
คำเตือน: บล็อกนี้ซีเรียส!
ในเซกชั่น Change the World พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง ของนิตยสารสารคดีฉบับ “วิถีเปลี่ยนโลกด้วยมือเรา” ประจำเดือนมีนาคม ๒๕๕๑ มีบทสัมภาษณ์ผู้คนที่มีความคิดและวัตรปฏิบัติในอันจะช่วยแก้ไขปัญหาโลกร้อนจำนวนหนึ่ง
ในบรรดานั้นมีทั้งนักวิชาการผู้มีการศึกษาสูง เคยใช้ชีวิตในประเทศที่เจริญแล้วอย่าง ดร. สิงห์ อินทรชูโต (OSISU, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ดร. อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัย และฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) นักสื่อสารมวลชนอดีตเอ็นจีโอ อย่าง ทรงกลด บางยี่ขัน (บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร a day) ผู้บริหารบรรษัทภิบาลอย่าง กานต์ กระกูลฮุน (กรรมการผู้จัดการใหญ่เครือซิเมนต์ไทย) ครอบครัวสังวรเวชภัณฑ์ ครอบครัวธรรมดาๆ ที่พ่อแม่จัดการศึกษาแบบโฮมสคูลให้ลูกชายทั้งสอง บรรจง ขยันกิจ อดีตช่างเทคนิคของมหาวิทยาลัยบูรพาผู้เชื่อมั่นในพลังงานลม ซึ่งลงทุนศึกษาการทำกังหันลม และเดินทางติดตั้งกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้าในพื้นที่กันดารในละแวกประเทศอุษาคเนย์ ม.ร.ว. นริศรา จักรพงษ์ ประธานมูลนิธิโลกสีเขียว และ ชื่นชม สง่าราศรี กรีเซ็น เอ็นจีโอโลกาภิวัตน์
ในบรรดาผู้คนที่มี “ต้นทุนทางสังคมสูง” ดังได้กล่าวมา ยังมีบทสัมภาษณ์ครอบครัวโอ่โดเชา ครอบครัวปกากะญอ ที่บอกเล่าถึงวิถีชีวิตที่มีความกตัญญูรู้คุณต่อป่า ต่อน้ำ กับอีกบทสัมภาษณ์ โจน จันใด ชาวนาธรรมดาๆ ที่มีการศึกษาน้อยรวมอยู่ด้วย
หากคุณได้อ่านความคิดอ่านของ โจน จันใด แล้ว คงพบว่า ชาติกำเนิด การศึกษา หรือต้นทุนทางสังคม หาใช่ปัจจัยที่จะทำให้คนคนหนึ่งรู้จักคิด แสวงหาแนวทางการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และยั่งยืน โดยเบียดเบียนโลกให้น้อยที่สุด
ที่สำคัญยังมิใช่เพียงการคิดได้ เขายังลงมือทำมันจริงๆ
ไม่เพียงเอาไว้พูดเก๋ๆ เวลามีคนเปิดประเด็นเรื่องโลกร้อน
อ่านแล้วอดไม่ไหว จึงขอคัดมาให้ได้อ่านกัน ณ ที่นี้
“ผมเคยอยู่กรุงเทพฯ ๗ ปี มาทำงานในร้านอาหารบ้าง เป็นพนักงานโรงแรมบ้าง เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยบ้าง ผมทำงานวันละ ๘-๑๒ ชั่วโมง แต่ปรากฏว่าไม่พอที่จะเลี้ยงชีวิตคนคนเดียว ผมก็เริ่มถามแล้วว่าเราทำไปทำไม ผมเริ่มเห็นว่าการใช้ชีวิตมันยุ่งยากซับซ้อนเกินไป และวิถีชีวิตอย่างนี้มันผิด ผมกลับไปลองใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน ทำนาปีละ ๒ เดือน ผมสามารถผลิตข้าวได้ ๖ ตัน กินได้ทั้งครอบครัว ผมปลูกผักใช้เวลาแค่ ๓๐ นาทีต่อวัน ผมสามารถมีอาหารเลี้ยงคน ๖ คนได้สบาย ผมก็เริ่มคิดว่าชีวิตมันง่ายเหลือเกิน
“แล้วผมก็เริ่มคิดถึงปัจจัยสี่เป็นหลัก อาหาร บ้าน ผ้า และยา คนต้องพึ่งตัวเองได้ ถ้ามนุษย์ได้สี่อย่างนี้มาอย่างยากลำบาก แสดงว่าวิถีการพัฒนานั้นล้มเหลว ผมเริ่มเห็นว่าหลายๆ คนรู้สึกว่าการจะมีบ้านหลังหนึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลยในชีวิตของเขา เพราะเขาจนเขาโง่เหลือเกิน บางคนอาจใช้เวลาถึงครึ่งหนึ่งของชีวิตเพื่อที่จะมีบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก พอมีโอกาสได้ไปเห็นบ้านดินของชาวอินเดียนแดง กลับมาก็ลองทำดู ทุกวันผมใช้เวลา ๒ ชั่วโมง ตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า ผ่านไป ๓ เดือน ผมได้บ้านหลังหนึ่ง แล้วเป็นบ้านที่รู้สึกมั่นคงแข็งแรงเท่ากับบ้านทั่วๆ ไป ที่สร้างแบบถูกที่สุด ทำให้ผมรู้สึกว่าบ้านไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว” (หน้า ๑๗๓)
“...ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีบ้านได้ ขอให้มีแรงทำเท่านั้นเอง แล้วเราจะรู้สึกว่าเรามีศักยภาพมากขึ้น หลายๆ คนที่ทำบ้านดินเขารู้สึกว่าชีวิตเขาเปลี่ยนไป ไม่ต้องพึ่งวิศวกรเขาก็ทำได้ ผู้หญิงที่มาร่วมทำบ้านดินทั้งหลังเขารู้สึกว่าเขามีอำนาจ รู้สึกภูมิใจในตัวเอง ผมจึงเห็นว่าบ้านดินเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาสู่ความเป็นมนุษย์ที่เต็ม” (หน้า ๑๗๔)
หลังจากช่วยคนไม่มีบ้านสร้างบ้านดิน โจนก็เริ่มทำฝันความฝันของเขาให้เป็นจริง มันคือการเก็บรวบรวมเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านซึ่งมีความอดทนต่อโรค แมลง และสภาพดินฟ้าอากาศ เนื่องจากเขามองว่า การพัฒนาอาหารทำให้พันธุ์พืชที่เดิมเคยมีอยู่หลากหลายเริ่มลดจำนวนลง และหายไป เหลือแต่พันธุ์พืชที่ได้รับการตัดแต่งให้ให้ผลผลิตมาก แต่ไม่ทนโรคและแมลง การลงทุนปลูกจึงต้องใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงจำนวนมาก ทำให้ชาวไร่ชาวนาต้องตกเป็นทาสของบริษัทผู้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงโดยไม่รู้ตัว
และ โจนบอกเราว่า ทางเดียวเท่านั้นที่จะช่วยชะลอภาวะโลกร้อนได้ก็คือ “ต้องปลดปล่อยตัวเองจากการเป็นทาส”
“ภาวะโลกร้อนคือตัวอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาถึงจุดสูงสุดแล้วมันก็ทำลายตัวเอง มันอาจรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และหยุดยั้งไม่ได้ แต่ผมยังหวังว่ามันยังไม่สายเกินไปถ้าเราเริ่มกันตอนนี้ ผมมองไม่เห็นทางอื่นเลยที่จะชะลอภาวะโลกร้อนได้ นอกจากเราต้องปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากระบบทาส ทุกวันนี้เราตื่นขึ้นมาเราก็ส่งส่วยให้ยูนิลีเวอร์ทันที กินข้าว เราต้องส่งเงินให้ซีพี ขับรถ เราต้องส่งเงินให้บริษัทรถ บริษัทน้ำมัน รอบตัวเรามีนายทาสเต็มไปหมด มันเป็นระบบที่ใหญ่โตมาก แต่มันอยู่ได้เพราะมีคนส่งเสริมมัน ฉะนั้น การต่อสู้กับมันก็คือการต่อสู้กับตัวเอง ็
“คนคนหนึ่งกินได้ไม่เกิน ๓ มื้อ ใส่เสื้อผ้าได้ทีละตัว นอนได้แค่เตียงเล็กๆ จะมีบ้านใหญ่ขนาดไหนก็นอนมากกว่านั้นไม่ได้ แล้วทำไมเราต้องมีมันมากมาย ยิ่งมีมากยิ่งบริโภคมาก นั่นหมายความว่าเราทำลายมาก เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนามาเพื่อแสวงหากำไรไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งพัฒนามากเราก็ยิ่งทำลายตัวเองมาก ไม่ว่าจะเป็นคอนกรีตหรือน้ำมัน กว่าจะได้มามันหมายถึงการทำลาย แล้วการทำลายของมนุษย์เหมือนกับขี่ช้างจับตั๊กแตน หรือฆ่าช้างทั้งตัวเพื่อเอางา ต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริงก็คือมนุษย์บริโภคเกินความจำเป็น ทำยังไงเราถึงจะทำลายน้อยที่สุดต่างหาก การทำลายน้อยที่สุดก็คือการลดการบริโภคของเราเท่านั้นเอง” (หน้า ๑๗๕)