วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2551

Back Home, April 2008


อยากรู้ไหมว่านี่รูปอาราย?

อิดเอื้อน อืดอาดไปหน่อย เลยไม่ได้ตั๋วตอนสงกรานต์
แต่ไม่เป็นไร ก่อนสงกรานต์มีวันหยุด ก็แว้บไปซะก่อน ให้หม่ามี๊ชื่นใจ
นานๆ ลูกสาวคนใหญ่จะกลับบ้านที
นี่สงสัยจะปลื้มจนลืม ว่าลูกชวนไปทำบุญวันเกิดล่วงหน้า

(แม่เราลืมวันเกิดลูกอีกแร้ว T-T)

และเพื่อไม่ให้การนั่งรถไฟเซ็งเกินไป ก็เลยเอาคุณน้ำส้มออกมาถ่ายรูปเล่น เพราะไม่รู้ว่าชีจะอยู่เป็นเพื่อนเล่นกับดิฉันอีกนานไหม (เริ่มมีอาการส่อเค้าแล้วซี)

วันเสาร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2551

คิดถึงกาแฟ [รำพึง-รำพัน]



ช่วงนี้กำลังเลิกกาแฟ

ไม่ได้แตะมาตั้งแต่วันจันทร์ที่แล้ว วันนี้วันอาทิตย์ จึงนับว่าเป็นวันที่ ๗ แล้วที่อยู่โดยไม่ได้ดื่มกาแฟ

ที่จะเลิก ไม่ใช่เพราะหนูดีทักว่า เราไม่กินของไหม้เพราะกลัวเป็นมะเร็ง แต่ทำไมเราไม่กลัวกาแฟ ทั้งๆ ที่ี่กว่าจะกินได้ต้องนำเมล็ดไปคั่วซะก่อน (ยิ่งไหม้ ยิ่งหอมซะด้วย)

ไม่ใช่เพราะว่ากาแฟมันแพง เพราะออฟฟิศก็มีให้กินฟรี และถึงจะเป็นเนสกาแฟเรดคัพก็กินได้

ทั้งยังไม่ใช่เพราะอาการนอนไม่หลับ
กาแฟวันละแก้วสองแก้ว ไม่น่าเป็นอุปสรรคในการนอนของคนรักการนอนอย่างดิฉัน แค่คาเฟอีนที่ตกค้างในกระแสดเลือดไม่น่าเพียงพอจะทำให้ตื่นก่อนเวลาอันควรได้เท่ากับความวุ่นวายในใจ
(แต่หยุดกาแฟแล้วก็นอนได้นานขึ้นจริงๆ)

นอกจากนี้ยังไม่เคยโด๊ปกาแฟจนหัวใจเต้นแรงหวิดเป็นลม

แล้วจะเลิกทำไม?

ก็แค่คิดว่า เราชักจะ "ติด" มากไปแล้ว น่ะสิ

เช้าตื่นขึ้นมา ง่วงไม่ง่วงก็ต้องชงกาแฟ มาถึงออฟฟิศ เปิดเครื่องเรียบร้อย ก่อนเปิดไฟล์ทำงาน ก็ขอกาแฟสักแก้ว ตกบ่าย หลังอิ่มอาหาร ก็บอกตัวเองว่ากาแฟช่วยให้อาหารย่อยได้ดีขึ้น แถมยังช่วยแก้อาการหนังท้องตึง-หนังตาหย่อนได้อีก

ทำไมชีวิตชั้นต้องพึ่งพิงเครื่องดื่มสีดำที่ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าความร้อน ความหอม และความขม (บางกรณียังแพงอีกตะหาก)?
ถามตัวเองเสร็จ เช้าวันจันทร์ก็เลิกชงกาแฟ หันมาซื้อน้ำเต้าหู้ใส่กระติกไปจิบแทน ร้อนเหมือนกัน หอมเหมือนกัน รสชาติก็ดีไปอีกแบบ แต่สีนี่สิ ต่างกับกาแฟ ราวเทพกับมาร

ก็ดำเนินชีวิตมาได้โดยปวดหัวเพราะขาดคาเฟอีนอยู่สักวันครึ่ง อยู่มาได้เรื่อยๆ โดยการปลอบตัวเองว่ากินกาแฟแล้วหน้าเหี่ยว กินน้ำเต้าหู้แล้วสวย

กินกาแฟแล้วหน้าเหี่ยว กินน้ำเต้าหู้แล้วสวย
กินกาแฟแล้วหน้าเหี่ยว กินน้ำเต้าหู้แล้วสวย
กินกาแฟแล้วหน้าเหี่ยว กินน้ำเต้าหู้แล้วสวย

ไร้อาการทางกาย แต่แทนที่จะลืมๆ ไป แต่กลับคิดถึงกาแฟจัง
คิดถึงกลิ่นหอมยั่วยวน รสชาติอันแสนจะขมขื่นยิ่งกว่าบางช่วงของชีวิต
สัมผัสที่มือยามโอบรอบกาแฟแก้วโต
ไอร้อนที่ลอยขึ้นมาปะทะจมูก

ไม่รู้สมองเบลอเพราะขาดคาเฟอีนหรือเปล่า
เริ่มจากแรก แค่คิดถึงสัมผัสจากกาแฟ
คิดไปคิดมา คิดไปคิดมา

ดันไปคิดถึงฉากฉากหนึ่ง

คนสองคนเพิ่งตื่นจากการนอนอันแสนสุข
นั่งอยู่เคียงข้างกันบนม้านั่งที่ดัดแปลงจากล้อเกวียนเก่า
เบื้องหน้าคือทุ่งหญ้าสีเขียวระบัดเพราะได้ฝน
อากาศยามเช้าสดใส น้ำค้างยังเ้อ้อระเหย ลมพัดแผ่วเบา
จมูกยังคงจำกลิ่นเล็บมือนางที่ลมพาผ่านหน้าต่างห้องนอนเมื่อคืนนี้
บทสนทนาอ่อนหวาน
และ...รสชาติกาแฟขม เข้มข้นที่เขาชงให้
กาแฟที่ไม่อาจหารสชาติแบบเดียวกันได้อีก
อ้อมกอดที่ไม่เคยมีใครทำให้รู้สึกอิ่มแบบนั้นได้อีก


เอ่อ....
แปลกดีที่แค่คิดถึงกาแฟ ก็พาลไปคิดถึงความหลัง

ถ้าใจยังถวิลหาความเคยชินเก่าๆ อย่างนี้
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะตบะแตกตอนไหน

ไม่ได้แล้ว
ต้องแยกความทรงจำเกี่ยวกับกาแฟออกจากความหลัง
ไม่งั้นแย่ชีวิตคงรีไวด์กลับไปในวันที่ 'แย่' กว่าติดกาแฟงอมแงมเป็นแน่

เหงา-เหงา ก็เอารักมาฝาก (หายเหงา ก็เอารักคืนไป)




ภาพถ่ายมั่วๆ บนรถไฟที่กำลังวิ่ง
สวยแบบเบลอๆ (เหมือนสติคนถ่ายในตอนนี้)

แป้งหินร่ำนางลอย: ประซะ ก่อนละลายเพราะความร้อน

Rating:★★★★★
Category:Other
ใกล้สงกรานต์แล้ว ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ก็เลยจัดมุมช็อปปิ้งข้าวของสำหรับเทศกาลเย็นฉ่ำ
สาวนักช็อปอย่างดิฉันเตร่เข้าไปดูแล้วพบ "แป้งหินร่ำ" ตั้งอยู่สองยี่ห้อ

เปิดฝาดูพบแป้งคล้ายดินสอพองอัดอยู่เต็มกระปุก เลือกจากความหอมที่ถูกใจ ก็เลือก "แป้งหินร่ำนางลอย" (๑๒ บาท) กลับมา

ตกเย็น อาบน้ำให้สบายตัวแล้วก็หยิบเสื้อคอกระเช้ามาใส่ ละลายแป้งกับน้ำ แล้วประไปตามเนื้อตัวหน้าตา แค่นี้ก็ทั้งเย็น ชื่นใจด้วยกรุ่นดอกไม้ไทยหอมเย็นๆ อย่างมะลิ ชมนาด (ขอโทษที่จมูกไม่ดีพอ แยกกลิ่นไม่ออกว่ามีดอกอะไรบ้าง)

นอกจากความหอมเด่น เย็นใจแล้ว แป้งเขาเนื้อละเอียดจริง ใครร้อนจนผดขึ้นก็ลองหาซื้อมาใช้ดู จะพบว่าเย็นสบายใจดีนักแล

ใต้ฟ้าเดียวกัน


พบว่าเป็นอารมณ์ที่ชอบที่สุึด

ในความรู้สึกส่วนตัว ดิฉันเห็นว่าท้องฟ้าที่สุราษฎร์ฯ สวยเสมอ ทั้งเวลา เช้า-สาย-บ่าย-เย็น และกลางคืน (เห็นดาวชัดพอๆ กับในป่าแก่งกรุง-สุราษฎร์ฯ เหมือนกันเลย ขอบอก)

เมื่อวานไปนั่งที่หัวท่า (ท่าน้ำ ริมแม่น้ำตาปี หน้าบ้านยาย) เลยหกโมงไปนิดนึง
วันนี้พระอาทิตย์ไม่ได้เป็นไข่แดง แต่ก็ทำให้ฟ้าสวยแปลก ไม่ซ้ำกับทุกวัน

วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2551

ลับเฉพาะ วัยสาว-วัยใส (ผู้ชายห้ามอ่าน)

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Teens
Author:Marlin S. Potash, Laura Potash Fruitman
หนังสือเล่มนี้แปลมาจาก Am I Weird or Is This Norman? เขียนโดย Marlin S. Potash, Laura Potash Fruitman with Lisa Suaaman แปลโดย ทิวาลี

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นคู่แม่-ลูก ตัวแม่เป็นนักจิตบำบัด ส่วนลูกสาวเป็นเด็กสาวเจ้าของประสบการณ์โชกโชนประสาเด็กอเมริกันวัยทีนทั่วไป ที่จะมีความกดดันจากการเรียน เดต และการหย่าร้างของพ่อแม่ ส่วนคนช่วยเขียนเองก็เป็นคอลัมนิสต์คอลัมน์ปรึกษาปัญหาหัวใจและความสัมพันธ์ ทั้งสามจึงเป็นส่วนผสมที่ดูกลมกล่อม ลงตัวดี

ผู้ใหญ่อย่างเราคงซึ้งกันดีว่าชีวิตวัยทีนนั้นออกจะป่วนอยู่ไม่น้อย จากความเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งที่เกิด ทั้งพัฒนาการด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม เราผ่านความสับสนในตอนนั้นมาไ้ด้โดยที่พ่อแม่ไม่ต้องคุม ไม่ต้องสอนอะไรมาก และโดยที่เราไม่กลายเป็นเด็กมีปัญหาไปเสียก่อนนี่ ดิฉันว่าเป็นบุญเก่ามีส่วนไม่น้อย

แต่วัยรุ่นอเมริกันไม่จำเป็นต้องพึ่งบุญเก่าเหมือนเรา เพราะเขาได้อ่านหนังสือเล่มนี้

หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นสำหรับเด็กวัยรุ่น จึงใช้การอธิบายด้วยศัพท์แสงและภาษาที่เข้าใจง่าย (โจ๋ว่างั้น) ด้วยวัตถุประสงค์ให้เด็กสาวๆ มีความเข้าใจในตัวเอง และในความสัมพันธ์ของตัวเองกับโลกรอบตัวง่ายขึ้น อย่างถูกต้องมากขึ้น พร้อมกับให้คำแนะนำในการวางตัวให้เหมาะสม ถูกควร เพื่อให้เด็กได้ใช้ชีวิตอย่างเชื่อมั่นในตัวเอง ให้เกียรติตัวเอง ในเวลาเดียวกันก็ให้เกียรติและเคารพเหตุผลของผู้อื่น สไตล์อเมริกัน (จ๋า)

ดิฉันเจอหนังสือเล่มนี้ในกระบะลดราคาของสำนักพิมพ์สารคดี ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่กำลังจัดอยู่นี่แหละ อ่านแล้วรู้สึกว่านี่ไม่ใช่แค่หนังสือเพศศึกษาสำหรับวัยรุ่น (หญิง) แต่หนังสือเล่มนี้เป็นเหมือน “เพื่อนของผู้หญิง” (ทุกวัยเลยด้วย) เพราะมันเป็นการสอนเรื่องหลายเรื่องที่ครูไม่สอน พ่อแม่ก็ไม่รู้จะสอนยังไง ตอบทุกคำถามที่เด็กสงสัย ตั้งแต่เรื่องถ้าไปหลงรักผู้ชายเข้าแล้วจะทำไงดี วิธีจีบหนุ่ม การวางตัวระหว่างออกเดต เป็นแฟนกันแล้วจะทำตัวยังไงดี จะทำยังไงถ้ามีคนจ้องจะแย่งแฟนเรา ไปจนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราเลิกกับแฟน

รวมทั้งเรื่องที่คนไทยจะสอนเด็กน้อยมากๆ (บางคนไม่สอนเลย เพราะแม่เองก็ไม่รู้) เช่น เซ็กซ์เริ่มต้นอย่างไร จูบมีกี่แบบ Orgasm หรือจุดสุดยอด (มันเป็นยังไง จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่) การช่วยตัวเอง (คืออะไร ทำยังไง ) เซ็กซ์ทางประตูหลัง หญิงรักหญิง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การคุมกำเนิดแบบต่างๆ การป้องกันตัวจากการข่มขืน

ที่ได้ใจเต็มๆ คือในหนังสือเล่มนี้เปิดใจกับเด็กขนาดมีแบบทดสอบความพร้อมจะมีเซ็กซ์หรือยัง (ถ้ายังไม่พร้อมจะทำอย่างไร ถ้ายังไม่อยาก จะทำอย่างไร) ตัวเองเป็นหญิงรักหญิงหรือไม่ และควรจะเปิดเผยไหม เมื่อไหร่ดี และควรจะเปิดอย่างไร แถลงข่าวเลยดีไหม

นอกจากสอนให้เด็กรู้เรื่องชีวิตในมิติสุดสวิงริงโก้อย่างเซ็กซ์ เขาก็สอนให้เด็กรู้จักร่างกายตัวเองอย่างดี ทั้งระบบการทำงานของอวัยวะสืบพันธุ์ ประจำเดือน การใช้ผ้าอนามัยแบบต่างๆ กลิ่น การดูแลสุขภาพ และแน่นอนที่สุด เรื่องการจดจ่อในการควบคุมน้ำหนัก (ซึ่งมีส่วนทำลายสุขภาพของเด็ก และชะงักการเติบโตของร่างกายได้อย่างมีนัยยะสำคัญ)

จิตใจก็มีส่วนสำคัญ เวลาผู้ใหญ่มองวัยรุ่นอาจมองด้วยความอิจฉาที่เด็กพวกนี้ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ไม่ต้องทำงาน ใช้เงินอย่างเดียว วันๆ ก็ได้แต่เดินสยาม กรี๊ดดารา เล่นเกมกันไป ลืมซะงั้นว่าตอนตัวเองเป็นวัยรุ่นน่ะ ใช้ชีวิต under pressure ขนาดไหน ไหนจะเรื่องเรียน เรื่องสังคม เพื่อไม่ให้เด็กจัดการกับอารมณ์ ความเครียดและความกดดันไม่เป็น จนกลายเป็นผู้ใหญ่ขี้วีน (เยี่ยงดิฉันเป็นต้น) หนังสือเล่มนี้เขาก็ได้ให้วิธีคลายความกดดัน และสอนให้เห็นคุณค่าของตัวเอง มองโลกในแง่ดี และการรู้จักปล่อยวาง

สิ่งสำคัญที่เขาไม่ลืมสอนก็คือ การเป็นเพื่อน และการเป็นลูก เป็นพ่อน้อง เป็นญาติที่ดี ซึ่งหลายสิ่งหลายอย่างแม่ก็สอนไม่หมด (และสิ่งที่แม่ๆ สอนมักจะเป็นการห้ามไม่ให้ทำ สั่งไม่ให้ทำ โดยไม่มีเหตุผลประกอบว่า ทำไม ทำไม และทำไม-ซึ่งทำให้เด็กๆ แอนตี้ซะมากกว่าจะยอมรับโดยดี-จิงป่ะ)


ไม่ได้เป็นเฟมินิสต์ แต่ดิฉันรู้สึกยินดีจังเลย ที่ผู้หญิงเรามีโอกาสได้อ่านหนังสือที่เขียนขึ้นอย่างเข้าใจหัวอกเดียวกันอย่างนี้ ใครมีลูก (สาว) ซื้อให้ลูก ใครมีหลาน (สาว) ซื้อให้หลานเถอะ (อย่าลืมแอบอ่านด้วยล่ะ) คุ้มชัวร์!

ก็หนังสือเล่มนี้กำัลังลดครึ่งราคาอยู่ที่บูธสำนักพิมพ์สารคดี ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ไปอุดหนุนกันได้ถึงวันจันทร์ที่ ๗ เมษายนนี้จ้า

วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2551