
จอดเทียบอยู่พักนึงก็ไป
เสาร์ที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๒
ตกบ่าย เขาพาไปเที่ยวเขมรทางน้ำ เลยได้รู้จักกับพลเมืองเขมรอีกกลุ่ม
แล้วก็ทำให้รู้สึกว่า เมืองเขมรไม่ได้มีแต่ความแห้่งแล้ง ไม่น่าไว้วางใจ
เพราะในโตนเลสาบนี่มีแต่ความเย็น ชุ่มชื้น แถมยังมีรอยยิ้ม
(บางยิ้มก็โปรยมาโดยไม่ต้องหว่านแบงค์ ๑ ดอลลาร์ไปก่อนเสียด้วย)
พื้นที่ของประเทศกัมพูชา หรือเขมรนี่มีลักษณะเป็นที่ราบแอ่งกระทะ
บริเวณที่ต่ำที่สุด ตรงใจกลางประเทศเลยกลายเป็นจุดรวมของน้ำ ซึ่งมีธรรมชาติในการไหลหลากจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ
รวมทั้งน้ำที่เอ่อล้นจากแม่น้ำโขง กลายเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
คนเขมรเรียกแหล่งน้ำนี้ว่า “ต็วนเลซาบ”
ที (ไกด์รูปหล่อแบบเอ็กโซติก) บอกว่า ต็วนเล หมายถึงแม่น้ำ
ส่วน ซาบ คือ จืด
แต่คนไทยเราเรียกกันด้วยสำเนียงไทยว่า โตนเลสาบ หรือทะเลสาบเขมร
ช่วงหน้าน้ำ (คือปลายฝน) ทะเลสาบจะแผ่บริเวณกว้าง ส่วนที่กว้างที่สุด ยาวไม่ต่ำกว่า ๕๐ กิโลเมตร (หน้าแล้ง ลดขนาดเหลือแค่ ๑๕ กิโลเมตร) ลึกตั้งแต่ ๑-๑๐ เมตร มีปลามากกว่า ๓๐๐ พันธุ์ ซึ่งเขาจับไปทำอะไรๆ สร้างรายได้ให้ประเทศเป็นอันดับสอง รองจากการท่องเที่ยว (ชาวต่างชาติเข้าชมปราสาทนครวัดวันละ ๒๐ ดอลลาร์นะคระ)
ในสายตาของฉัน ซึ่งได้สัมผัสโตนเลสาบในเวลาสั้นๆ ไม่เกิน ๓ ชั่วโมง
สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดคือ วิถีชีวิตแถบนี้
ทีเล่าว่า มีทั้งคนเขมรและคนจาม (ชาติพันธุ์หนึ่ง ซึ่งปัจจุบันไปปักหลักกันที่เมืองดานัง เวียดนาม)
มีการเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ (เชื่อว่าเป็นโปรแตสแตนท์ของชาวเกาหลี ซึ่งมาเสียมเรียบกันม๊ากมาก) น่าคิดว่าชีวิตบนเรือ บนแพ ของเขาเป็นยังไง เหมือนในบ้านเราไหม
แล้วเวลาหน้าน้ำแล้ง คนเหล่านี้เขาอยู่เขากินกันยังไง
อยากอยู่จนเย็น รอเวลาแดดตก
แต่ก็ไม่ได้อยู่ ตามโปรแกรมแล้วต้องไปช็อปปิ้งที่ตลาดซาจ๊ะ เลยบ๊ายบายโตนเลสาบเพียงเท่านี้