วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551

โปสการ์ดจากเชียงคาน (คู่หรือเดี่ยว)





อีกเวอร์ชั่น

สำหรับคนชอบอะไรน้อยๆ
เบาๆ
เลือกได้ด้วย
ว่าอยากนั่งเดี่ยว หรือนั่งคู่

^_^

โปสการ์ดจากเชียงคาน


เผื่อสงสัย
นั่นไม่ใช่พุงฮะ
สวมเสื้อซ้อนกันหลายตัวอ่ะ

ศุกร์ที่ ๕-อาทิตย์ที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๑
ภูหลวง-ภูเรือ-เชียงคาน

ไปแอ่วคราวนี้ก็ตั้งใจจะส่งโปสการ์ดถึงญาติมิตรและเพื่อนพ้องตามเคย
แต่คราวนี้ทำได้ไม่สำเร็จเพราะมีอะไรบางอย่างมาเป็นอุปสรรค
แต่ก็ยังอยากส่งโปสการ์ดอยู่อะ

ขอส่งผ่านมัลติพลายได้มิ
ใคร(พอจะ)ชอบรูปไหน เชิญรับไปได้เลยนะฮะ

ตอนอยู่เชียงคานคิดถึงทุกคนเลยฮะ

-อุ๊แห่งความดีงาม
-แพตตี้+น้าต้น
-น้่า้ชา Planet Mate
-พระจันทร์กลิ่นกาแฟ
-พี่บุ๋มบิ๋มสาวเจียงใหม่
-ป๊อปเหี่ยว
-ป้าอ้อย
-ป้าเสริม+ป้านุช
-กอนโดล่า ชาวเกาะ
-พี่ผึ้ง หมอฟันจอมเที่ยว
-วนกร
-เพื่อนอิ๋ว
-หนูนา
-คุณป๊อก ผู้ซึ่งส่งโปสการ์ดที่มีลายมือสวยๆ มาให้อิฉันเป็นใบที่สองแล้ว
T-T
-และ ใครอยากได้ก็จะให้หมดเลยฮะ

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เก็บดอกไม้มาฝากเพื่อน





เสาร์ที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๑

ลงจากภูเรือมา แวะไปแอ่วสถานีเกษตรที่สูงภูเรือ
เจอดอกไม้เยอะแยะ
และไปเจอเยอบีร่าคู่นี้ในเรือนเพาะออกเยอบีร่า

นึกถึงเอ๋ขึ้นมาได้ไงไม่ทราบ
เลยถ่ายรูปมาฝากมัน

ยิ้มหวานที่เชียงคาน



บนเรือชมแก่งคุดคู้

มีทั้งหมด ๘ ยิ้ม




ไปถึงเชียงคานเย็นวันเสาร์ที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๑

เก็บของที่เกสต์เฮ้าส์แล้วออกไปหาข้าวกินกัน
หาอีท่าไหนไม่ทราบ ไปโผล่ที่แก่งคุดคู้ เลยได้กินกาแฟเย็นอร่อยมากมาก (แก้วละ ๒๐ บาท) ไ้ด้พบยิ้มหวานยิ้มแรกตอนที่ลิ้นยังเอิบสุขจากรสกาแฟ

นั่งเรือชมแก่ง เห็นยิ้มหวานยิ้มที่สอง-ยิ้มของความสุขของชาวคณะ
(ในรูปมีไม่ครบ ๑๐ ยิ้มนะ ขาดไป ๒)

เช้ารุ่งขึ้น ใส่บาตรแล้วแดดอุ่นๆ เริ่มออก ได้เห็นยิ้มหวานยิ้มที่ ๓
จากเด็กน้อย และแมวอ้วนบนตัก

จากนั้นไปเดินเล่น ผ่านบ้านเด็กอ้วน เห็นกล้วยวางบนแคร่อยู่เครือนึง
เลยขอเด็กอ้วนถ่ายรูป ไม่คาดว่าเด็กอ้วนจะมอบยิ้มหวานยิ้มที่ ๔ เป็นกำนัล

เดินต่อไป ไปเจอลิตเติลโกลเด้นรีทรีฟเวอร์
มันส่งยิ้มหวานยิ้มที่ ๕ ให้

ยิ้มสุดท้ายเป็นของลูกหมาในซอย
โตขึ้นมันต้องเป็นหมาดุแน่นอน เพราะทักอิิฉันมาแต่ไกลด้วยเสียงเห่า
พอเรียกมาหาก็วิ่งเร็วจี๋มาเลย พอใกล้จะถึงดันเิขิน วิ่งกลับไปใหม่
ก่อนตั้งหลักแล้ววิ่งมาหาใหม่ซะงั้น

ยิ้มเขินๆ ของเจ้าหมาน้อยตัวนี้ ประทับใจเป็นยิ้มที่ ๖


โปรดใช้วิจารณญาณในการกิน



๓ ชามฮะ

(ป๊อปบอกผู้หญิงเค้ากิน ๒ ชามอิ่ม-เป็นความจริงหรอฮะ???)

(ขอสกิปออกนอกทริปท่องเที่ยวสักประเดี๋ยวนะฮะ พี่น้อง)

จันทร์ที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๑

พี่โอ๋ไม่อยู่ เลยชวนกันกับป๊อป ว่าจะไปกินก๋วยเตี๋ยว ร กัน
ก๋วยเตี๋ยวเจ้านี้พี่โอ๋ไม่ค่อยโปรด เนื่องด้วยว่ามันฮ็อต คนหลาย
กว่าจะได้รับประทานต้อง ร กันสมชื่อ

แถมแพงได้อีก

แต่เรื่องของเรื่องมันอร่อย
ม้อยกับป๊อปเลยแอบมากินกันสองคนอยู่เนืองๆ

วันนี้เข้าร้านเวลาประมาณบ่ายโมง
ไม่ค่อยมีึคนแล้ว ก็สั่งกันตามสบาย
ม้อยสั่ง ๓ ป๊อปสั่ง ๔ พร้อมโค้ก (ต้องโค้กเท่านั้นนะฮะ)

แต่พอเหลือบไปเห็นป้ายราคาเท่านั้นแหละ
แม่เจ้า!!!

จากที่ตั้งใจจะทำอัลบั้มชวนกิน ก็ต้องเปลี่ยนประเด็นเป็นดังหัวข้อที่ตั้งไว้แหละฮะ

โปรดใช้วิจารณญาณในการกินฮะ!


หมายเหตุ
-ก๋วยเตี๋ยว ร อยู่ในซอยตรงข้่าม 7-11 ที่เคยเป็นแมคโดนัลด์เก่า บนถนนอโศก
-ปากซอยเป็นร้านข้าวแกงอินเตอร์ ร้านนี้ก็ฮิตมาก
-(นึกไม่ออกก็ไม่ต้องนึกหรอกฮะ มีก๋วยเตี๋ยวเรืออื่นๆ อีกมาก ที่ควรค่าแก่การกระเสือกกระสนไปกินมากกว่า)
-กินครั้งแรกชามละ ๑๒ บาท ก็ว่าหรูแล้ว ต่อมาขึ้นเป็น ๑๔ และ ๑๖ บาทอย่างที่ทราบ
-ที่ราคาขนาดนี้ รสชาติประมาณนี้ แต่ยังขายดีนัก สงสัยจะเพราะมันอยู่ใกล้ตึกแกรมมี่สิฮะ
-เป็นความเห็นส่วนตัวนะฮะ
-ใครเห็นว่าชามจ้อยขนาด ๓ คำ ราคา ๑๖ บาทไม่แพงก็โปรดอย่ามาว่ากันเลยฮะ




พวกเราชาวแค้มป์




คืนวันศุกร์ที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๑

เป็นอีกคืนที่น่าจดจำ
พวกเราชาวคณะพากันมาถึง "ภูสน" จุดกางเต็นท์ของ อช. (ใช่ไหม?) ภูเรือ
พร้อมผู้คนอีกเรือนร้อย โดยมีอีกเรือนพันที่มาถึงก่อน และจับจองพื้นที่ได้แล้ว

ตะแรกแอบตกใจเล็กๆ
แต่แล้วพอหายช็อกก็ชิน
เหมือนว่าจะเคยกางเต็นท์ู่ในที่ที่แน่นกว่านี้

(อ๋อ...ใช่สิยะ ที่ทีลอซูเมื่อปีที่แล้วไง)

เรา ๑๐ คนนอนเต็นท์ ๕ หลัง
ช่วยกันกางเต็นท์เสร็จอิฉันก็หนีไปอาบน้ำ
ระหว่างที่เขาทำกับข้าวกัน อิฉันก็แอบไปนอน
แอบจริงๆ เพราะไม่ได้บอกใครเลย
แม้กระทั่งรองเท้ายังเก็บเข้าเต็นท์เนื่องจากกลัวจะเปียก

พอเขาจะกินข้าว เขาก็หากันจ้าละหวั่น (เกือบโดนประกาศชื่อหากันแล้วสิ)
กินข้าวเสร็จ ก็เม้าท์กับสาวๆ เรื่องโน้นเรื่องนี้
ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะชวนกันร้องเพลงสดุดีมหาราชาอย่างพร้อมเพรียงกันถวายในหลวงตอนทุ่มเศษๆ
..ก็วันนี้วันเฉลิมฯ หนิ

เนื่องจากอากาศเย็นมาก คืนนั้นก็เลยไม่ได้ล้างจาน

อุณหภูมิของคืนนั้นก็น่าจดจำ
(ทราบในตอนเช้าว่า ๙ องศาซี)
อิฉันเข้านอนพร้อมเสื้อกันหนาวที่ใส่ซ้อนกัน ๒ ตัว กางเกง ๒ ชั้น ถุงเท้า
ผ้าพันคอ สอดตัวเข้าถุงนอน เอาผ้าคลุมไหล่ขนสัตว์คลุมหัว เปิดแค่รูจมูก
..ก่อนหลับก็รู้สึกว่าอุ่นดีมั่กๆ แล้ว ไหงหลับๆ ไป ฝันว่าหนาว
ฝันไม่พอ ดันรู้สึกสะท้านจริงๆ
..หนาวเข้ามาถึงแกนตัวทีเดียว

ก็เลยเข้าใจว่า คนเรามันหนาวตายกันได้จริงๆ อะแหละ


เช้ารุ่งขึ้น อิฉันตื่น(สาย)แล้วก็ไปล้างหน้าเข้าห้องน้ำ
กลับมาก็รับประทานอาหารเช้า แล้วไปเข้าส้วมอีกที
กลับมาก็พบว่าชาวคณะเริ่มทยอยเก็บข้าวของส่วนกลางแล้ว รวมทั้งเต็นท์ด้วย

สรุปแล้ว อิฉันไม่ได้ช่วยเขาทำอะไรเลย
แถมยังรอดพ้นการล้างจานมาได้อย่างน่าละอาย
(อีกครั้ง)

หมายเหตุ
-สงสัยจริง หนาวขนาดคืนนั้นที่ภูสน ถ้ามีโอกาสนอน ๒ คนในถุงนอนถุุงใหญ่ มันจะอุ่นสบายดี หรือจะอึดอัดจนต้องเผ่นออกมากลางดึกกันแน่นะ???

ผ้าต้วบแสนอุ่น


ใครจะคิดว่าผ้าต้วบผืนนั้นจะอุ่นแสน

คืนวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2551

คณะฮาเฮของเราเดินทางถึงเรือนไม้ริมแม่น้ำโขงเมืองเชียงคาน
เข้าพักที่ เชียงคานเกสต์เฮ้าส์ ของพี่พิม
จากการสำรวจครั้งแรก ก็ค่อนข้างพอใจกับห้องพักเล็กๆ สะอาดสะอ้าน มีเตียง 1 เตียง สำหรับ 2 คน พัดลม 1 ตัว หน้าต่าง 1 บาน
ใช้ห้องน้ำรวม
แค่นี้ก็เพียงพอและเหมาะสมสำหรับราคาคืนละ 400 บาท
แต่เอ๊ะ..
หนาวอย่างนี้ มีผ้าต้วบ (คำเมือง=ผ้านวม) ให้ผืนเดียว..จะพอรึ

นั่นทำให้อิฉันยกผ้าต้วบให้พี่ดื้อห่ม ตัวเองนอนในถุงนอน ซึ่งก็อุ่นสบาย
จึงพลาดการรับรู้ว่าผ้าต้วบของเชียงคานเกสต์เฮ้าส์อุ่นแค่ไหน
เพราะมันเป็นผ้าต้วบที่มีไส้ในเป็นใยฝ้ายล้วนๆ จากร้าน นิยมไทย ในเชียงคานนี่เอง

ได้แวะร้านนี้ตอนเดินเล่นในเช้าวันถัดมา เห็นเค้าทำผ้าต้วบแล้วก็ทึ่งอยู่
เป็นอะไรที่ค่อนข้างจะทำด้วยมือ ผ้าที่หุ้มข้างนอกก็เป็นฝ้ายทอมือ
มีบริการส่งไปรษณีย์ให้อีกตะหาก

อีตอนเก็บของจะเช็คเอาท์ เสร็จก่อนเขานานเลยว่าจะไปงีบ
พอสอดตัวเข้าใต้ผ้าต้วบเท่านั้น ก็ตัดสินใจได้เลย ว่าไปซื้อผ้าต้วบส่งไปให้เพื่อนดีกว่า

เพื่อนเราขี้หนาว
..ผัวมันก็นานๆ มาที