วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

คันปากอยากบอกต่อ ตอน โจน จันใด กับการปลดปล่อยตัวเองจากความเป็นทาส



คำเตือน: บล็อกนี้ซีเรียส!

 

ในเซกชั่น Change the World พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง ของนิตยสารสารคดีฉบับ วิถีเปลี่ยนโลกด้วยมือเรา ประจำเดือนมีนาคม ๒๕๕๑ มีบทสัมภาษณ์ผู้คนที่มีความคิดและวัตรปฏิบัติในอันจะช่วยแก้ไขปัญหาโลกร้อนจำนวนหนึ่ง

 

ในบรรดานั้นมีทั้งนักวิชาการผู้มีการศึกษาสูง เคยใช้ชีวิตในประเทศที่เจริญแล้วอย่าง ดร. สิงห์ อินทรชูโต (OSISU, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ดร. อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัย และฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) นักสื่อสารมวลชนอดีตเอ็นจีโอ อย่าง ทรงกลด บางยี่ขัน (บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร a day) ผู้บริหารบรรษัทภิบาลอย่าง กานต์ กระกูลฮุน (กรรมการผู้จัดการใหญ่เครือซิเมนต์ไทย) ครอบครัวสังวรเวชภัณฑ์ ครอบครัวธรรมดาๆ ที่พ่อแม่จัดการศึกษาแบบโฮมสคูลให้ลูกชายทั้งสอง บรรจง ขยันกิจ อดีตช่างเทคนิคของมหาวิทยาลัยบูรพาผู้เชื่อมั่นในพลังงานลม ซึ่งลงทุนศึกษาการทำกังหันลม และเดินทางติดตั้งกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้าในพื้นที่กันดารในละแวกประเทศอุษาคเนย์ ม.ร.ว. นริศรา จักรพงษ์ ประธานมูลนิธิโลกสีเขียว และ ชื่นชม สง่าราศรี กรีเซ็น เอ็นจีโอโลกาภิวัตน์

 

ในบรรดาผู้คนที่มี ต้นทุนทางสังคมสูง ดังได้กล่าวมา ยังมีบทสัมภาษณ์ครอบครัวโอ่โดเชา ครอบครัวปกากะญอ ที่บอกเล่าถึงวิถีชีวิตที่มีความกตัญญูรู้คุณต่อป่า ต่อน้ำ กับอีกบทสัมภาษณ์ โจน จันใด ชาวนาธรรมดาๆ ที่มีการศึกษาน้อยรวมอยู่ด้วย

 

หากคุณได้อ่านความคิดอ่านของ โจน จันใด แล้ว คงพบว่า ชาติกำเนิด การศึกษา หรือต้นทุนทางสังคม หาใช่ปัจจัยที่จะทำให้คนคนหนึ่งรู้จักคิด แสวงหาแนวทางการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และยั่งยืน โดยเบียดเบียนโลกให้น้อยที่สุด

 

ที่สำคัญยังมิใช่เพียงการคิดได้ เขายังลงมือทำมันจริงๆ

ไม่เพียงเอาไว้พูดเก๋ๆ เวลามีคนเปิดประเด็นเรื่องโลกร้อน

 

อ่านแล้วอดไม่ไหว จึงขอคัดมาให้ได้อ่านกัน ณ ที่นี้

 

“ผมเคยอยู่กรุงเทพฯ ๗ ปี มาทำงานในร้านอาหารบ้าง เป็นพนักงานโรงแรมบ้าง เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยบ้าง ผมทำงานวันละ ๘-๑๒ ชั่วโมง แต่ปรากฏว่าไม่พอที่จะเลี้ยงชีวิตคนคนเดียว ผมก็เริ่มถามแล้วว่าเราทำไปทำไม ผมเริ่มเห็นว่าการใช้ชีวิตมันยุ่งยากซับซ้อนเกินไป และวิถีชีวิตอย่างนี้มันผิด ผมกลับไปลองใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน ทำนาปีละ ๒ เดือน ผมสามารถผลิตข้าวได้ ๖ ตัน กินได้ทั้งครอบครัว ผมปลูกผักใช้เวลาแค่ ๓๐ นาทีต่อวัน ผมสามารถมีอาหารเลี้ยงคน ๖ คนได้สบาย ผมก็เริ่มคิดว่าชีวิตมันง่ายเหลือเกิน

 

“แล้วผมก็เริ่มคิดถึงปัจจัยสี่เป็นหลัก อาหาร บ้าน ผ้า และยา คนต้องพึ่งตัวเองได้ ถ้ามนุษย์ได้สี่อย่างนี้มาอย่างยากลำบาก แสดงว่าวิถีการพัฒนานั้นล้มเหลว ผมเริ่มเห็นว่าหลายๆ คนรู้สึกว่าการจะมีบ้านหลังหนึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลยในชีวิตของเขา เพราะเขาจนเขาโง่เหลือเกิน บางคนอาจใช้เวลาถึงครึ่งหนึ่งของชีวิตเพื่อที่จะมีบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก พอมีโอกาสได้ไปเห็นบ้านดินของชาวอินเดียนแดง กลับมาก็ลองทำดู ทุกวันผมใช้เวลา ๒ ชั่วโมง ตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า ผ่านไป ๓ เดือน ผมได้บ้านหลังหนึ่ง แล้วเป็นบ้านที่รู้สึกมั่นคงแข็งแรงเท่ากับบ้านทั่วๆ ไป ที่สร้างแบบถูกที่สุด ทำให้ผมรู้สึกว่าบ้านไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว” (หน้า ๑๗๓)

 

“...ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีบ้านได้ ขอให้มีแรงทำเท่านั้นเอง แล้วเราจะรู้สึกว่าเรามีศักยภาพมากขึ้น หลายๆ คนที่ทำบ้านดินเขารู้สึกว่าชีวิตเขาเปลี่ยนไป ไม่ต้องพึ่งวิศวกรเขาก็ทำได้ ผู้หญิงที่มาร่วมทำบ้านดินทั้งหลังเขารู้สึกว่าเขามีอำนาจ รู้สึกภูมิใจในตัวเอง ผมจึงเห็นว่าบ้านดินเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาสู่ความเป็นมนุษย์ที่เต็ม” (หน้า ๑๗๔)

 

หลังจากช่วยคนไม่มีบ้านสร้างบ้านดิน โจนก็เริ่มทำฝันความฝันของเขาให้เป็นจริง มันคือการเก็บรวบรวมเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านซึ่งมีความอดทนต่อโรค แมลง และสภาพดินฟ้าอากาศ เนื่องจากเขามองว่า การพัฒนาอาหารทำให้พันธุ์พืชที่เดิมเคยมีอยู่หลากหลายเริ่มลดจำนวนลง และหายไป เหลือแต่พันธุ์พืชที่ได้รับการตัดแต่งให้ให้ผลผลิตมาก แต่ไม่ทนโรคและแมลง การลงทุนปลูกจึงต้องใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงจำนวนมาก ทำให้ชาวไร่ชาวนาต้องตกเป็นทาสของบริษัทผู้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงโดยไม่รู้ตัว

 

และ โจนบอกเราว่า ทางเดียวเท่านั้นที่จะช่วยชะลอภาวะโลกร้อนได้ก็คือ ต้องปลดปล่อยตัวเองจากการเป็นทาส

 

ภาวะโลกร้อนคือตัวอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาถึงจุดสูงสุดแล้วมันก็ทำลายตัวเอง มันอาจรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และหยุดยั้งไม่ได้ แต่ผมยังหวังว่ามันยังไม่สายเกินไปถ้าเราเริ่มกันตอนนี้ ผมมองไม่เห็นทางอื่นเลยที่จะชะลอภาวะโลกร้อนได้ นอกจากเราต้องปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากระบบทาส ทุกวันนี้เราตื่นขึ้นมาเราก็ส่งส่วยให้ยูนิลีเวอร์ทันที กินข้าว เราต้องส่งเงินให้ซีพี ขับรถ เราต้องส่งเงินให้บริษัทรถ บริษัทน้ำมัน รอบตัวเรามีนายทาสเต็มไปหมด มันเป็นระบบที่ใหญ่โตมาก แต่มันอยู่ได้เพราะมีคนส่งเสริมมัน ฉะนั้น การต่อสู้กับมันก็คือการต่อสู้กับตัวเอง


“คนคนหนึ่งกินได้ไม่เกิน ๓ มื้อ ใส่เสื้อผ้าได้ทีละตัว นอนได้แค่เตียงเล็กๆ จะมีบ้านใหญ่ขนาดไหนก็นอนมากกว่านั้นไม่ได้ แล้วทำไมเราต้องมีมันมากมาย ยิ่งมีมากยิ่งบริโภคมาก นั่นหมายความว่าเราทำลายมาก เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนามาเพื่อแสวงหากำไรไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งพัฒนามากเราก็ยิ่งทำลายตัวเองมาก ไม่ว่าจะเป็นคอนกรีตหรือน้ำมัน กว่าจะได้มามันหมายถึงการทำลาย แล้วการทำลายของมนุษย์เหมือนกับขี่ช้างจับตั๊กแตน หรือฆ่าช้างทั้งตัวเพื่อเอางา ต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริงก็คือมนุษย์บริโภคเกินความจำเป็น ทำยังไงเราถึงจะทำลายน้อยที่สุดต่างหาก การทำลายน้อยที่สุดก็คือการลดการบริโภคของเราเท่านั้นเอง” (หน้า ๑๗๕)


วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

คันปาก-อยากบอกต่อ ตอน แก้ลำสาวโลเล


ใน Penthouse ฉบับประจำเดือนเมษายน ๒๕๕๑

เปิดไปที่หน้า ๑๒๓ อ่านคอลัมน์โปรด Ask Dr.Z คอลัมน์ตอบคำถามเรื่อง xx กับ ดร.วิคตอเรีย ซิดร็อก

(ใครจะไปรู้ว่าชีมีตัวตนจริงไหม)

 

พบคำถามหนึ่ง อ่านแล้วอยากลอกมาให้ได้อ่านกัน

 

เพราะบางทีคุณอาจจะให้เรื่องนี้แนะแนวทางกับคนที่คุณรู้จัก  

คนที่กำลังสับสน ว่าจะอยู่รอใครบางคน หรือจะตัดสินใจเคลียร์

แล้วก็เริ่มชีวิตของตัวเองซะที

 

>>ผมเพิ่งเจอผู้หญิงคนนี้ และคิดว่าฟ้าส่งเธอมาให้ผม เรามีอะไรที่เหมือนกันหลายอย่าง ส่วนเซ็กซ์นั้นก็เยี่ยมยอด ปัญหาคือ เธอเพิ่งเลิกกับแฟนก่อนที่จะมาคบผม (เขาเป็นฝ่ายทิ้งเธอไป) แต่ตอนนี้เขากลับมาขอคืนดี มันทำให้เธอสับสนมาก และบอกว่าเธอรักทั้งสองคน ผมควรทำอย่างไรดี ควรปล่อยเธอไปหรือรั้งเธอไว้ ที่สำคัญ ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าเธอรักใครมากกว่ากัน

 

>>>ฟันธงได้เลยว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้รักคุณเลย-เพื่อนที่น่าสงสารของฉัน ความจริงฉันไม่อยากเป็นคนนำข่าวร้ายนี้มาบอกคุณ แต่คิดเสียว่าฉันเป็นหมอที่กำลังจะช่วยผ่ามะเร็งออกจากตัวคุณก็แล้วกัน

 

คุณกำลังอยู่กับผู้หญิงโลเล และผู้หญิงประเภทนี้มักมาพร้อมกับจิตใจแบบแพศยา เธอมาดีกับคุณก็เพราะคุณช่วยเยียวยาอาการอกหักให้เธอเท่านั้นเอง แต่ขณะเดียวกันเธอก็ยังคิดและโหยหาแฟนเก่าที่ทิ้งเธอไป จนถึงวันที่เขาตัดสินใจกลับมาขอคืนดี

 

หากคุณเป็นพวกมาโซคิสต์ผู้นิยมความเจ็บปวด คุณอาจรั้งเธอไว้และคอยเอาไหล่ให้เธอซบหน้าร้องไห้ บางทีเธออาจให้คุณร่วมรักแทนคำขอบใจ ขณะที่ในจินตนาการก็มีภาพของแฟนเก่าล่องลอยอยู่

 

แต่ถ้าให้ฉันแนะนำ ฉันอยากบอกว่า อย่าพยายามรั้งเธอไว้ ปล่อยให้เธออยู่คนเดียวสักพัก เพื่อให้เธอตัดสินใจ คุณจะได้ไปเจอผู้หญิงคนอื่นบ้าง เพื่อให้พลังของความหึงหวงได้ทำหน้าที่ของมัน บางทีเธออาจต้องการคุณมากขึ้น หากมีผู้หญิงอื่นมาสนใจในตัวคุณ

 

และถ้าเธอตัดสินใจกลับมาหาคุณ แทนที่จะเลือกแฟนเก่า คราวนี้หวังว่าเธอจะรักคุณจริง ไม่ใช่เพียงเพราะต้องการใครสักคนมาช่วยดามหัวใจที่ถูกแฟนเก่าหักอกเหมือนคราวก่อน


เปิดจดหมายเก่า: โปสการ์ดจาก IGLOO





คุณม้อยครับ

ผมชื่อ IGLOO เป็นสุนัขพันธุ์ GOLDEN RETRIEVER อายุ 4 1/2 เดือน
พ่อผมเป็น CANADIAN แม่ผม AMERICAN
ผมมาเป็นสมาชิกครอบครัว P&R
วันนึงคุณม้อยคงได้กอด ลูบขนที่สวยงามของผมนะครับ
และผมก็จะแอบมองเจ้านายผมกอดคุณม้อยด้วยครับ

ยินดีที่แนะนำตัวกับคุณม้อย

IGLOO THE GOLDEN


หมายเหตุ: ที่ซองประทับตราวันที่ 25.08.41

วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2551

เรียนทำอาหารอิตาเลียนกับเจ้าของร้าน Zanotti






อังคารที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๑

มีบุญแบบแปลกๆ อีกแล้ว

คราวนี้ได้ไปนั่งแจมในครัวเรียนทำอาหารอิตาเลียนที่ chef's club ชั้น ๔ สยามพารากอน
คนสอนไม่ธรรมดา เพราะเขาคือ Gianmaria Zanotti เจ้าของร้าน Zanotti อันโด่งดัง

เชฟสอนทำอาหาร ๓ จาน คือ appetizer, main course แล้วก็ dessert

ก็หนุกหนานฮาเฮกันไป เพราะแต่ละจานมีไวน์รสชาติเข้ากันประกอบ

เก็บภาพมาให้หลายคนอิจฉา

เหอ เหอ

ฉันน่ะ, ยังคงรักท้องฟ้าอยู่เสมอ


กับภาพที่เห็นระหว่างทางเดินไปห้องน้ำ


พุธที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๑

ชีีวิตบนตึกชั้น ๑๔ กลางป่าคอนกรีตผืนใหญ่ในเมืองกรุง ทำให้ได้เห็นภาพแปลกตาอยู่เรื่อย เรื่อย

บางเวลาลมพายุำัพัดโหม บางคราฝนสาดซัด
แต่เย็นวันวานท้องฟ้าสวยงาม

หลังจากเม็ดฝนเข้้าครอง จองพื้นที่บนฟ้ามาหลายวัน

ก็ได้เวลาฟ้าใสอีกหน

...โดยไม่ทันตั้งตัว [รำพึง-รำพัน]

โดยไม่ทันตั้งตัว: ราคาน้ำมันโลกก็ทำเอารถสองแถว แถวๆ อ่อนนุชก็ขึ้นราคาเป็น ๗ บาท และอีกไม่นานก็คงขึ้นถึง ๑๐ บาท

(เมื่อมาอยู่แถวนี้ใหม่ๆ ราว ๔ ปีก่อน มันแค่ ๔ บาทเอง)

โดยไม่ทันตั้งตัว: จากราคาน้ำมัน ส่งผลให้น้ำมันพืชพลอยขึ้นราคาไปด้วย และทำให้ขนมปังไส้ถั่วแดง ขนมที่พอจะิ 'กินได้' แถวๆ ปากซอยอ่อนนุชก็ขึ้นราคา จาก ๒๐ เป็น ๒๕ บาท

โดยไม่ทันตั้งตัว: เมื่ออะไรๆ แพงขึ้น OHAYO น้ำเต้าหู้สำเร็จรูปยี่ห้อโปรดก็ขึ้นราคาจาก ๓๐ เป็น ๓๕ บาท

โดยไม่ทันตั้งตัว: มอเตอร์ไซค์รับจ้างในจุดวิกฤตที่จะพาไปขึ้นรถไฟฟ้าได้เร็วขึ้นราว ๓๐ นาทีทุกๆ เช้า ก็ประกาศจะขึ้นราคาจาก ๑๐ บาท เป็น ๑๒ บาท

โดยไม่ทันตั้งตัว: ภาวะขาดแคลนอาหารของโลกเริ่มส่งพิษให้ข้าว อาหารหลักของคนไทยขาดแคลน เมืองไทยจึงเริ่มเข้าสู่ยุค 'ข้าวยาก' อย่างแท้จริง (ส่วนหมาก-อันนั้นมันแพงอยู่ตัวอยู่แล้ว) ในสังคมก็เลยเกิดอะไรแปลกๆ เช่น การขโมยเกี่ยวข้าว การเวียนซื้อข้าวสารถุงในห้างเพื่อการกักตุน>>ชาวนารวยหรือเปล่า?? อันนี้ไม่แน่ใจ

โดยไม่ทันตั้งตัว: ตอนนี้น้ำตาลกำลังจะแพงตาม ถ้าถึงวันนั้น โลกใบนี้จะเป็นยังไง คนจะผอมลง เพราะของหวานแพงขึ้น หรือคนก็ยังอ้วนเหมือนเดิม เพราะความหวานเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

โดยไม่ทันตั้งตัว: จะมีอะไรประหลาดๆ เกิดขึ้นกับประสิทธิภาพในการจับจ่ายของตังค์ในกระเป๋าดิฉันอีกไหมเนี่ย???

 

 

ป.ล. เมื่อสิบปีก่อน ตอนเพิ่งเรียนจบ ค่าเงินบาทก็ถูกลอยตัวโดยไม่ทันตั้งตัว ตอนนั้นเล่นเอาทั้งบ้านทั้งเมืองกลายเป็นอัมพฤกษ์ คือเดี้ยงไปเลย เด็กจบใหม่ก็หางานทำไม่ได้ (เลยต้องไปทำงานหนังสือผู้ชายอย่างดิฉัน) เจ้าของธุรกิจก็ล้มละลาย บางคนก็สู้ พยายามแก้ปัญหา แต่บางคนยอมแพ้ ยอมตาย หลายครอบครัวก็เลยแตกแยก หลายชีวิตพังทลายไม่เป็นท่า กว่าจะยืนขึ้นได้ใหม่ก็เล่นเอาอ่วม

แล้วกับภาวะ 'ไม่ทันตั้งตัว' ตอนนี้ล่ะ เราจะทำอะไรกับมันได้บ้าง นอกจาก

-ประหยัด

-บริโภคให้น้อย

-พึ่งพาลำแข้งของตัวเองให้มากขึ้น

 

ทุกวันนี้ สิ่งที่ตัวเองต้องเจอก็ว่าทำให้เหนื่อยแล้ว แล้วกับคนอื่นที่หาเงินได้น้อยกว่า แต่ต้องใช้ชีวิตเหมือนๆ กันล่ะ เขาจะเป็นยังไง... ขอถอนหายใจหน่อยนะ

 

เฮ่ออออออออออออออออออออออออออออออออออออ 

 

วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2551

เที่ยวอยุธยากับ....(ใครดี?)

Start:     May 3, '08 1:00p
End:     May 4, '08
คุยกับเพื่อนปิวันนี้ ได้รับคำแนะนำให้ไปเที่ยวอยุธยา พักที่ "บ้านคุณพระ"
เข้าเว็บดูแล้วน่าสนใจดี ราคาไม่แพง ปิบอกไปคนเดียวได้
นั่งรถไฟไปได้ มีจักรยานให้เช่าขี่วันละ ๕๐ บาท
ถ้าอยากไปเร็วๆ ก็ขึ้นรถตู้ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ไปลงตลาดเจ้าพรหม

เลยโทรไปจองห้อง คืนละ ๕๐๐ บาทเรียบร้อยแล้ว ๒ คืน
ไม่รู้จะได้ไปคนเดียวหรือเปล่า

ทริปนี้มีใครอยากไปด้วยกันมั่งไหม?