.....
How do I live without you วะ?

วันนี้ตอนที่ป้ารำพึงว่าอาจจะไปเที่ยวตามแผนของเราไม่ทัน เพราะป้าจะรีบไปเรียนภาษาก่อนเปิดเทอมถึง ๓ เดือนน่ะ มองออกไปกลางแดดใกล้เดือนเมษาแล้วน้องใจแป้วอย่างบอกไม่ถูก
ถึงกับต้องคว้่าแว่นกันแดดมาใส่ทั้งที่อยู่ในร่ม

ช่วงนี้นอกจากใช้เวลากะป้าให้คุ้มค่าแล้วน้องควรทำไรอีก?
ควรหาแฟนใช่มะ
เพราะเมื่อถึงวันที่ป้าไม่อยู่ น้องจะได้ไม่เหงาเิกินไป

(หวังว่า่โซลูชั่นที่คิดขึ้นมาเองคงไม่ทำให้้น้องเป็นประสาทไปตอนที่ป้าไม่อยู่นะ)

เอา Ricoh Caplio R6 มาลองหน่อย


คุณหนามแดง
ที่ระเบียงหลังห้อง
เมื่อเวลาประมาณเจ็ดโมงเช้า

ป.ล.เช้านี้อากาศดี

อันนี้ใช้มาโคร ถ่ายย้อนแสง เข้าใจว่าตอนนั้นยังชดเชยแสงไม่เป็น
ถ่ายกันตอนตายังลืมไม่เต็มที่กันเลย

เพื่อนว่าจะขาย Ricoh Caplio R6 ที่ซื้อมาแค่เดือนเดียว
(ราคาสุดพิเศษแถม SD Card ๔ จิ๊ก)
ดิฉันเองก็สนใจระยะเลนส์ ๒๘-๒๐๐ เลยขอยืมมาลองดูหน่อย
ได้รูปแล้วอยากให้ทุกคนช่วยกันดูหน่อยอ่ะจ้า

ป.ล. รูปพวกนี้ไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจาก Resize ของจิงเจ็ดล้านพิกเซลใหญ่ไปหน่อยนะว่าไหม?
ไม่ได้ปรับสว่าง หรือครอปใดๆ ทั้งสิ้น

วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2551

เมื่อดิฉันถูกขโมยเวลา!


ในสวนมีงานอีเว้นท์ตั้งสองงาน สามงาน

ใช่แล้ว ดิฉันถูกขโมยเวลา
โดยผู้ชายคนหนึ่งที่นัดกันไว้ ๔ โมงเย็น แต่โผล่มาตอน ๕ โมงครึ่ง
เมื่อดิฉันไปถึงที่นัดก่อนเวลาถึงครึ่งชั่วโมง จึงเท่ากับเวลา ๒ ชั่วโมงในชีวิตวัยสาว(ตอนปลาย)ของดิฉันถูกดูดหายไปในหลุมดำ

โกรธๆๆๆๆๆๆๆ โกรธมาก ที่ถูกผู้ชายปล่อยให้รอ (อีกแล้ว!-อะไรกันนี่!)
เขาบอกให้ดิฉันไปเดินเล่นเอ็มโพเรียม จะบ้าหรอ เดินในเอ็มโพเรียม ๒ ชั่วโมงบนรองเท้าส้นสูง ๔ นิ้วเนี่ยนะ (บ้าเนอะ แต่ว่ามันสวย และมันเซลส์ ก็เลยอดซื้อไม่ได้)

สวนสาธารณะข้างเอ็มโพเรียมยังน่าใช้เวลามากกว่า ตอนที่คิดว่าจะได้รอแค่ครึ่งชั่วโมง ดิฉันจึงเลือกเดินมารอในสวน ตอนแรกแอบอดเสียดายที่ไม่ได้พกนิยายมา ไม่อย่างนั้นชีวิตคงมีความสุขมากๆ แรกๆ ที่รอรู้สึกสวนบรรยากาศดี ลมเย็น จะให้ฟังไอพอดก็กระไรอยู่ อย่างแรกดิฉันก็ถ่ายรูป (ดีนะที่เอากล้องมาด้วย)

พอรู้ว่าตานั่นโมเมเปลี่ยนเวลานัดเป็น ๕ โมงเฉยเลย ดิฉันก็็โทรศัำำพท์

เม้าท์กับหนึ่งหนุ่มแล้ววางสายไปเพราะคุยไม่รู้เรื่องก็หันไปเม้่าท์ผู้ชายกับเพื่อนสาว เม้าท์ไปชั่วโมงกว่าๆ จนแบตหมดไปครึ่งก้อน พ่อเจ้าประคุณคนที่นัดให้มารอยังไม่โผล่

ตอนทราบว่าตะแกมาช้าเพราะมัวไปนวดเท้าแล้วเขาไม่กล้าโทรบอกให้เราไปเองเพราะเกรงใจนี่โคตรโกรธ (ทำไมต้องเกรงใจช้านอย่างนี้ด้วยยยยยยยยย!!!!)

หน็อย นวดเท้าหรอ เราน่ะ เจ็บระบบเท้าจะแย่ หิวก็หิว ไม่ได้กินอะไรเป็นเรื่องเป็นราวมาตั้งแต่เช้า

พอเจอหน้ากันจะขอโทษสักคำก็ไม่มี

แค้น แค้น แค้น แค้น!

ป.ล. พอโทรไปฟ้องเรื่องนี้กับเพื่อนผู้ใหญ่คนสนิทกลับโดนด่ามาอีกว่าบัฟฟาโล่ ไปนั่งรอเขาตั้ง ๒ ชั่วโมง รอชั่วโมงเดียวก็น่าจะรู้ว่าไม่ควรรอต่อแล้ว

T T สรุปว่างานนี้ดิฉันผิดเอง ไปเองก็ได้ ไปไหนๆ เองมาตลอดชีวิต วันนี้ดันไปรอไปพร้อมผู้ชาย สมน้ำหน้าไหมละ?

วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2551

เก็บตกจากแหลมฉบัง (ขำๆ)


ดีที่เห็นครึ่งตัว
เพราะข้างล่าง คุณน้องวิธนีย์กำลังปิดกระโปรงที่ลมพัดพะเยิบอย่างจ้าละหวั่น


เพิ่งเห็นรูปจากกล้องพี่อู๊ด
ก็เลยคัดรูปที่ดูแล้วยิ้มได้มาให้ดูกันอีก

ขำๆ นะ