วันพุธที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2551

กล้วยไม้งาม (ที่ยังเหลือ) ในสวนกล้วยไม้่ ระพี สาคริก


สวยใช่ไหมล่ะ?

๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๑

ไปถ่ายรูปกล้วยไม้ที่สวนกล้วยไม้ ระพี สาคริก ใน ม.เกษตร
ซึ่งตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ ศ.ระพี สาคริก บิดาแห่งกล้วยไม้ ผู้มีคุณูปการต่อมหาวิทยาลัยสีเขียว หอมกลิ่นดอกนนทรีย์แห่งนี้

จากข้อมูลในอินเทอร์เน็ต คิดว่าที่นี่จะเต็มไปด้วยกล้วยไม้นานาพันธุ์สวยพรึ่บ
อยากเห็นสายไหนพันธุ์ไหน มีหมด อ่านมาว่าพันธุ์นี้เป็นไงๆ มาดูของจริงได้ที่นี่
ฯลฯ

ปรากฏว่า...ไม่
คือครั้งหนึ่งมันอาจจะใช่อะนะ แต่ตอนนี้สวนนี้ถูกทิ้งจนโทรม
ไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร ป้ายชื่อกล้วยไม้น่ะ อันตรธานไปไหนไม่ทราบ
เท่าที่เหลืออยู่อ่านแล้วก็งงเต็ก เพราะมีแต่ภาษาพฤกษศาสตร์...ชาวบ้านไม่เข้าจัย

อาจจะด้วยว่าเป็นหน้าฝน ไม่ใช่ฤดูที่กล้วยไม้จะงาม บวกกับขาดการดูแล เราจึงหารองเท้านารี กับคัทลียา-ราชินีแห่งกล้วยไม้ไม่เจอ

เจอแต่หวายกับแวนด้า
มีช้างกับเขาแกะให้ดูบ้างก็บุญแล้ว
แต่แค่นี้ก็ได้รูปสวย(สมใจดิฉััน)จนไม่อยากเก็บไว้ชมคนเดียวแล้วล่ะ

อยากดูก็แวะไปดูกันได้ เขาไม่มีรั้ว ไม่มีเวลาเปิด-ปิด
(ใครจะขโมยกล้วยไม้ทำได้ชิล-ชิล แต่อย่าไปเอาของเขาเลยนะ มันบาป)
เข้าประตูถนนวิภาวดีนะ ใกล้ดี เข้าไปแล้ว keep left เดี๋ยวก็เจอ

วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ชีวิตสัตว์โลก ตอน เรื่องที่ผู้ชายและผู้หญิง(ยัง)ไม่เข้าใจ



สมัยเรียน จิ๊นส้ม กระต่าย และไฟฉาย เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันมานาน

ตอนเด็กๆ เพื่อนๆ กลุ่มนี้สนิทสนมกลมเกลียวกันไม่น้อย
โดยเฉพาะกระต่ายและไฟฉายเคยสนิทกันมากกว่าเพื่อน (เหมือนแฟนหรือป่าวไม่แน่ใจ) ซะด้วย

เรื่องราวมันเป็นไปตามสัจธรรมข้อที่ว่า เมื่อเรียนจบต่างคนต่างก็ต้องแยกย้ายกันไปคนละทิศทาง โดยที่จิ้นส้มและไฟฉายยังติดต่อกันเรื่อยๆ ผ่านระยะทางห่างไกลด้วยอีเมล์บ้าง เอ็มเอสเอ็นบ้าง โทรศัพท์บ้าง แต่ยังไม่เคยถึงกะใช้โทรจิตคุยกัน

วันหนึ่ง จิ๊นส้มเขียนอีเมล์ฉบับหนึ่งหาไฟฉาย
ดิฉันแอบไปเห็นเข้า และคิดว่ามันมีเรื่องราวที่ดิฉันเองก็ยังไม่เข้าใจอยู่ในนั้น เลยแอบขโมยมาเล่าต่อ
เผื่อใครจะมีคำตอบให้บ้าง


จิ๊นส้ม: แก

วันนี้ต่ายโทรมาว่ะ ไม่ได้คุยกันตั้งนาน นึกว่ามีอะไร

ปรากฏว่ามันโทรมาชวยไปดูละครเวที Man of la Mancha ล่ะแก

แต่ชั้นตัดสินใจไม่ได้ว่าจะชวนใครไปดูด้วยดี แบบว่าเพื่อนเยอะ

ก็เลยโทรบอกต่ายว่า เพื่อนชั้นแม่_อยากดู(ฟรี)ทุกคน

งั้นชั้นไม่ไปดีกว่านะ เกรงใจแก

ไอ้ต่ายก็ใจดีเหลือหลาย บอกว่า ไม่เป็นไรแก ชั้นมีตั๋วเยอะ

ถ้าแกเปลี่ยนใจก็โทรหาชั้นนะ

...แกดูมันสิ

 

แกเสียดายไหม

ที่ปล่อยต่ายมันไปมีแฟนเป็นผู้หญิง?

เหอ เหอ

 

ไฟฉาย: เกี่ยวอะไรว่ะ
ยังไงมันก็ยังเป็นเพื่อนอยู่นิ

ชั้นละสงสัย ทำไมพวกมันมีแฟนเป็นผู้หญิงกันหมด
 
 
จริงๆ เวลาชั้นสงสัยว่าทำไมมีแฟนเป็นผู้หญิง
ชั้นก็สงสัยตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมต้องสงสัยว่ะ

 

จิ๊นส้ม แกอย่าเว่อ
ชั้นแค่อำ

ชั้นเหมือนจะเข้าใจนะ ว่าทำไมพวกมันหันไปคบหญิง

แค่คิดไม่ตก ว่าตอนไหนที่เป็น turning point

อะไร ทำไม และอย่างไร?

แต่ชั้นไม่สงสัยนะ ว่าทำไมแกสงสัย
และทำไมชั้นสงสัย

เรื่องธรรมดาว่ะ ที่คนเราจะคบเพศเดียวกัน
และเรื่องธรรมดา ที่เราจะไม่เข้าใจ
บางทีชั้นยังไม่เข้าใจเลย
ว่าทำไมตัวเองไม่หันไปคบเพศเดียวกันมั่ง

บางทีอาจจะได้รับการดูแลดีกว่านี้

มีรักที่หวานฉ่ำกว่านี้ก็ได้


ดูเหมือนว่าไฟฉายไม่ได้ตอบกลับมา แต่หันไปคุยในหัวข้ออื่น ว่าด้วยเรื่องอื่นๆ ต่อไป
เรื่องที่ทั้งสองยังไม่เข้าใจ ก็เลยยังคงเป็นเรื่องที่ไม่เข้าใจต่อไป

แต่ถึงจะไม่เข้าใจ ทั้งสองก็ยอมรับและเคารพในสิ่งที่เพื่อนเลือกโดยไม่มีความข้องใจอะไร

วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2551

บอกเขา..ว่าเราสีขาว


เบื่อม็อบ

เบื่อรัฐบาล

เบื่อสงครามน้ำลาย

เบื่อสงครามข่าวสาร

เบื่อสงครามประสาท

เบื่อคนแก่ไร้สติ เบาปัญญา บ้าอำนาจ

 

โรงเรียนก็ต้องไป

งานศพก็ต้องไป

แล้วจะไปยังไงวะ

ม็อบขวางอยู่ทั้งขบวน

 

ข้าวของก็แพง

น้ำมันก็แพง

ค่ารถเมล์แพง

พายุก็จ่อจะถล่ม

แล้วเค้ามัวทำอะไรกันอยู่?

ห่ะ..

แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง?

 

พรุ่งนี้จะใส่สีขาวแล้วนะ

ใครอยากใส่ ช่วยกันใส่หน่อยนะ

บอกพวกนั้นหน่อยว่าเราเอือมเค้าจะแย่แล้ว

 

ใช้ สีขาวแสดงพลังต้านความรุนแรง

ในขณะที่สถานการณ์ยังมีการแบ่งข้างแบ่งฝ่าย ก็ยังมีคนที่ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงในชาติบ้านเมือง และออกมาเรียกร้องให้ประชาชนรวมพลังกันยุติความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น โดยใช้สีขาวเป็นสื่อ ทั้งนี้ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนเที่ยง เครือข่ายอาจารย์มหาวิทยาลัยประชาธิปไตย เห็นต่างกันได้ แต่อย่าใช้ความรุนแรง ประกอบด้วยอาจารย์มหาวิทยาลัย นิสิตนักศึกษา องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรด้านศาสนา และภาคประชาชน ร่วมด้วยกลุ่มนักศึกษาใส่ใจไทย 20 สถาบัน เครือข่ายพุทธิกา ฯลฯ ร่วมกันออกแถลงการณ์ ประชาธิปไตยเห็นต่างกันได้ แต่อย่าใช้ความรุนแรง นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการเห็นความรุนแรงเกิดขึ้น จึงขอเชิญชวนทุกคนที่ไม่ต้องการเห็นความรุนแรง ร่วมกันแสดงพลังโดยใช้สีขาวเป็นสัญลักษณ์ เช่น ผูกริบบิ้นสีขาว ใส่เสื้อผ้าสีขาว ซึ่งเป็นสีแห่งสันติภาพ เพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังของประชาชน ที่ไม่ได้ต้องการหยุดการเคลื่อนไหวของฝ่ายใด แต่อยากขอให้เข้าใจระบบพื้นฐานของประชาธิปไตย ที่สามารถเห็นแตกต่างกันได้ แต่อย่าใช้ความรุนแรง โดยร่วมกันรณรงค์ประกาศตนว่า ไม่ต้องการเห็นการนองเลือด ติดสัญลักษณ์สีขาว ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยวันที่ 3 มิ.ย.นี้ อาจนำริบบิ้นสีขาวไปผูกแกนนำฝ่ายพันธมิตร และนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

 

นิสิตนักศึกษาขอรัฐบาลอย่าใช้กำลัง

น.ส.เธียรขวัญ พงศ์ปรีชา แกนนำกลุ่มนักศึกษาใส่ใจไทย กล่าวว่า ประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่ให้สิทธิเสรีภาพ ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะเห็นความแตกต่างกันได้ เมื่อมีกลุ่มที่มีความเห็นที่แตกต่าง รัฐบาลต้องไม่ใช้ กำลังในการแก้ปัญหา ไม่ว่าความขัดแย้งจะเป็นเรื่องใด ต้องไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น เช่นเดียวกับนายอัครพล ธรรมศิริ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ สามารถก่อให้เกิดความรุนแรงได้ทุกเมื่อ ในฐานะที่เป็นนิสิตนักศึกษาคนหนึ่ง จึงไม่สามารถอยู่นิ่งเฉยได้ อยากฝากเพื่อนนิสิตนักศึกษาทุกคน ร่วมกันรณรงค์อย่าใช้ความรุนแรง เนื่องจากถ้าไม่ช่วยกัน ต่อไปประเทศไทยอาจนองเลือดได้ ทั้งนี้ อยากฝากไปถึงกลุ่มพันธมิตรและรัฐบาล อย่าใช้คำพูดที่รุนแรง อันจะนำมาสู่ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อประเทศชาติได้

ข่าว และภาพข่าวจากไทยรัฐออนไลน์ http://www.thairath.com/offline.php?section=hotnews&content=92107

 

 

 

จตุจักรสารพัดสี-เดินเพลินจนลืมหลาน


อยากกลับบ้าน

สองเดือนมานี้ไปจตุจักรสองครั้ง
ครั้งนึง ตอนเพื่อนกรมา นัดเจอกันที่นี่ แล้วไปวัดสุทัศน์ต่อ
อีกครั้งคือเมื่อวันเสาร์ ก่อนไปเที่ยวบ้านเล
ถึงจะร้อน คนเยอะ ของแพง
แต่จตุจักรยังน่าเดินเหมือนเดิม
ข้าวของที่หลากหลาย ชีวิตชีวาในนั้นยังมีเสน่ห์

แต่ดิฉันว่าถ้าไปเดินแบบมีตังค์ จะมีความสุขมากกว่าไม่มีตังค์นะ
ฮิฮิ

เรื่องรักของนางสาวโอชโช่ ตอนที่ ๑๓ : บางเรื่องก็เข้าใจ บางเรื่องก็ไม่เข้าใจ



'มันหายไปอีกแล้ว!'

โอชโช่บอกตัวเองต่อหน้าชามโจ๊ก เธอเพิ่งออกมาจากคลินิกหมอ
'มันหายไปได้ยังไง' เจ้าตัวยังข้องใจ คิดไประหว่างคนโจ๊ก จริงๆ โอชโช่ละอายใจนิดหน่อยเพราะเพิ่งวีนที่คนขายโจ๊กทำ(ผิด)โจ๊กใส่ไข่มาให้อีกแล้ว โอชโช่เกลียดการกินไข่ไม่สุกในโจ๊ก

'หรือจริงๆ มันไม่ได้หาย แต่เพราะเราโกรธไข่ในโจ๊ก' เธอบอกกับตัวเอง
'เฮ้ย! หรือที่จริงเราโกรธคนขายโจ๊กเพราะมันหายไปแล้ว ก็คราวที่แล้วพี่แกก็ใส่ไข่ให้อย่างนี้ แต่เราไม่ยักโกรธ แถมยังแหลกล่ายได้นี่หว่า' ...ก็วันนั้น 'ความรู้สึก' ยังอยู่
'...ที่จริง วันนี้เราวีนหมอด้วยซ้ำ' เพราะหมอปล่อยให้เธอรอตั้งสามชาติ

'โอ...'  โอชโช่ตกใจ วางช้อน ซบหน้าลงบนฝ่ามือร้อนๆ ของตัวเอง...มันหายไปแล้วจริงๆ

ความรู้สึกวิบวับ ตึกตักในอก ร้อนรุ่มในช่องท้อง ความรู้สึกซาบซ่าในวันก่อนมาหาหมอ เพลงที่ฟังแล้วนึกถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้น และความรู้สึกในเสี้ยววินาทีที่ได้สนทนากับหมอ มันหมดไปแล้วจริงๆ น่ะหรอ?

มันหายไปกับสายลม?
มันโดนสายฝนชะไป?
หรือว่ามันหมดอายุไปแล้ว?

โอชโช่สงสัยจนกินโจ๊กไม่อร่อย ไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

'หรือว่า...ความรักจะไม่มีจริงในโลก' เธอถามตัวเอง คล้าย Juno ถามพ่อ 'คนเราที่บอกว่ารักกัน แต่งงานกันไป แล้วเค้าก็เลิกกัน พี่ชายน้องชายเราคน คบกับแฟนมาตั้งนานจนแม่เรารอเลี้ยงมหลานแล้ว จู่ๆ ก็เตรียมแยกทางกันเฉยเลย'
'อะไรกันวะ?' เธอเริ่มมึน
'อะไรทำให้มันหายไป?'
'จำเป็นด้วยหรอที่มันต้องเกิดขึ้น เพื่อที่จะหายไป?'
'เราประสาทป่าววะเนี่ย?'
'มีปัญหาแหง๋'
'อย่างนี้ถ้าแต่งงานไป ต้องคบชู้ชัวร์'
'โอ๊ยยยยยยยย ทำไมชั้นถึงเป็นคนไม่น่ารักอย่างนี้วะ แล้วงี้ใครจะอยากมารักชั้นวะ?'
 โอชโช่ร้องกรี๊ดอยู่ในใจ เพราะยังรู้ตัวว่าได้กรี๊ดจริงๆ ไปแล้วทีนึงตอนเจอไข่

เวลาผ่านไปก็หลายวันแล้ว แต่โอชโช่ยังคาใจอยู่เลย ว่าเธอเป็นอะไรไป
..ทำไมเลิกชอบหมอซะงั้น
..ทำไมฟังเพลงปาฏิหาริย์ไม่มีจริงแล้วเลิกอินซะงั้น

ระหว่างที่ยังคาใจ โอชโช่ชักสงสัีย ว่าที่หยุดชอบหมอ เพราะว่าเริ่มไปชอบใครอีกคนหรือเปล่า
..แล้วก็ตกใจ เพราะมันเหมือนจะใช่!!!

'แกจะรักใครจริงๆ ได้อีกไหมวะ โอชโช่?' เธอถามตัวเองอย่างคาดคั้น

..เราจะบอกว่า เราก็อยากรู้เหมือนกัน แต่ใครจะตอบได้ล่ะ
ก็ยัยโอชโช่ยังตอบตัวเองไม่ได้ เพราะไม่เข้าใจตัวเองเลย ว่าทำไมถึงได้เป็นคนใจง่ายอย่างนี้


ภาคพิเศษ ท้ายเรื่อง

วันหนึ่ง ใน MSN

โอชโช่: เฮ้
คิว: เจ้มาแล้ว
โอชโช่: เออ ไม่ได้คุยกันตั้งนาน คิดถึงกันมั่งไหม?
คิว:...เจ้ถามอีกแล้ว
โอชโช่: ...และไม่มีคำตอบอีกตามเคย
คิว:...
โอชโช่: เป็นไงมั่ง ตอนนี้อยู่ไหนล่ะ
คิว: อยู่.......
โอชโช่: โห ชีวิต ระหกระเหินน่าดู
คิว: เจ้.. คิวไปชอบคนมีเจ้าของอีกแล้ว
เราคงคบกันอย่างนี้ไม่ได้
โอชโช่: ไรนะ
คิว: เค้าว่างั้น
โอชโช่: คิวจะให้เราเลิกคบกันหรอ?
คิว: อ่ะ ป่าว คิวหมายความว่า คิวกะเค้าคงคบกันอย่างนี้ไม่ได้
ว่าแต่.. เราคบกันเหรอเจ้
โอชโช่: เ่อ่อ...นั่นสิ
คิว:
โอชโช่:....
คิว:....
โอชโช่: ..ที่คิวหายไป เพราะงี้ใช่ไหม?
คิว: อะไรเจ้
โอชโช่: ก็ไปติดหญิงไง เลยไม่โทรหาเจ้เลย
คิว:...
โอชโช่: เข้าใจละ
เจ้ไปละนะ
ง่วง
ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ตื่นมาจะได้หน้าตาสดใส
บายยย ฝันดีนะ
คิว:

......
ในที่สุด ก็ถึงวันที่โอชโช่็เข้าใจว่า ทำไมคิวคุงไม่เคยตอบเลย เวลาที่เธอถาม
"คิดถึงกันบ้างไหม?"

วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ของฝากจากฮาเล


อันนี้สำหรับน้า POPWOW

ความเห็นส่วนตัว: เลเข้าใจให้สีนะแกนะ

โปสการ์ด ๒ ใบ ฝีมือ ด.ญ.ทะเล ที่น้าม้อยรับหน้าที่ส่งให้ผู้รับ
เพราะใบของน้าปกรณ์ หน้าทอน สมุยนั้น น้าม้อยเขียนที่อยู่เสร็จสรรพ ทิ้งให้พี่หนุ่มเป็นคนปิดแสตมป์ (:P)

สองใบนี้จะถึงผู้รับวันไหน ต้องแล้วแต่ Mr.Postman

ความตั้งใจของสาวโสด


ก็แถวนี้ี้มันเหม็นมั่กๆ

แหม๋ๆๆๆๆ ชอบใจจริงๆ

วันแรกของเดือนที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๕๑

อยู่ไม่ติดบ้านมาตั้งหลายอาทิตย์ ที่ตั้งใจไว้ว่าจะไปบริจาคโลหิตที่ครบกำหนด ๓ เดือนมาตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม ก็เลยไม่ได้ไปสักที

อาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์ที่เป็นอิสระ ที่จริงก็ตั้งใจจะไปตั้งแต่เช้าวาน ก่อนไปเจอปลาที่สวนฯ (แล้วก็ไม่ได้เจอ เพราะปลามันไม่เสร็จธุระ...กะผู้ชายหรือป่าวไม่ทราบได้) แล้วเย็นก็ไปบ้านทะเล แต่ก็ปรากฏว่าไม่ได้ไป เพราะมัวแต่เฝ้าหน้าจอ Coffee Prince ตอนจบ (พระเอกน่ารักจริงๆ) ออกจากบ้านเที่ยงนี่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไปบริจาคโลหิตแล้วไปเจอปลาตอนบ่ายสองได้
...ถ้ารู้ว่าปลามันจะเบี้ยว ชั้นน่าจะไปซะตั้งแต่เมื่อวาน ...เออ แต่ถ้าทำงั้นก็จะไม่ได้ช็อปปิ้งสินะ

อ่ะ เอาเป็นว่า เมื่อวานไม่ได้ไป วันนี้ก็ควรจะไป เพราะอาทิตย์หน้าผู้ชายหลายคนจะมาหาตามกำหนดแล้ว ถ้าละเลยไปอีก ชาติหน้าคงต้องเกิดเป็นผู้หญิงอีก โทษฐานที่ไม่มีแรงศรัทธาในการทำบุญทำทานแรงพอ

ไม่อยากเกิดเป็นผู้หญิงด้วยสาเหตุนั้น แต่อยากเกิดเป็นหญิงเพราะอยากเป็นหญิง วันนี้ยังไงก็ต้องไป

แต่เมื่อคืนกลับจากบ้านเลก็เที่ยงคืนแล้วยังริอ่านเปิดคอม เช็คอีเมล์ กว่าจะได้นอนปาเข้าไปตีสอง ก็ยังหวั่นใจว่าเลือดจะลอยจนให้ไม่ได้หรือเปล่า เลยบอกตัวเองว่าให้นอนมากๆ เข้าไว้ เช้านี้เลยตื่นเพราะโทรศัพท์พี่ผึ้ง ตอน ๑๑ โมง :-P

ดันเปิดคอมเช็คอีเมล์จากมัลติพลายอีก ไม่ได้ๆ ชั้นต้องเอารูปทะเลใส่หมวกหมีให้อุดมดูก่อน ก็เสียเวลาไปอีกสองชั่วโมง กว่าจะไปถึงกาชาดก็บ่ายสามยี่สิบ..เค้าปิดบ่ายสามครึ่งน่ะ

เฮ่อ ตรู... เพราะว่าเป็นโสดใช่ไหม ถึงได้ใช้ชีวิตเอื่อยเรื่อยเฉื่อยแฉะอย่างนี้

แต่คิดอีกที ถ้าไม่โสดอาจไม่มีเวลาเอ็นจอยกับชีวิต ไม่มีตามองเห็นรายละเอียดข้างทางที่เดินผ่านอย่างนี้หรอก จริงมะ?



หมายเหตุ
ไปบริจาคโลหิตครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๒๕ ปีนึงให้ได้อย่างมาก ๔ ครั้ง แต่ดิฉันให้มามากกว่า ๖ ปีนะ ระยะแรกๆ ให้ไม่สม่ำเสมอ คราวนี้ได้ความรู้ใหม่ ๒-๓ ประการคือ


๑. ก่อนเดินขึ้นชั้น ๒ ไปให้เลือด ควรแวะดื่มน้ำสัก ๒-๓ แก้ว แล้วเลือดจะไหลกระฉูด
รู้เพราะคุณพยาบาลเด็กมาเจาะที่แขนขวา ซึ่งดิฉันรู้มาก่อนแล้วว่าข้างนี้เส้นตีบกว่าข้างซ้าย เลือกมันจะไหลช้ากว่า เธอถามว่า “ปกติเลือดไหลเร็วไหมคะ”
“ค่ะ” พยักหน้า “พุ่งกระฉูดเลยล่ะ”
“แล้วตะกี๊ดื่มน้ำมาก่อนไหมคะ”
“แหะ แหะ ป่าวค่ะ” จริงๆ คุณหมอในห้องวัดความดันก็สั่งมาก่อนแล้วล่ะ “แค่กินน้ำก่อนขึ้นเตียงเลือดก็จะไหลกระฉูดทันทีเลยหรอคะ” ดิฉันสงสัยจริงๆ
น้องพยาบาลยิ้มอารีก่อนตอบ “เลือดก็เป็นน้ำนะคะ ร่างกายดูดซึมน้ำได้เร็วค่ะ”
ดิฉันฟังแล้วก็บอกตัวเองให้จำได้ คราวหน้าจะกินน้ำก่อนขึ้นเตียงให้ได้
น้องพยาบาลสาวกลับมาในนาทีต่อมา ยิ้ม พร้อมส่งน้ำแดงเฮลส์บลูบอยใส่น้ำแข็งพร้อมหลอดดูด ..โอว น้องคนนี้ช่างใจดีจริง ..เลือดเราก็ไม่ได้ไหลช้าผิดชาวบ้านชาวเมือง แค่คุยกันเรื่องดื่มน้ำก่อนให้เลือดเธอถึงกับเดินไปทำน้ำแดงให้เราเลยหรอ
รู้สึกดีกับคุณพยาบาลสภากาชาดขึ้นมานิดนึง
(ก็ยอมรับอ่ะนะ ว่าพยาบาลที่นี่เจาะเลือดเก่ง แม่นเป๊ะ ไม่มีเจ็บ แต่มักจะดุอ่ะ)
เพื่อจะพบว่า อย่าเพิ่งตัดสินอะไรง่ายไป ในนาทีต่อมา


๒. พยาบาลก็คน ดังนั้นอย่าไปคิดว่าเธอจะใจดีกับเราทุกคน
น้องพยาบาลสาวเดินหายไป มีเจ๊พยาบาลเตร่เข้ามาแทน ดิฉันมองเวลา เห็นเลยสามโมงครึ่ง เวลาเลิกงายของเธอแล้ว จึงชวนเธอคุย “ปกติจะเสร็จงานกันกี่โมงคะ”
‘เฉิบ’ เสียงเธอเมินหน้าไปทางอื่น ก่อนชี้นิ้วสั่งผู้บริจาคที่เพิ่งเข้ามาในห้อง “เข้าไปข้างในเลย”
‘ไม่รู้ไปโกรธใครมา ไม่พูดไม่จา ทำหน้าบึ้งตึง’ ดิฉันร้องเพลงนี้ในใจเลย


๓. ในคนน้ำหนักมากกว่า ๕๐ กิโลกรัม ถุงในเลือดจะเป็นขนาด ๔๕๐ ซีซี
...อืมม์ ดิฉันให้เลือดได้เท่าผู้ชายตัวโตๆ เลยล่ะ