วันพุธที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2553

haru ni narimashita (1)



คล้ายๆ ดอกคล้ายๆ กันที่เรียกว่ากล้วยไม้ดิน


13-21 มีนาคม 2553

ฉันไปญี่ปุ่นในช่วงเวลาคาบเกี่ยว จะคลายจากหนาว ย่างเข้าใบไม้ผลิ
แม้ยังไม่เห็นซากุระบานสะพรั่ง แต่ก็ได้เห็นกับตาว่าดอกไม้หลายพันธุ์ต่างขยับขยาย
รอวันจะคลี่กลีบบาง บานแอร่ม
รับฤดูใบไม้ผลิมาเคาะประตูเรียกแล้ว



วันอังคารที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2553

แ ม ว วั น นี้ # 4





If I never met you, I wouldn't like you.
If I didn't like you, I wouldn't love you.
If I didn't love you, I wouldn't miss you.

But I did, I do, and I will.





วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2553

หมาน่อย : จ๋อยจิ๊ดเดียว



อย่าลืมหม่ามี๊นะ เบบี๋



อังคารที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๓

หมามี๊ว่าจะพาหมาน่อยไปตรวจร่างกายและรับวัคซีนชุดแรกตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา
แต่วันนั้นชีวิตหมามี๊มันวุ่นวายมาก อากาศก็ร้อน เลยผัดมาเป็นวันหยุดอีกวัน คือวันอังคาร
ซึ่งหมามี๊คิดว่าเป็นจังหวะที่ดี เพราะนัดจะไปส่งตัวหนูให้ป้าโม่ช่วยเลี้ยงแทนตั้งแต่เย็นวันนี้เลย ฉีดวัคซีนให้เรียบร้อยซะก่อนก็ดี

ที่ต้องไปรบกวนป้าโม่กับลุงเหม่งก็เพราะหม่ามี๊จะไม่อยู่บ้านหลายวันอีกแล้วน่ะซี (ไม่อยากเลย)

คุณหมอที่โรงพยาบาลสัตว์แถวบ้านเราทั้งน่ารักและใจดี
เธอตรวจฟันหมาน่อยแล้วบอกว่า หนูน่าจะอายุ ๒ เดือน หนูหนัก ๘๐๐ กรัมแล้ว
แล้วหมามี๊ก็เลือกวัคซีนป้องกันหวัดแมวรวมที่มีวัคซีนป้องกันลูคิวเมียรวมอยู่ด้วยเลย

แน่นอนว่ามันแพงกว่าวัคซีนหวัดแมว แต่ก็ถูกกว่าฉีดวัคซีนหวัดแมวเข็มนึง ลูคิวเมียเข็มนึง
(แถมเรายังไม่ต้องมาโรงพยาบาลบ่อยด้วยนะเบบี๋)

ก่อนฉีดวัคซีน คุณหมอสาธิตการป้อนยาระหว่างป้อนยาถ่ายพยาธิให้หนูด้วย
(แม้ตรวจอึหนูแล้วจะไม่มีพยาธิ ไม่ค่อยพบแบคทีเรีย แต่ก็ต้องถ่ายพยาธิให้ครบนะจ๊ะ)
แหม๋ ช่างเป็นเทคนิคที่ชิลล์จริงๆ ไว้หม่ามี๊จะใช้มั่งนะ

คุณหมอให้เรารอ ๑๕ นาที ดูว่าหมาน่อยจะแพ้วัคซีนไหม หม่ามี๊ก็ลุ้นอยู่เพราะหนูดูซึมๆ ไปตั้งแต่ขึ้นไปอยู่บนแท่นตรวจแล้ว (ขามาหนูโวยวายมาตลอดทาง แถมตะเกียกตะกายจะปีนหนีตะกร้า ออกฤทธิ์แทบแย่)

ปรากฏว่าหนูไม่แพ้ แค่จ๋อย คงเป็นอาการตามที่คุณหมอบอกนะ ว่าหนูรับวัคซีนแล้วก็คือการรับเชื้อโรคเข้าร่างกาย เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน และ ๒-๓ วันต่อจากนี้ หนูจะป่วยๆ ซึมๆ หน่อย

(หม่ามี๊แอบนึกในใจ ซึมหน่อยก็ดี จะได้ไม่หนักแรงป้าโม่กับลุงเหม่ง)


ที่ไหนได้ หนูซึมแค่ ๒๐ นาทีเอง ไม่ทันถึงบ้านก็ตะกายไปพลางโวยวายไปพลาง จะออกจากตะกร้าให้ได้เหมือนเดิมอีกแล้ว...เอาน่ายังไงเราก็ผ่านวันนี้มาได้แล้วนะเบบี๋ อีก ๒ อาทิตย์ต้องไปกระตุ้นอีกเข็มนะจ๊ะ

สงสัยต่อไปนี้หม่ามี๊ต้องลดเดตให้น้อยลงหน่อยล่ะ เอาตังค์มาจ่ายค่าหมอให้หนู

ท ะ เ ล ที่ รั ก : 40 ยังไหว



แต่เป็นเด็กหญิงข้างหน้าคนนี้ตะหาก

ไข้สูง 39-40 องศาซี แต่เด็กคนนี้ยังไหว

แม่พาไปแอดมิดเพราะเธอมีอาการไข้ (สูง) จากไวรัสเพื่อนเก่าอีกแล้วน่ะซี

(เรื่องป่วย รอแม่มาเล่านะจ๊ะ)


อาทิตย์ที่ 4 เมษายน 2553

วันนี้ขอเสนอตอน เด็กหญิงทะเลจอมอึด

วันเสาร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2553

หมาน่อย : ร้ายไม่ใช่น้อย






ปลายเดือนมีนาคม ๒๕๕๓

หมาน่อย-แมวน้อยของฉันไม่ค่อยชอบถ่ายรูป
เพราะแสงช่วยโฟกัสทำให้มันรำคาญ แต่กระนั้น การยกมือถือถ่ายก็เร้าใจมันเกินไปอีก

ก็ลูซิลล์เค้าห้อยป้ายรูปหน้าแมวอยู่ พอลูซิลล์อยู่ตรงหน้ามัน หมาน่อยก็คิดจะเล่นกับป้ายรูปหน้าแมวนั่นตลอดเวลา

การเล่นของมันก็คือกางเล็บตบนั่นเอง
อยากได้รูปเด็ดๆ ก็ต้องโดดหลบให้ทันว่างั้น

เราตากแดดร้อนกันเพื่ออะไร?






เสาร์ที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๓

ฝ่าเปลวแดดไปทำธุระแถววิภาวดี
ตั้งใจจะเดินจากสถานีบีทีเอส คือ..สงสัยเหมือนกันว่าตัวเองยังเบลอค้างอยู่ทั้งๆ ที่กลับจากญี่ปุ่นมาก็นานแล้ว แบบว่าคนที่นั่นนิยมเดิน ถ้าไม่เดินก็จะขี่จักรยาน
ฉันเองถ้ามีรองเท้าที่ใส่แล้วไม่เจ็บตีนก็เดินได้ทนอยู่ ก็เลยคิดว่าจะเดินไป

โชคร้ายที่ยังเบลอ

เพราะถ้าหายเบลอแล้วก็น่าจะฉุกคิดสักนิด แล้วก็พกร่มกันยูวีไปด้วย จะได้เดินเย็นๆ อีกนิด
ก็นี่มันบางกอก ประเทศไทย และในเดือนเมษายน

เมื่อฉันไปถึงที่ที่ไปทำธุระ ฉันดีใจที่ไม่ได้เดินตากแดดร้อนอยู่คนเดียว
ยังมีคนสวมแต่งกายด้วยสีแดงเป็นสีเด่นกลุ่มใหญ่ เขาพร้อมใจกันออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งในตอนเที่ยงเศษๆ อย่างฉัน

เขาออกมาตากแดดเพื่อส่งเสียงบอกอะไรหลายอย่าง เซ็งแซ่จนฉันงง

การที่คนเราลงทุนสละความสะดวกสบายของตัวเอง (ตรงนี้ฉันไม่แน่ใจที่จะใช้คำว่า "เสียสละ") เพื่อให้ได้มาเพื่ออะไรสักอย่าง สิ่งนั้นมันคงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่สำหรับเขา (เห็นไหมว่าฉันมองมันในแง่ของ "ปัจเจก")

เรื่องยิ่งใหญ่สำหรับใครคนหนึ่ง ควรได้รับการเคารพจากใครคนอื่นๆ สินะ


ฉันเอง เดินจากสถานีบีทีเอสหมอชิตไปที่อาคารแห่งนั่นไม่ใช่เพื่ออะไรที่ยิ่งใหญ่นัก แค่เพื่อเงิน ๒๐๐๐๐ เยน ที่จะไปขูดรีดเอาจากบางกอกแอร์เวยส์เท่านั้นเอง

เงินจำนวนนี้บางกอกแอร์เวยส์จะให้ชดเชยความไม่สะดวกสบายของผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วกรุงเทพ-ฮิโรชิม่าในตอนแรก ต่อมา เมื่อเขามีความจำเป็นจะต้องยกเลิกเส้นทางบิน จึงซื้อตั๋วการบินไทยไปลงโอซาก้า ซึ่งเป็นเมืองที่น่าเที่ยว น่าพัก คักคักมากกว่าฮิโรชิม่าให้เราแทน แค่นั้นยังไม่พอ ยังแสดงความรับผิดชอบด้วยการให้เรากลับมาเบิกค่ารถไฟชินคังเซ็นสำหรับเดินทางไปฮิโรชิม่า สำหรับผู้โดยสารที่ตั้งใจจะไปฮิโรชิม่าด้วย

คิดแล้วฉันรู้สึกละอายใจ ในการไปเพื่อเอาเปรียบเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า


...แต่ถ้าเขายังให้ ฉันก็ยินดีรับนะ

วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2553