วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553

Brothers & In America : สมบัติล้ำค่าชื่อ “ครอบครัว”

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

พักนี้ฉันได้ดูหนังดราม่าบีบคั้นหัวใจของผู้กำกับ Jim Sheridan ถึง 2 เรื่อง เริ่มจาก VCD เรื่องราวของครอบครัวไอริชกับชีวิตใหม่ในอเมริกา ใน In America (2002) ต่อด้วยการเดินเข้าโรงไปชมหนังรีเมค (จากหนังภาษาอะไรก็ลืมไปแล้ว) เรื่องเล่าจากบาดแผลและความกดดัน ที่ “ความคาดหวัง” จากครอบครัว ได้บดขยี้ลงบนครอบครัวเล็กๆ นั้นจนเกือบจะแตกสลายไม่มีชิ้นดี ใน Brothers (2009)

ดูเผินๆ แล้ว หนังสองเรื่องนี้แทบไม่มีอะไรคล้ายคลึงกันเลย In America นั้นเป็นหนังอินดี้เล็กๆ ไม่ปรากฏนักแสดงที่เรารู้จักชื่ออยู่ในหนัง ไม่ได้ใช้เทคนิคในการถ่ายทำ การตัดต่อสวิงสวิงสวาย เชื่อว่าแม้เงินลงทุนก็ไม่ได้มากมายอะไร ส่วน Brothers เป็นหนังฮอลลีวูดสตูดิโอดัง ไม่ต้องนับต้นทุนในการถ่ายทำ ค่าโพสต์โปรดักชั่น และค่าอะไรต่อมิอะไรอีกจิปาถะหรอก แค่รัศมีจากชื่อเสียง และเสน่ห์ของนักแสดงนำฝีมือเยี่ยมอย่าง Natalie Portman, Jake Gyllenhaal รวมทั้ง Tobey Maguire ก็จับตา เรียกคนดูเข้าไปนั่งน้ำตาไหลในโรงได้แล้ว

แต่ถ้าจะพูดถึงความเชื่อมโยงกันแล้วละก็ มีออกเยอะแยะไป

ข้อที่เด่นจับตาคือ หนังทั้งสองถ่ายทอดรายละเอียดซับซ้อนในความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวได้อย่างคนเข้าใจ เล่าเรื่องได้ละเอียดลออสวยงาม สะเทือนใจ และหนังทั้งสองมีตัวละครเด็กหญิงพี่น้องทั้งคู่

ตลกดีถ้าจะคิดว่าผู้กำกับตั้งอกตั้งใจจะให้เป็น ‘เด็กหญิงสองพี่น้อง’ แต่ฉันว่าเชอริแดนคงติดใจอะไรสักอย่างกับ ‘เด็กหญิงสองพี่น้อง’ ถึงได้มอบความสำคัญในการดำเนินเรื่องด้วยบทบาทอันจับตาให้กับเด็กหญิงคนพี่ทั้งสองเรื่อง

ใน In America เด็กหญิงคนพี่วัย 10 ขวบ (Sarah Bolger) เป็นพี่คนโตที่โตเกินวัย ในบ้านที่เหมือนจะรักกันดี แต่จริงๆ แล้วมีปัญหาจากบาดแผลที่พ่อแม่ไม่ยอมให้หายเสียที เธอคนนี้เป็นคนเรียกสติพ่อ ผู้เอาแต่ตีอกชกหัว ชอกช้ำ แต่ไม่ยอมปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาชะล้างความผิดในใจ จากการเชื่อว่าเป็นเพราะความเลินเล่อของตัวเอง จึงทำให้สูญเสียลูกชายคนเล็กไป เด็กคนนี้ปลุกพ่อซึ่งเอาแต่ดองตัวเองอยู่แต่ในความทุกข์จากความรู้สึกผิดและประกาศถึงการมีตัวตนของเธอกับน้องสาวว่า น้องชายผู้จากไปก็เป็นน้องชายของพวกเธอเหมือนกัน และเธอก็ร้องไห้ให้กับการจากไปของเขาด้วย เพียงแต่ไม่มีใครรู้

นั่นแหละ ผู้เป็นพ่อถึงได้ตาสว่าง คิดออกว่าระหว่างการคร่ำครวญว่าทำให้ลูกตาย กับการเอาใจใส่ดูแลลูกตาดำๆ ที่ยังมีลมหายใจอยู่นั้น อะไรคือสิ่งที่ควรทำ

ส่วนใน Brothers เด็กหญิงคนพี่ (Bailee Madison) เป็นเด็กที่เป็นตัวของตัวเอง แบบเด็กอเมริกัน ยังไม่โตพอจะเก็บความรู้สึกได้ และซื่อสัตย์กับความรู้สึกจนกลายเป็นลูกร้ายกาจที่ทุบตบะพ่อซึ่งเพิ่งลากสังขารอันเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจจากสงครามแตะดังโพละ (แม่คนนี้ทำฉันนึกถึงความร้ายกาจของยัยเด็กตกกระใน Atonement ขึ้นมาเชียว)

ตัวพ่อในเรื่องนี้ (โทบี้) เองก็มีน้องชายเป็นคู่กันอีกคน (คือเจค) ภายใต้แรงกดดันมหาศาลของสายตาพ่อแม่ พี่คือลูกที่น่าภาคภูมิใจ ฉลาด เก่ง รักดี เป็นฮีโร่ เป็นพ่อที่ดี มีเมียสวย ครอบครัวน่ารัก ในขณะที่ตัวน้องเป็นภาระของครอบครัว เป็นตัวปัญหาของสังคม และนี่คือปมเริ่มต้นของปัญหาชีวิต และความสัมพันธ์ที่ก่อเรื่องขึ้นใน Brothers

หนังทั้งสองเรื่องยังมีตัวละครที่ทำหน้าที่คล้ายกันในฐานะ “คนนอก” อีกตัว คือ ศิลปินผิวดำ (Djimon Hounsou) ใน In America และ น้องชายของพ่อ ใน Brothers เป็นบทบาทที่ทำให้ตัวละครหลักมองเห็นคุณค่าแท้จริงของครอบครัว และความสำคัญของการรักษาครอบครัวเอาไว้

ฉันว่าตัวละครนี้แหละ ที่เราต้องขอบคุณ

ขอบคุณเหลือเกินกับการเลือกบทบาทที่ไม่ใช่ตัวเด่น แต่เป็นตัวที่ช่วยดันตัวละครหลักให้โดดเด่น เพราะด้วยการแสดงของคุณ ทำให้คนดูอย่างฉันรู้สึกเหมือนกันว่า ที่สุดแล้ว ครอบครัวนี่แหละ ที่เป็นขุมกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ เป็นอ้อมกอดอบอุ่นยามเหน็บหนาว เป็นที่บำบัดเยียวยายามบาดเจ็บ

ช่างเป็นหนังสองเรื่องที่แม้ถูกทำให้สะบักสะบอมกับความรู้สึกมาตลอดเรื่อง แต่ก็จบอย่างอบอุ่นใจ

แล้วฉันก็นึกถึงครอบครัววุ่นๆ แต่เป็นแบ็คอัพที่หนักแน่น แสนดี และเป็นสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดซึ่งฉันไม่ต้องไขว่คว้าหา มีหน้าที่แค่ต้องดูแลรักษาเอาไว้ให้ดีอยู่เสมอ




บันทึก :
• Brothers รอบที่ไปดูนั้นคือรอบเช้า วันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2553 ที่โรงหนังสยาม ราคาตั๋ว 80 บาททุกที่นั่ง ฉันเลยเลือกนั่งชั้นบน ที่ปกติแล้วเขาขายตั๋วราคา 120 บาท รอบนั้นทั้งโรงสยามมีคนดู 6 คน-โอ้ แม่จ้าว Apex จะเจ๊งไหม?
• จริงๆ ตั้งใจจะไปดู Sherlock Holm แต่ไปไม่ทัน
• ฉันว่า โทบี้ แมคไกวร์ พยายามมากไปหน่อย ไม่ค่อยชอบการแสดงของเขาเท่าไหร่
• น้องคนที่แสดงเป็นพี่คนโตใน Brothers เจ๋งจนอยากจะรู้จัก Acting Coach ของหล่อนเลย
• Brothers เตือนให้รู้ และระวังความเห็นแก่ตัวที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจตัวเอง (แต่ให้ตายเหอะ ถ้าอยู่ในสถานการณ์อย่างนั้น ฉันก็ไม่รู้จะทำไงเหมือนกันแหละ)
• อีกเรื่องที่สอนคือ ความหึง ทำให้เกิดปัญหาเสมอ (แต่ก็ช่วยไม่ได้หรอกนะ ถ้าคุณมีน้องชายที่ทั้งหล่อและสูงสมาร์ท-กว่าตัวเอง-อย่างนั้นน่ะ)
• ฉันว่าเขาตั้งชื่อเรื่องได้ดีนะ Brothers เนี่ย ชีวิตผู้ชายสองคนไปกันคนละทิศละทางได้ขนาดนี้ ก็เพราะแรงกดดันจากการเป็นพี่น้องกัน แต่ชีวิตที่กระจัดกระจายกระจุยไปคนละทิศก็กลับมารวมเป็นรูปเป็นร่างได้ เพราะความเป็นพี่น้องกันเหมือนกัน (คิดแล้วอิจฉาผู้ชายว่ะ)
• น้องคนที่เล่นเป็นพี่สาวคนโตใน In America เสียงดีมาก แล้วก็เลือกเพลงเก่งจังนะ Desperado เนี่ย ใช่เลย
• ฉันว่าฉันชอบ In America มากกว่า Brothers เพราะรู้สึกว่าเรื่องหลังคนดูถูก Built ความรู้สึกมากไป เรื่องแรกดูค่อยๆ พาความรู้สึกไปเนียนๆ ดีกว่า
• มันต้องเป็นความศรัทธาส่วนตัว ที่ทำให้ผู้กำกับคนนี้สื่อสารออกมาได้อย่างเด่นชัดในหนังทั้งสองเรื่องของเขา (หนังครอบครัวเรื่องต่อไปจะซ้ำแนวเดิมอีกไหมจ๊ะ?)

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

กลับบ้าน ครั้งที่ ๑

Start:     Feb 12, '10
End:     Feb 15, '10
Location:     บางกอก-สุราษฎร์ธานี




กลับบ้านวันวาเลนไทน์

Sexual Life : คำถามที่คนมีคู่ต้องตอบ

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

เหมือนจะเป็นหนังอาร์ เหมือนจะเป็นหนังเปรี้ยว กล้าหยิบคำๆ นั้นมาเป็นชื่อ แต่หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังเบาๆ ไม่ใช่หนังปลุกใจเสือป่า และไม่ใช่แม้แต่บทวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาฟอนเฟะบนเตียง

ที่จริงมันเป็นอะไรที่ลึกซึ้ง เป็นเรื่องเล่าถึงความสัมพันธ์อันมีรายละเอียดระหว่างคู่รัก ที่มีเซ็กซ์เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา แถมยังเล่นแรง ด้วยการยิงคำถามใส่คนดูโดยไม่ปรานีปราศรัยว่า
“จะเลือกอยู่กับคนที่เรารัก หรือคนที่เราเลือกแล้ว”

Sexual Life (2005) เป็นหนังดราม่าที่ผูกเรื่องเล็กๆ ของคู่รักหลายคู่เข้าเป็นเรื่องเดียวกัน ี่มีทั้งเพิ่งเดตกัน มาเจอกันบนเตียงชั่วคราวเพราะยังไม่อยากเร่งรัดขอเซ็กซ์จากแฟนสาว คู่นึงเป็นความสัมพันธ์ลับระหว่างนายกับเลขา มีบ้างเป็นเรื่องการเสียความบริสุทธิ์ให้หนุ่มคนรักก่อนเข้าพิธีวิวาห์ เพื่อเสียความบริสุทธิ์(ตามที่สามีเข้าใจ) อีกครั้งในวันรุ่งขึ้น และเรื่องนี้ถูกเก็บเป็นความลับที่สามีไม่รู้จนวันที่เจ้าของเรื่องตาย

บางคู่เป็นคู่ชีวิตที่อยู่กันมานานจนผัวจำทุกอย่างของเมียได้ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่น รส ตำแหน่งของรอยกระ หรือท่วงท่าที่เธอโปรดปราน จึงสิ้นแล้วซึ่งแรงจูงใจที่จะมีอะไรกับเมีย และเธอเองก็กำลังเซ็งกับความเย็นชาของสามี จนต้องกระตุ้นตัวเองอีกครั้งด้วยหนุ่มแปลกหน้ารูปหล่อ ผู้ซึ่งกำลังพยายามถอนตัวเองจากการเป็นมือที่สามระหว่างเพื่อนสาวกับคนรักของเธอ ซึ่งกำลังจะเข้าโบสถ์แลกคำสาบานกัน ในขณะที่ว่าที่เจ้าบ่าวยังสับสนกับชีิวิต ว่าชีวิตของเขานั้นเป็นของเขาหรือของใคร

ดูๆ ไปแล้วก็เห็นใจ เพราะใครๆ ก็ไม่อยากเป็นคนมากชู้หลายใจ ใครๆ ก็อยากรักษาความสัมพันธ์กับคนที่ตัวเองรักให้ยืนยง มั่นคงไปนานๆ แต่ว่าความสัมพันธ์นั้นไม่มีสูตรตายตัว ความสัมพันธ์ของคนคนหนึ่ง ไม่อาจเป็นตัวอย่างให้อีกคนลอกเลียน
และไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าความสัมพันธ์แบบที่เรากำลังมีอยู่นั้น ถูก หรือผิด ได้ดีเท่ากับตัวเราเอง

เพราะเราเองนั่นแหละ ที่จะต้องเป็นคนตอบ
จะเลือกใคร ระหว่างคนรัก กับคนที่เลือกแล้ว?




บันทึก
• ไตเติลหนังเรื่องนี้สวย มันสอดพอดีกับเกมครอสเวิร์ดที่น้องคุกกี้เล่นตอนเริ่มเรื่องเลย
• เป็นหนังที่เขียนบทได้ดีและลงตัว ไม่เห็นจะต้องมีเรื่องให้มากเข้าไว้อย่าง New York, I love you หรือ Paris, Je t’aim เลยนินะ
• เป็นหนังฟอร์มเล็ก ดาราไม่ดังมาก แต่ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีนะ ลงตัว
• น่าสนใจตรงที่แม่ยายในเรื่องนี้แนะนำให้ลูกสาว ซึ่งยืนยันว่าผัวนอนกับเลขาแน่นอน ให้ลืมเรื่องนี้เสีย เพื่อรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ แต่ดันกลับลุ้นให้ลูกออกเดตกับเพื่อนสมัยมหาลัยที่หลงโทรมาหา นัยว่าเพื่อเยียวยาความสัมพันธ์กับสามี
• มีคู่หนึ่งในเรื่องที่คิดไม่ตกว่าจะต้องเดตกันนานแค่ไหน จึงจะเริ่มมีเซ็กซ์ด้วยกันดี แถมตอนมีเซ็กซ์กันจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้อีกฝ่ายพอใจ คือตัวเองก็คาดหวังให้อีกฝ่ายประทับใจ แต่อีกฝ่ายกลับพูดว่าไม่ได้คาดหวังอะไรนัก จากนั้นเขาก็มานั่งคุยกันในวันต่อๆ มา แล้วฝ่ายชายพูดว่า บางที เรื่องบางเรื่องเราอาจจะ ‘ควรพูดให้น้อย คิดให้น้อย แต่ทำให้เยอะ’...เป็นคำพูดที่จับใจคนช่างคิดช่างพูดอย่างฉันจังเลย
• หนังเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อัตราค่าบริการต่อครึ่งชั่วโมงของนางทางโทรศัพท์ในหนังนั้น แพงมากมาก คือ 75 เหรียญ ไม่รวมทิปและค่าแท็กซี่กลับ (เพราะงี้ใช่ไหมเลยมีแฟนเป็นตัวเป็นตนกัน-แต่เอ้า แฟนเธอจะชมว่า หูย...ใหญ่มาก โอว์...เยี่ยมจริง อ๊าห์...คุณยอดที่สุด อย่างมืออาชีพไหมนะ?)

Yokogao




Song : Yokagao Ost.Hotaru no Agari
Vocal : Aiko

眠っていた心の中に
些細な些細な小さな傷 いつの間に
その隙間から溢れて来るのは
あなたの名 優しく強い目 指
髪全てに気付かされる

出逢えたこと 話をしたこと
次は触れたいといつからか願ってた

* 起こされた想いは止まらないから躓いても
胸は風を切って 横顔に恋をした
あたしはとても切ない
あなたをとても愛しい

あの日偶然 助手席に乗った
特別に感じたシートの熱
右肩がくすぐったくて

待ちくたびれる 長い毎日
きっとあなたに逢っていないせいだな

辛い時があっても輝く術も知ってるはず
電話が鳴る度に横顔が浮かぶのは
やっぱり少し切ない
あなたをいつも愛しい

雨上がりに二人歩いた道
足音がいつもと違ってなんだか嬉しい

* repeat


nemutte ita kokoro no naka ni
sasai na sasai na chiisana kizu itsu no ma ni
sono sukima kara afurete kuru no wa
anata no na yasashiku tsuyoi me yubi
kami subete ni kidzukasareru

deaeta koto hanashi wo shita koto
tsugi wa furetai to itsu kara ka negatteta

* okosareta omoi wa tomaranai kara tsumazuitemo
mune wa kaze wo kitte yokogao ni koi wo shita
atashi wa totemo setsunai
anata wo totemo itoshii

ano hi guuzen joshuseki ni notta
tokubetsu ni kanjita SHI-TO no netsu
migikata ga kusuguttakute

machikutabireru nagai mainichi
kitto anata ni atte inai sei da na

tsurai toki ga attemo kagayaku sube mo shitteru hazu
denwa ga naru tabi ni yokogao ga ukabu no wa
yappari sukoshi setsunai
anata wo itsumo itoshii

ameagari ni futari aruita michi
ashioto ga itsumo to chigatte nandaka ureshii

* repeat
English Translation

Profile

A very very tiny wound was sleeping
inside my heart and before I knew
What came flooding from that crack
was your name, your tenderly strong eyes, your fingers
Your hair, making me notice it all

since when had I wished to touch you
After meeting you, after talking to you

Because my awakened feelings wouldn't stop, even if I stumbled
My chest went flying along and I fell in love with your profile
I'm in so much pain
I love you so much

That day I happened to ride with you in the passenger seat
I felt that seat specially hot
As your right shoulder tickled me

It's certainly for not meeting you
That I feel tired of my every day

Even if I feel heartbroken, I should also find ways to shine
Every time the phone rings, your profile comes to my mind
For that, of course I'm in a bit of pain
I will always love you

In the road we walked after the rain,
I was a little happy that the sound of our steps were different from usual

Because my awakened feelings wouldn't stop, even if I stumbled
My chest went flying along and I fell in love with your profile
I'm in so much pain
I love you so much


Shallow Grave : เงินแพงกว่ามิตรภาพ

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Comedy


หนังตลกร้ายสไตล์อังกฤษ ผลงานในปี 1994 ของผู้กำกับ Danny Boyle ผู้กำกับ Slumdog Millionaire (2008) ที่ฉันได้มาดูแบบไม่รู้อะไร และไม่อ่านอะไรก่อนดู จะเดาจากปกดีวีดีว่าเป็นหนังแนวไหนก็ช่างยากเย็น
เพราะมันเป็นดีวีดีผีที่ทำปกมาอย่างเน่า การดูหนังเรื่องนี้เลยกลายเป็นการผจญภัยที่ออกมาสนุกและหรรษาอีกเรื่อง

เมื่อฉันดูจบแล้ว ก็แล้วจัดประเภทให้ว่าเป็นหนังตลกร้ายที่ลึกลับเข้มข้น ที่มีคำถามแถมท้ายเรื่องที่เสียดใจที่สุด

เรื่องเริ่มง่ายๆ เบาๆ บ๊องๆ ในแฟลตแห่งหนึ่งใน Edinburgh (ป้าอ้อยสอนว่า ต้องอ่านว่า เอดินเบอะหระ(แบบ"หระ") ครึ่งเสียงอะ แต่ต้องออกเสียง-โปรดอย่าถามกรูว่าทำไมนะ เพราะกรูไม่รู้เหมือน แต่ถ้าไม่ออกเสียงแบบนี้ ชาวบ้านเมืองนี้มันจะไม่รู้จัก) เพื่อนร่วมแฟลตเจ้าของอารมณ์ขันแบบเพี้ยนๆ เป็นหญิง 1 ชาย 2 ต้องการหาคนมาแชร์ค่าใช้จ่ายอีก 1 คน แฟลตหรือห้องชุดห้องนี้สวยมาก มันเป็นห้องเพนท์เฮ้าส์อยู่ชั้นบนสุดของตึกเก่าๆ หลังสวย มีแสงสวยๆ หลอกๆ ตา และเขาจัดแบบป๊อปๆ ที่จับอะไรจากหลายยุคหลายสมัยมารวมกัน ทาผนังด้วยสีสวยเจ็บ จนดูสวยแบบหลอกๆ เหมือนฉากละครเวที

ทั้งสามทั้งแกล้งทั้งอำบรรดาคนที่อยากมาร่วมแชร์แฟลตจนในที่สุดก็คัดนักเขียนที่คิดว่าเพี้ยนพอกันได้คนหนึ่ง เมื่ออีตาคนนี้ย้ายเข้ามาแล้วก็ทำตัวแปลก คือไม่ยอมออกจากห้องจนข้ามวัน ร้อนจนเพื่อนร่วมแฟลตต้องพังประตูเข้าไป ถึงรู้ว่าตะแกนอนตายเปลือยอยู่บนเตียง และนั่นแหละ เรื่องวุ่นก็เริ่มขึ้น

มันไม่ได้วุ่นแค่อยู่ดีๆ ก็มีคนมาตาย แบบไม่รู้ว่าตายตามธรรมชาติหรือไม่ธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเพราะในกระเป๋าเดินทางใบหนึ่งที่ตาคนนี้หิ้วมา เต็มไปด้วยเงินปอนด์อัดแน่นเต็มใบอีกต่างหาก

ถ้าเป็นคุณ คุณจะทำไงดี แจ้งตำรวจ หรือว่าเก็บเงินไว้ แล้วจัดการกับศพ

เพื่อนร่วมแฟลตทั้งสามเลือกวิธีหลัง ซึ่งทำให้คนที่จับไม้สั้นได้เป็นคนจัดการกับศพต้องจิตตกไป (ให้ตายฉากที่ต้องจัดการกับศพนี่ มันดูแล้วทั้งขำทั้งเศร้าเลย จริงๆ นะ) แถมเรื่องยังไม่จบง่ายๆ ไม่ได้เงินไว้ใช้ปรีดิ์เปรมอย่างใจคิด เพราะทั้งมาเฟียเจ้าของเงินและตำรวจไล่ตามมาจนคนทั้งสามจิตตกถ้วนหน้าจนแทบบ้า แล้วก็นำพาเรื่องไปจบอย่างที่น่าขำ แต่ขมขื่นที่สุด

ใครว่ามิตรภาพของตัวเองกับเพื่อนแข็งแกร่ง แพงกว่าเงินปอนด์เป็นฟ่อน อัดแน่นเต็มกระเป๋าเดินทาง
ดูหนังเรื่องนี้แล้วอาจต้องทบทวนใหม่



บันทึก
• ขอบคุณม่อนที่ส่งมาให้ยืม ดูแล้วชอบจริงๆ ด้วยแหละ
• เป็นหนังเล็กๆ ที่ดีจังเลย มีรสนิยมในทางศิลปะ ชอบแสง สี และสไตล์ของฉากมาก
• เพราะเป็นหนังตลก จึงต้องขอชมเป็นพิเศษกับ Scene ที่ควรเป็นการนำเสนอความกักขฬะรุนแรง และน่าขยะแขยง ผู้กำกับนำเสนอได้เจ๋งอะ เรารู้ว่ามันโหด แต่มันไม่เลอะเทอะสกปรกน่ารังเกียจในสายตาเรา
• นักแสดงนำแต่ละคน (รู้จักแต่ Ewan McGregor) เล่นดีมาก ชอบ Christopher Eccleston คนที่เล่นเป็น David พนักงานบัญชี เล่นได้จิตได้ใจ เจ้ Kerry Foxx ก็ร้ายจริงๆ



เด็กชายอินดี้ ออกมาสวัสดีชาวโลก (ร้อน) แล้ว ด้วยน้ำหนัก 3,445 กรัม แม่เอ๋คลอดเอง (เก่งจัง) ได้ข่าวว่าหน้าตา (หล่อ) เหมือนพ่ออ้นซะด้วยนะเออ

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

สิ่งที่เราทำไม่ได้เมื่อเรามีคู่





อ่าน "จักรวาลในสวนดอกไม้" ของฮิมิโตะ ณ เกียวโต เมื่อวันก่อน
สนใจตอนหนึ่งที่เธอยกตัวอย่างขำๆ จากหนังสือ "Againts Love: A Polemic"
โดย Laura Kipnis แล้วก็อยาก share กับเพื่อนมัลติพลาย

หนังสือนั้นยกตัวอย่าง "สิ่งที่เราทำไม่ได้เมื่อเรามีคู่" ไว้ว่า

"เราไม่สามารถออกจากบ้านไปเฉยๆ โดยไม่บอกอะไรกับใคร เราไม่สามารถไปโดยไม่บอกว่าจะกลับกี่โมง เราไม่สามารถเถลเถไถอยู่นอกบ้านจนเกินเที่ยงคืน ห้าทุ่ม สี่ทุ่ม เวลากินอาหารเย็น หรือแม้กระทั่งต้องกลับบ้านเมื่องานเลิก เราไม่สามารถไปปาร์ตี้คนเดียว เราไม่สามารถออกไปเที่ยวคนเดียวเพียงเพราะเราอยากไปเที่ยว เพราะนั่นแปลว่าเราเป็นคนไร้หัวจิตหัวใจ ไม่นึกถึงความรู้สึกของคนอื่นที่จะห่วงว่าเราไปไหน จะกลับกี่โมง... เราไม่สามารถทำอะไรโดยไม่ปรึกษาอีกฝ่ายหนึ่ง ..เราไม่สามารถทิ้งหนังสือ รองเท้า เครื่องสำอาง ชุดชั้นใน เครื่องเย็บปักถักร้อย หนังสือโป๊ไว้เกลื่อนกลาดทั่วบ้าน เราไม่สามารถสูบบุหรี่ หรืออย่างน้อยไม่สามารถสูบบุหรี่ในบ้าน หรือไม่สามารถเอาก้นบุหรี่จุ่มทิ้งไว้ในถ้วยกาแฟ ไม่สามารถบ้าคลั่งงานอดิเรกของสะสมในระดับที่เกินกว่าที่อีกฝ่ายหนึ่งจะรับได้

"คุณไม่สามารถทิ้งจานไว้ในอ่างโดยไม่ล้าง หรือล้างลวกๆ ไม่ใส่น้ำยาล้างจาน ไม่สามารถดื่มน้ำจากขวดในตู้เย็นโดยไม่เทลงแก้ว ทำเลอะแล้วไม่เช็ด..ไม่สามารถมีโต๊ะทำงานแสนสบายเพราะมันไม่เข้ากับสไตล์การตกแต่งบ้านที่มีอยู่ ..คุณไม่สามารถเปิดประตูห้องน้ำทิ้งไว้ในขณะที่กำลังทำธุระอยู่เพราะมันดูน่าเกลียด ขณะเดียวกันคุณก็ห้ามล็อกประตูห้องน้ำ เพราะต้องเผื่ออีกคนอาจอยากเข้ามาใช้..คุณเล่นโซลิแทร์ไม่ได้ตอนที่เขาอยู่  เพราะเสียงคลิกของเม้าส์ทำให้เขารำคาญ คุณไม่สามารถเมาธ์แตกทางโทรศัพท์ เพราะเขาชอบพูดแทรก เพื่อนสนิทของคุณไม่สามารถโทร.หาได้หลังสี่ทุ่ม ..คุณไม่สามารถอ่านหนังสือพิมพ์ไปด้วยกินข้าวไปด้วย คุณสั่งขี้มูกในโต๊ะอาหารไม่ได้ กินขนมบนเตียงก็ไม่ได้ ลุกจากเตียงทันทีหลังมีเซ็กซ์ก็ไม่ดี คุณไม่สามารถเป็นโรคนอนไม่หลับโดยไม่พยายามอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจว่ามีเรื่องอะไรรบกวนจิตใจคุณนักหนา..."



...เยอะจังเนอะ