วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553

โปสการ์ดไม่ธรรมดา




ข้างหน้าสวยดี





โปสการ์ดธรรมดาที่เหมือนไม่ค่อยจะธรรมดา
ได้รับในอาทิตย์ที่ผ่านมา

วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เรดาร์แมว : ชายชาญสัญชาติแมว






ศุกร์ที่ 11 มิถุนายน 2553

เจอเจ้าอ้วน-โอเชี่ยน เกลอเก่า
คราวนี้มันนอนผงาดอาบแดดอุ่นๆ โดยไม่ได้เกรงสายตาใครอีกตามเคย
ก็ใครจะมาใหญ่กว่ามันซึ่งเป็นแมวใหญ่คุมโซนนี้ได้เล่า?

เห็นมันง่วง เลยกล้าวนเวียน สำรวจเนื้อตัวมัน
เยินเป็นบ้า แผลเล็กแผลใหญ่เหวอะหวะ

เปิดดูหูเห็นผิวเป็นแผล ท่าทางเจ้าตัวจะคันจนขึ้นเป็นชั้นหนา (ต้องเป็นยีสต์แน่นอน)
ฟันใหญ่ แต่เหลืองเป็นคราบ หักตรงปลายเขี้ยว เข้าใจว่าจะใช้งานเยอะ

เห็นเจ้าอ้วนแล้วรู้สึกหลายอย่าง ทั้่งนับถือในความเป็นแมวตัวผู้นักสู้ของมัน หมั่นไส้ แต่เห็นท่าทางยโสของมันแล้วอยากเปิ้ดกะโหลกสักที แต่ก็ไม่ได้ทำ (ไม่กล้า)

อดคิดไม่ได้ ถ้ามันมีคนเลี้ยงจริงจัง ชีวิตมันจะดีกว่านี้ไหม

หมาน่อย : สิ่งนุ่มนวลและอบอุ่นในยามเช้า





ศุกร์ที่ 11 มิถุนายน 2553

พักนี้ฉันไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุก เพราะมีแมวปลุก

ทุกเช้า หมาน่อยซึ่งจะร้องวิงวอนขอออกจากตะกร้าตั้งแต่เวลาราวตีสี่เพื่อออกมาอึฉี่
กระโดดไปมา นั่งนิ่งฟังเสียงนก และดมกลิ่นหอมของยามเช้า มีความสุขบริสุทธิ์ๆ อินโนเซ้นส์ประสาแมวเด็ก แต่พอใกล้จะหกโมงเข้ามันจะเดินมาปลุกฉันให้ตื่น

แรกเลยด้วยการเอาตัวอุ่นๆ ที่ปกคลุมด้วยขนนุ่มนิ่มของมันมาไล้ไปมาตามเนื้อตัวฉัน ตามด้วยส่งเสียงปลุกดังเงี้ยวง้าว บางทีที่ฉันตืนแล้วและแอบมองมัน ก็จะเห็นว่ามันปลุกขั้นต่อไปด้วยการแปะอุ้งนิ่มๆ มาบนใบหน้า แต่ถ้ายังไม่ลุก คราวนี้มันจะเลียหน้าด้วยลิ้นที่ยังสากน้อยๆ

ถ้าฉันแกล้งเอาหมอนปิดหน้า นอนต่อ
หมาน่อยจะปลุกขั้นต่อไป ด้วยการกระโดดขึ้นพุง สลับขาทิ้งน้ำหนักลงนวดบนเนื้อหนาๆ แล้วตั้งหน้าตั้งตาขุดสลับกับไซ้จมูกปากที่ล้อมรอบด้วยหนวดแข็งที่โพรงสะดือ

ถึงขั้นนี้แล้วต้องลุกล่ะ ก่อนที่จะถึงขึ้นลงฟันซี่เล็กๆ

เป็นทุกๆ เช้าที่อยากตื่น เพราะไม่ได้นอนต่อ(หลังนาฬิกาปลุก)จนสาย แล้วตื่นขึ้นมาเพื่อจะรู้สึกหดหู่กับความสายจนพานงอแง ไม่อยากไปทำงานเหมือนเคย

ฉันขอบคุณหมาน่อยทุกเช้าที่มาอยู่เป็นเพื่อนกัน
รอคอยการกลับบ้าน เข้านอนด้วยกัน และปลุกฉันให้ตื่นขึ้นทุกเช้า

วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2553

The Final Cut : Remember for Yourself

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


คนเรายิ่งอายุมากก็ยิ่งผ่านโลกมามาก จึงมักจะเจอมาหมดทั้งเรื่องที่ทำให้สุขสม ทุกข์ตรม หลายครั้งที่ได้รับ โอกาสที่ได้ให้ หลายครั้งที่ลงมือแย่งชิง มีเรื่องที่ผิดพลาด การสัมผัสกับความสำเร็จ รูปแบบต่างๆ นานาของการถูกทำร้าย เทคนิคเหนือชั้นของการทำร้ายและหักหลังคนอื่น กระทั่งความประณีตบรรจงในการทำร้ายตัวเอง

ยิ่งอยู่นาน ความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้นยิ่งมีเยอะจนเลือกจำ เลือกลืมกันไม่ถูก รู้ตัวอีกที ทั้งเรื่องที่ตั้งใจจำ หรือไม่อยากลืม ก็ล้วนลืมไปตั้งนานแล้ว

ลืม โดยที่ไม่รู้ตัวว่ายังจำ

The Final Cut (2004) อยู่ในกระบะหนังเก่าที่หยิบมาดูใหม่ได้เรื่อยๆ อย่างที่ยังไม่นึกเบื่อ ค่าที่ดูเปิดดูเมื่อไหร่ก็โดนทิ่มแทงใจเสมอมา และเพราะว่าฉันเป็นมาโซคิส ฉันจึงชอบที่นานๆ จะหยิบหนังเรื่องนี้มาดูอีกสักที เพื่อกระตุ้นเตือนตัวเองไม่ให้ลืมความเจ็บปวดจากความทรงจำ

หนังเรื่องนี้เล่าถึงโลกที่มนุษย์ถูกฝังอุปกรณ์ช่วยเก็บความทรงจำของสิ่งที่มองเห็น ได้ยิน แม้กระทั่งภาพในฝันเอาไว้เป็นข้อมูลในชิพขนาดเล็ก เพื่อที่เมื่อคนคนนั้นตายแล้ว ผู้ที่ยังอยู่จะได้นำข้อมูลที่เก็บไว้มาจัดการ ซึ่งหนึ่งการจัดการกับข้อมูลพวกนั้นก็คือ การนำมาตัดต่อใหม่ แล้วฉายเล่าในรูปของภาพยนตร์สารคดีที่ถ่ายทำด้วยเลน์สายตาและบันทึกภาพโดยหูของคนคนนั้นนั่นเอง

คงไม่มีใครบ้าพอ และมีเวลามากพอที่จะนั่งพินิจโลกทั้งใบของผู้จากไป สิ่งที่นักตัดต่อยอมให้ผู้มาร่วมอาลัยผู้จากไปเห็นจึงเป็นเพียง “โลกบางส่วน” ของเขาจากความทรงจำของเขาที่ถูกช่างตัดต่อคัดเป็นช่วงๆ แล้วนำมาเชื่อมต่อกันยาวในเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง และแน่นอนว่าภาพยนตร์เพื่อการระลึกถึงผู้จากไปนี้ย่อมฉายเฉพาะแง่มุมที่ดีงาม อ่อนโยน ยิ่งใหญ่ เสียสละ อันน่าระลึกถึงเท่านั้น

แต่ใช่ว่าชีวิตบางส่วนที่คนส่วนใหญ่ “รับไม่ได้” จะหายไปตลอดกาล เพราะคนที่ได้เห็นมันโดยตลอด และอย่างละเอียดก็คือช่างตัดต่อนั่นเอง (แล้วถ้านักตัดต่อคนนั้นถูกฝังอุปกรณ์บันทึกภาพที่ได้เห็นและเสียงที่ได้ยินเช่นกัน เขาไม่เท่ากับกลายเป็นอุปกรณ์บันทึกภาพและเสียงตัวพ่อเลยหรือ?)

ช่างตัดต่อจึงเป็นอาชีพที่ต้องมีจรรยาบรรณ หรือ Codes ที่สำคัญบางประการ เพื่อเป็นการเคารพต่อเจ้าของความทรงจำ ซึ่งช่างตัดต่อแต่ละคนก็มีได้บ้างไม่ได้บ้าง เช่นเดียวกับสื่อมวลชนในโลกของเรา

ขณะที่ในพื้นที่ข่าวบนโลกของเรากำลังพล่ามกันถึงสิทธิ สิทธิในการรับรู้ข่าวสาร สิทธิในการแสดงความคิดเห็น สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สิทธิที่จะนั่น ที่จะนี่ โลกใน The Final Cut ก็มีคนกลุ่มหนึ่งถามถึงสิทธิส่วนบุคคลที่จะสงวนความทรงจำของปัจเจกบุคคลไว้กับตัวเอง พวกเขาพากันต่อต้านการฝังอุปกรณ์บันทึก ซึ่งเท่ากับเป็นการถูกจับตาดูตลอดชีวิต โดยการสักบนใบหน้าและศีรษะเพื่อรบกวนวงจรการทำงานของอุปกรณ์ที่ถูกฝังอยู่ในหัว แล้วรวมตัวกันประท้วง หนึ่งในป้ายที่พวกเขาถือเพื่อแสดงความคิดเห็นมีวลีสั้นๆ ที่กินใจฉันว่า “Remember for yourself”

ที่มันกินใจฉันก็เพราะฉันก็คิดเหมือนกันว่าความทรงจำของเรา ไม่ว่าดีหรือร้าย มันควรจะเป็นของเรา ไม่ใช่เรื่องที่ถูกนำ Entertain ใคร ไม่ใช่คำเยินยอ ด่าทอ อีกทั้งไม่ใช่อาวุธทำร้ายใครอื่นอีกด้วย

ถึงจะเจ็บปวดแค่ไหน โหดร้ายปางตายยังไง มันก็เป็นของเรา ของเราเท่านั้น ไม่ควรมีใครมีสิทธิหยิบฉวย หรือนำไปปู้ยี่ปู้ยำ ขยำให้เป็นเรื่องเล่าเรื่องใหม่ นอกจากเราจะทำมันเสียเอง

หึ หึ


บันทึก:
• ฉันชอบเรื่องเล่าเกี่ยวกับ “ตัวกินบาป” เสียจริง
• โรบิน วิลเลี่ยมส์ เป็นอีกคนที่ “เกิดมาเพื่อสิ่งนี้” ในหนังต่างเรื่อง ต่างอารมณ์ที่เขาเล่น เราจะพบตัวตนที่ต่างไปของตัวละครเสมอ ไม่ใช่เปลี่ยนเรื่องไปแต่ยังเจอโรบิน วิลเลี่ยมส์ คนเดิม เหมือนนักแสดงอีกหลายคน
• ฉันคิดว่าหนังเรื่องนี้ไม่ควรดูติดต่อ(ทันที)กันเกิน 3 รอบ เพราะมันอาจจะทำให้หดหู่จนแม้แต่แมวก็ช่วยไม่ได้


วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553

คำสารภาพ ฉบับที่ ๗ : ฉันเปล่าซ่อน



เช้านี้ เพื่อนที่เริ่มจะสนิท เพราะคุยกันแทบทุกวัน ถามลอยลมมา

นี่ๆ ถามหน่อย
คุณม้อยส์ ชอบเป็นคน ห้วนๆ ดุๆ ตรงๆ แข็งๆ กระด้างๆ
เพื่อซ่อนความอ่อนไหว ข้างในเหรอ.....


ฉันตอบไปได้ในทันที

ไม่ได้ซ่อนเลยหนิ
ก็ทั้งหยาบคายและอ่อนไหวอย่างเปิดเผย

หาว่าฉันเป็นคนตอแหลหรอ?



มันน่าสนใจนะ
ทำไมเพื่อนถึงได้คิดว่าคนอย่างฉันต้อง "ซ่อน" อะไรด้วย

ฉันดูเฟคงั้นหรอ?


หมาน่อย : แมวจอมโหด




ต้นเดือนมิถุนายน 2553

หมาน่อยอายุ 4 เดือนกว่าแล้ว
(ตามการคาดการของหมอ)

วันพฤหัสที่ 3 มิถุนายนพาไปตรวจอาการผิวหนังตามหมอนัด
ชั่งน้ำหนักได้ 1.8 กิโลกรัม

อีกหน่อยคงอุ้มไกลๆ ไม่ไหว
คงต้องหัดให้แมวยอมเดินกับสายจูงให้ได้ซะที