วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553

หมาน่อยไปทำหมัน



ฮึ่มๆๆๆๆ


หลังจากที่หม่ามี๊ประสาทกับการคิดเรื่องทำหมันแมวมา ๒ อาทิตย์
ในที่สุด ก็ตัดสินใจพาหมาน่อยไปทำหมันที่โรงพยาบาลสัตว์สวนหลวง ถนนเฉลิมพระเกียรติร.๙ (ใกล้สวนหลวง ร.๙)

นับเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่ตื่นเต้นมาก ทั้งกับคนและแมว
กว่าจะตัดสินใจได้ ก็ได้เพื่อนโม่และเดือนคอยให้คำปรึกษามาเป็นลำดับ
เพื่อนำเรื่องราวมาถ่ายทอดให้ที่ปรึกษาหลักทั้งสองได้อย่างละเอียดละออ งานนี้หม่ามี๊เลยเก็บภาพหมาน่อยในขั้นตอนต่างๆ มาฝาก เผื่อจะเป็นประโยชน์แก่แม่แมวมือใหม่ที่จะพาแมวตัวแม่ตัวแรกในชีวิตไปทำหมันด้วย

เรียงภาพไล่ตามเหตุการณ์เป็นวันๆ ไปเลยละกัน

วันที่ ๑ : เสาร์ที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๓ (เลยวันครบรอบเกิดครบ ๘ เดือนของหมาน่อยที่หม่ามี๊ติ๊ต่างขึ้นมา ๑ วัน)

หลังจากงดอาหารและน้ำมาตั้งแต่เที่ยงคืน หม่ามี๊จับหมาน่อยไว้ในกระเป๋าฟิตเนส ระเห็จระเหินจากบ้าน ผ่านซีคอนสแควร์และพาราไดซ์พาร์คไปถึงโรงพยาบาลซึ่งอยู่บนถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ ตอนสายๆ
คุณหมอตรวจร่างกายทั่วๆ ไปเพื่อให้แน่ใจว่าน่อยไม่ได้กำลังท้อง
น่อยไม่ต้องตรวจเลือดเพราะอายุยังไม่เกิน ๑ ปี
จากนั้นหม่ามี๊ก็ฝากหมาน่อยไว้ที่โรงพยาบาล นอนกรงให้หายตื่นเต้น แล้วคุณหมอจะผ่าตอนบ่ายโมงบ่ายสอง ระหว่างนี้ถ้ามีอะไรไม่ดี โรงพยาบาลจะโทรมา
แต่ถ้าเขาไม่โทรมา เราก็สามารถโทรมาเช็คผลการผ่าตัดได้

หม่ามี๊กับแมวคราวกลับไปเยี่ยมหมาน่อยราวทุ่ม การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี หมาน่อยตื่นจากยาสลบแล้ว แต่จมูกยังซีด แถมยังแยกเขี้ยวขู่ฟ่อ ป้องกันตัวเองสุดฤทธิ์ เพราะยังจำใครไม่ได้

แมวคราวโดนไปสองฟ่อ ถึงแก่ซึม
(หมามี๊เข้าใจสิ่งที่โม่เตือนไว้ก็ตอนนี้)
เบาใจแล้วก็พากันกลับ

วันที่ ๒ : อาทิตย์ที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๓
จากที่คิดว่าจะไปหาตอนบ่ายๆ หม่ามี๊เปลี่ยนแผน เข้าเมืองไปวัดพระแก้ว กว่าจะไปถึงโรงพยาบาลก็ทุ่มกว่า

เปิดประตูเข้าห้องไป หมาน่อยก็ขู่ฟอด แต่พอหม่ามี๊เรียกหลายคำ น่อยก็จำได้
มีร้องตอบมาเหมือนเคย เปิดประตูให้หมาน่อยออกมา น่อยก็ออกมาเดินกระย่องกระแย่ง หมามี๊ไม่อยากให้เดินเยอะเลยจับเข้ากรง พอเข้าไปในกรง หนูก็หันมาขู่พี่ที่คอยดูแลหนูอีกฟอด หม่ามี๊ตลกจัง

วันที่ ๓ : วันจันทร์ที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๓
หม่ามี๊ไม่ได้ไปเยี่ยมหมาน่อย
เพราะอ่อนใจกับการจราจรจากที่ทำงาน-โรงพยาบาล-บ้าน และฟ้าฝน
อีกอย่างโทรเช็กว่าหมาน่อยกินได้นิดหน่อย อึฉี่ได้ และร่าเริงดี (จริงอ้ะ?) หม่ามี้ก็นอนใจ
อยู่โรงพยาบาล ยังไงก็ปลอดภัยละนะ

วันที่ ๔ : วันอังคารที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๓
หม่ามี๊ลางานไปรับหมาน่อยในตอนบ่าย ขอสารภาพว่าตื่นเต้นมากที่น่อยจะได้กลับบ้านซะที คิดถึงกันเนอะน่อยเนอะ

เจอหน้ากัน จำกันได้แล้วน่อยก็ร้องประท้วงไม่หยุดเลย หม่ามี๊เปิดกรงอุ้มแล้วพบว่าขนหนูหลุดกระจายเลย คงเป็นเพราะว่าสองวันมานี้ใส่ลำโพงตลอด เลียเนื้อตัวแทบไม่ได้ แล้วหนูก็อาจจะไม่มีกะจิตกะใจจะเสริมสวยนัก ไม่เป็นไร ถึงบ้านแล้วเดี๋ยวแปรงขนให้นะจ๊ะ

หมอให้ยาฆ่าเชื้อเม็ดเล็กไปให้หม่ามี๊ป้อน คนจ่ายยากำชับให้มีคนช่วยจับกันโดนหนูตบ
หุ หุ หม่ามี๊ไม่มีหรอก

ลงจากแท็กซี่อันแสนร้อนขึ้นมาถึงห้องของเรา น่อยดูดีใจที่ถึงบ้านเสียที เดินกรายไปทั่วบ้าน แล้วก็กินปลาไข่ (ของโปรด) ผสมอาหารเม็ดลูกแมวไปเกือบหมดชาม ฉี่ เดินตามหม่ามี๊อีกพักใหญ่ แล้วก็นอน

ถึงบ้านเราแล้วเนอะหมาน่อยเนอะ





วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553

ว่างๆ ก็ไปนั่งเล่นที่สวนสันติฯ




อาทิตย์ที่ 26 กันยายน 2553

บ่ายวันอาิทิตย์ที่เงียบเหงา สองเราขึ้นรถเมล์(ฟรี!) ไปถนนพระอาทิตย์
มันเป็นวันที่เงียบจริงๆ บรรยากาศก็เหงาๆ
ถ่ายรูปออกมายิ่งเหงา

แต่เราก็โอเคใช่ไหมป้า?

สนามหลวงหายไป






เมื่อวานไปแถวท่าพระจันทร์ ท่าช้าง
แล้วว่าจะเดินเลาะสนามหลวงไปรอรถเมล์ไปถนนพระอาทิตย์

แต่หาสนามหลวงอันแสนคุ้นเคยไม่เจอ
เขากั้นรั้วรอบเสียมิดชิด

ฟุตปาธจะเดินยังไม่มี
จะโดนรถเฉี่ยวไหม ต้องระวังกันเอาเอง


วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

อย่างนี้นี่เอง



กริ๊งงงง กริ๊งงงงง



(เอ๊ะใคร เบอร์ไม่คุ้น) สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณน้ำหวานใช่ไหมคะ
ค่ะ จากไหนคะ
ดิฉัน เหมย เหมือนฝัน จากบริษัทท่องเที่ยว ***นะคะ บริษัทของเราเป็นตัวแทนท่องเที่ยวเกาหลี ฮ่องกง บาหลี...
ขอโทษค่ะ เข้าประเด็นเลยก็ได้ค่ะ
คือ จะเชิญสมัครสมาชิกน่ะค่ะ
....
ไม่ทราบคุณน้ำหวานเดินทางบ่อยไหมคะ
(เข้าใจว่าถามถึงเดินทางต่างประเทศ) ไม่ค่อยบ่อยค่ะ
ปีละัสองทริปได้ไหมคะ
ไม่นะคะ หลายปีทริปมากกว่า ไม่ค่อยมีงบน่ะค่ะ
โอเคค่ะ งั้นไม่รบกวนแล้วนะคะ ขอบคุณ สวัสดีค่ะ
......(อ ย่ า ง นี้ นี่ เ อ ง)




ดอกไม้สำหรับมิสซิสแฮรีส

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:Paul Gallico แปลและเรียบเรียงโดย บัญชา

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังได้อ่าน "ดอกไม้สำหรับมิสซิสแฮรีส" (Flowers for Mrs. Harris) เป็นครั้งแรก (เมื่อไม่กี่วันมานี้) คือความตระหนักถึงประสบการณ์ ความรอบรู้ ความเข้าใจชีวิต อารมณ์ขัน และความสามารถในการผูกเรื่อง เล่าเรื่องของ Paul Gallico ผู้เขียน

พอล กาลลิโค ทำให้ฉันรู้จักมิสซิสแฮริส “แม่บ้านรับจ้างจากลอนดอน” หญิงชนชั้นกรรมาชีพผู้ซื่อสัตย์ต่องานและการอดออม ด้วยมีความฝันยิ่งใหญ่ที่จะได้เป็นเจ้าของชุดสวย ผลงานชิ้นเอกของคริสเตียน ดิออร์ เช่นเดียวกับผู้หญิงในทุกสาขาอาชีพทั่วโลก เป็นความปรารถนาและ passion ที่เข้มข้น รุนแรงพอจะทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งอด และทน เก็บเงินจนมีเงินดอลลาร์เป็นมัด และพาตัวเองขึ้นเครื่องบินครั้งแรกในชีวิต ไป “ช้อป” สิ่งที่แกต้องการถึงปารีส

จากการโปรยเสน่ห์ของพอล ฉันรักตัวละครทุกตัวในหนังสือเล่มนี้ สำนวนของเขาเนรมิตให้มิสซิสแฮรีสหลุดออกมาโลดแล่นให้ฉันเห็นแบบตัวเป็นๆ ความเป็นแก รอยยิ้มที่ทำให้ตาหยีและแก้มยุ้ย สไตล์ อุปนิสัย ความซื่อสัตย์ ภูมิใจในตัวเอง ความอ่อนโยน ท่าทางที่อ่อนโยนยามแกปฏิบัติต่อกระถางเจเรเนียมทั้ง 30 ในแฟลตเล็กๆ ของแก กระทั่งได้ยินสำเนียงเหน่อแบบคนชั้นล่างของแก ตัวละครอื่นๆ ก็ล้วนดูมีชีวิตจิตใจ มีด้านมืดด้านสว่าง มีความแข่งแกร่งและอ่อนแอ ที่สำคัญที่สุด พอลไม่ได้เขียนให้นิยายเรื่องนี้มีแต่เรื่องดี ดี ดี และจบไปอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง มีเหมือนกันที่ตัวละครต้องอกหักเพราะผิดหวัง เราจึงได้เพลินไปกับรอยยิ้มและน้ำตา การมีความหวัง-ความผิดหวัง-และเมื่อที่ความหวังฟื้นตัว ฟูฟ่องขึ้นมาใหม่

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่อ่านแล้วหม่นหมอง มันได้ผลเลยแหละ ถ้าจะใช้เรียกรอยยิ้มจากความอิ่มใจ อิ่มในน้ำใจและความรัก ความเมตตาที่คนเรามีให้กัน แม้จะจบไปโดยทำให้เราน้ำตาซึม แต่ก็ซึมด้วยความประทับใจ (และหอมฟุ้ง)

เป็นหนังสือที่อ่านแล้วทำให้อยากรักผู้คนรอบตัวให้มากขึ้น




บันทึก:
• ขอบคุณเพื่อนเอ๋ ที่ให้ยืมมาอ่าน ชอบกว่า "ด้วยหัวใจทั้งเจ็ดดวง" นะจ๊ะ (http://mandymois.multiply.com/reviews/item/135)
• ฉันอ่านแล้วนึกถึงนักเขียนโปรดอีกคน ม.ร.ว คึกฤทธิ์ ปราโมช
• ความอินในหนังสือเล่มนี้ต้องขอยกเครดิตให้กับผู้แปลและเรียบเรียงด้วยนะคะ
• ตกลงคนแปลที่ใช้นามปากกา “บัญชา” เป็นใครหรอ?
• ตอนเรียนปี 1 หรือ 2 รู้สึกรุ่นพี่จะทำละครจากหนังสือเล่มนี้ ก็ไม่ได้มีโอกาสชม และไม่เคยพยายามหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านเลย แต่ในที่สุดก็ได้อ่าน รู้สึกสนุกมาก พานให้อยากมีโอกาสชมละครของพวกรุ่นพี่ด้วยแฮะ

Andrew Warhola's





มึนกับ Andy Warhol' s effect







ต่อไปนี้เจอเพื่อนคนไหนจะจับถ่ายรูปแบบแอนดี้ไว้ดูเล่นตอนแก่

Everybody’s Fine : ทุกคนสบายดี

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama


จากความทรงจำของฉัน คำว่า “แม่” เหมือนจะคู่กับคำว่า ”บ้าน” มาตลอด ก็แม่ฉันมีหน้าที่อยู่บ้านเลี้ยงลูก ในขณะที่พ่อออกจากบ้านไปทำงานหาเงินมาให้เราแม่ลูกกินใช้และเรียนหนังสือ เราจึงสนิทกับแม่มากกว่า เพราะได้ใกล้ชิดกัน พูดคุยกันมากกว่ากับพ่อ

เมื่อแม่กับพ่อแบ่งหน้าที่กันชัดเจน วิธีเลี้ยงลูกก็เลยต่างกันไปด้วย แม่เป็นคนดูแลเรื่องข้าวปลาอาหาร สุขภาพ ความเป็นอยู่และความสะดวกสบายของทุกคนในบ้าน ส่วนพ่อก็มีหน้าที่เป็นตุลาการศาลสูงสุดของบ้าน มีหน้าที่พิจารณาโทษ โดยมีแม่เป็นฝ่ายปลอบประโลม ทั้งทางร่างกายและจิตใจ

บทบาทต่างกันทำให้พ่อกับแม่มีภาพลักษณ์ต่างกันในสายตาลูก ทั้งยังมีแรงดึงดูดให้เข้าหาที่ต่างกันด้วย แต่ดูเหมือนทั้งสองคนถือสิทธิ์ในการคาดหวังในตัวลูกไม่ต่างกัน และไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน เพียงแต่อาจจะแสดงออกไม่เท่ากันเท่านั้น

จะด้วยความเข้าใจลูก สงสารลูกหรืออะไรก็ตาม แม่มักจะเป็นฝ่ายทำใจและรับได้เสมอไม่ว่าลูกจะทำให้ผิดหวังในรูปแบบไหน แต่กับพ่อ ไม่รู้ว่าพ่ออ่อนไหว เปราะบาง หรืออะไร พ่อแทบรับไม่ได้เมื่อลูกไม่เป็นไปตามที่หวัง

และเพราะว่าแม่รู้จักลูกและสามีของตัวเองเป็นอย่างดี แม่จึงตัดสินใจจะบอกพ่อเท่าที่พ่อควรรู้ เท่าที่พ่อรับได้ และบอกแบบที่พ่ออยากฟัง

เรื่องราวของ พ่อ แม่ และ 4 พี่น้องใน Everybody’s Fine (2009) ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับเรื่องของพ่อ แม่ และ 3 พี่น้องของบ้านฉันเสียจริง

Robert De Niro ผู้หล่อเหลาตลอดกาล เล่นเป็นแฟรงค์ พ่อ ผู้กลายเป็นม่ายในวัยหลังเกษียณ เดียวดายอยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่สร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงตลอดชีวิตของการทำหน้าที่หุ้มสายไฟด้วยปลอกพลาสติกอย่างมีระเบียบ อดทน และพากเพียรโดยมีความหวังว่าจะเลี้ยงลูกๆ จะโตเป็นคนดี เป็นคนเก่ง เดินไปให้สุดทางฝันของแต่ละคน
ก่อนวันหยุดยาวครั้งหนึ่ง ไม่มีลูกแม้สักคนในสี่คนที่ตอบรับจะกลับบ้าน กลับมาใช้เวลาอยู่ร่วมกันแบบที่เขาปรารถนา แฟรงค์ไม่เข้าใจและไม่รู้เลยว่าลูกๆ ไม่กล้าสู้หน้าพ่อเพราะน้องชายคนเล็กหายตัวไปและยังตามตัวไม่ได้ แถมแต่ละคนยังเคร่งเครียดกับชีวิตที่ไม่ได้เป็นไปแบบที่พ่อรับรู้

แฟรงค์ปรึกษาหมอประจำตัวแล้วตัดสินใจว่า เมื่อลูกไม่พร้อมจะไปหาเขา เขาจะไปหาลูกเอง ว่าแล้วก็เก็บกระเป๋าขึ้นรถไฟบ้าง รถเกรย์ฮาวนด์บ้าง เดินทางไปเซอร์ไพรซ์ลูกแต่ละคน เริ่มที่แจ็ค ลูกชายคนเล็กที่นิวยอร์ก เขาไปถึงแล้วนั่งรถที่บันไดอพาร์ทเม้นท์ แต่รออย่างไรลูกไม่กลับสักที โทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้ เลยขึ้นรถต่อไปชิคาโก้ ไปบ้านเอมี่ (Kate Beckinsale) ลูกสาวคนโต เพื่อจะได้สัมผัสกับบรรยากาศลักลั่นในครอบครัวของลูก ลูกสาวบ่ายเบี่ยงไม่เชื้อเชิญให้เขาค้างด้วยนานกว่า 1 คืน อ้างว่าเธอต้องบินไปติดต่อธุรกิจ (แท้ที่จริงจะไปตามหาน้องชายที่หายไป) แฟรงค์จึงเดินทางต่อไปเซอร์ไพรซ์โรเบิร์ต (Sam Rockwell) ลูกชายคนโต ผู้ที่เขาเข้าใจว่าเป็นวาทยกรประจำวงออร์เคสตร้า แต่แท้ที่จริงก็เป็นแค่สมาชิกของวง รับหน้าที่ตีกลองเท่านั้น

(ความรักและห่วงใยของแฟรงค์ที่ลูกชายตีความว่าเป็นความคาดคั้นและกดดันซึ่งเขาเคยชินกับมันมาตลอด ทำให้ลูกชายคนนี้น้อยใจพ่อไม่มีวันสิ้นสุด ฉันเห็นฉากสนทนาระหว่างพ่อลูกที่ประตูหลังคอนเสิร์ตฮอล์แล้วสะเทือนใจ นึกถึงน้องชายขี้ใจน้อยของตัวเองขึ้นมาแบบจี๊ดๆ)

กว่าจะไปถึง โรซี่ (Drew Barrymore) ลูกสาวคนเล็กอยู่ที่เวกัส การเดินเปลี่ยนเวลาไปมาทำให้แฟรงค์ตกรถ จึงได้คุยกับคนขับรถบรรทุกม่ายสาวใหญ่ และเกือบโดนอันธพาลซึ่งเขามีน้ำใจให้ทำร้ายเอา โรซี่มารับเขาด้วยรถลีมูซีน พาเขาไปยังอพาร์ทเม้นท์หรูหรา แต่สัญชาตญาณของพ่อก็ทำให้เขารู้สึกแปลกๆ อีกแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเพื่อนสาวอุ้มเด็กทารกทำทีมาฝากลูกสาวตัวเองเลี้ยง แล้วลูกก็เลี้ยงได้อย่างเนียน แถมยังเผลอเรียกตัวเองว่า “แม่” อีก

ยาประจำตัวที่ถูกอันธพาลใช้เท้าขยี้จนเสียหายทำให้แฟรงค์ใจไม่ดี เขาตัดสินใจบินกลับบ้านทั้งที่ใจยังกังวลกับลูกชายคนเล็กที่ยังติดต่อไม่ได้ ระหว่างการเดินทางทอดสุดท้าย ซึ่งเป็นทอดเดียวที่ไม่ได้เห็นสายไฟที่เขาลงมือทำทอดยาวไปตลอดสองข้างทางนี้เองที่เขาเกือบหัวใจวาย

แฟรงค์ฟื้นขึ้นมาจากความฝันที่คลี่คลายปริศนาเกี่ยวกับลูกแต่ละคนเกือบหมด ลืมตาพบลูก 3 คนรายรอบเตียงของเขา เมื่อถามถึงลูกชายคนเล็ก ลูกสาวคนโตก็รายงานว่า เขาตายเสียแล้วที่เม็กซิโก แฟรงค์น้ำตาไหล เขาเสียใจ ลูกๆ พลอยร้องไห้ แต่แล้วทุกคนก็เปิดใจ และได้เข้าใจกัน


การเดินทางทริปแรกในชีวิต ในระยะทางที่ไกลที่สุดและโดดเดี่ยวที่สุดให้อะไรกับแฟรงค์มากมาย แต่ที่สำคัญที่สุดคงจะเป็นเพียงการค้นพบว่าเมื่อเมียและลูกๆ บอกเขาว่า “ทุกคนสบายดี” นั้น ทุกคนรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

(แม้จริงๆ แล้ว มันจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ตาม)




บันทึก
• ดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดถึงพ่อตัวเองจัง
• รู้สึกสะเทือนใจตอนที่ลูกชายถามพ่อว่า ตอนพ่ออายุเท่าผม พ่อฝันอะไร
• อยากรู้เหมือนกันว่าเมื่อเป็นพ่อเป็นแม่คนแล้ว ยังมีสิทธิ์ มีเวลา มีโอกาส ไล่ตามความฝันของตัวเองอีกไหม
• ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงๆ แล้วเราควรมีลูกกี่คน และเลี้ยงลูกอย่างไร
• เท่าที่รู้ การมีลูกเป็นการมีทุกข์อีกรูปแบบหนึ่งแท้ๆ เลยเชียว
• ก็คุณจะไม่รู้สึกปวดใจเป็นสองเท่าเมื่อรู้ว่าลูกกำลังปวดใจหรือ?
• รู้ไหม ถ้าทำใจไม่ได้ก็อย่ามีเลย แต่ถ้าทำใจได้ก็มีเหอะ ลูกน่ะ คนแบบคุณมีลูกหลายๆ คนก็คงมีความสุขดี ทั้งลูก และพ่อแม่