วันพุธที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

อาหารการกินที่กรุงเก่า


มื้อเช้าวันอาทิตย์
หลังลงจากรถไฟ
ตอนแรกว่าจะกินโจ๊กตามที่ได้อ่านมาจากบทความท่องเที่ยวในอินเทอร์เน็ต แต่โจ๊กหมดซะก่อน
เลยมาลงที่ข้าวขาหมูกับบะหมี่แห้ง

ตอนขี่จักรยานไปได้แค่สองสามกิโลแล้วบนว่าขาสั่นแล้ว พี่ผึ้งหัวเราะเยาะใหญ่ บอกเห็นไหมว่ากินข้าวขาหมูแล้วมีพลัง
ว่าแล้วก็คุยทับดิฉันไปทั้งวัน

ที่ไหนได้ ชีมาเดี้ยงเอาเช้าวันรุ่งขึ้น


๗ พฤษภาคม ๒๕๕๑

วันหยุดที่ผ่านมาไปเที่ยวอยุธยา ๒ วัน นับเป็นเวลาสั้นเกินไปที่จะทำความรู้จักกับเกาะเมืองอยุธยาอย่างลึกซึ้ง
แต่ก็พอมีโอกาสได้ชิมอาหารเมืองอยุธยามาแบบแตะๆ

โอกาสหน้าว่าจะตระเวณชิมให้ทั่วเลย
คอยดูสิ

สัตว์โลก (ผู้น่าสงสาร)


อยากทายไหมว่านักท่องเที่ยวสัญชาติอะไรชอบช้างที่สุด?

๗ พฤษภาคม ๒๕๕๑

ได้ยินคนถามแว่วๆ ว่าขี่จักรยานเที่ยวอยุธยาไม่เจอช้างบ้างหรอ
คำตอบคือเจอทั้งวันเลย เจอเยอะ จนต้องแบ่งมาไว้ในอีกอัลบั้มนึง

อยุธยามีช้างมากจริงๆ เพราะที่นี่มี "วังช้างอยุธยา แลเพนียด" มีบริการนั่งหลังช้างชมเมือง ด้วยน่ะสิ

ไม่ได้ไปนั่งเอง แต่จากคู่มือที่ได้มาจาก ททท. เขาว่าถ้าอยากนั่งช้างต้องเสีย ๑๐๐-๕๐๐ บาท แล้วแต่จะนั่งนานหรือนั่งไม่นาน

มองๆ พี่ช้างทำงานอย่างอดทน เดินไป เดินมาตลอด (ก็นักท่องเที่ยวรอขอขึ้นนั่งหลังช้างกันเป็นแถวยาวขนาดนี้ จะอู้ได้ไง) แล้วสงสารจัง อากาศมันร้อน
แต่คิดดูอีกที พี่ช้างเค้าก็ทำงานสมศักดิ์ศรี น่านับถือนะคะ

วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ถีบรถท่องอยุธยา


อุตส่าห์จัดแจงแต่งท่าซะดิบดี
แต่พี่ผึ้งก็กดชัตเตอร์ตอนดิฉันหลับตาอีกแร้ววววว

ดูสังขารสิ โท-รม สุดๆ

๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑

ก่อนวันอาทิตย์ที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ดิฉันเกือบลืมไปแล้วว่าการขี่จักรยานมันสนุกแค่ไหน
จึงดีใจนักที่ได้สัมผัสกับความรู้สึกนี้ อิสระ-เสรี และควบคุมได้อีกหน แม้จะเป็นการขี่จักรยานเที่ยวเมืองอยุธยาแค่ค่อนวัน กับพี่ผึ้ง

เราเช่าจักรยานได้ตอนสิบโมงกว่าๆ กว่าจะเลือกรถได้ก็เล่นเอาเกือบปวดหัว การไม่ได้วางแผนมาจากบ้านทำให้เราบริหารเวลาได้ไม่ดีเท่าไหร่ แถมยังเบลอ อ่านแผนที่ที่น้องบ้านคุณพระให้มาผิด ขี่ไปจนเกือบสุดเกาะ (จากถนนบางเอียนไปเกือบถึงหลวงพ่อโลกยสุธาแล้วเชียว) ขาน่ะสั่นพั่บๆๆๆ ตั้งแต่ก่อนหา ททท.เจอซะอีก แต่เราก็ได้กราบหลักเมืองอยุธยา ชมโบราณสถานวัดมหาธาตุ ไปกราบหลวงพ่อมงคลบพิตร ปีนขึ้นไปส่องดูกรวัดพระศรีสรรเพชญ์ แล้วก็ไปกราบหลวงพ่อโลกยสุธา พระไสยาสน์องค์ใหญ่ ความยาวขนาด ๒๙ เมตร ในบรรยากาศที่น่าประทับของแสงยามเย็น

แล้วก็พากันปั่นกลับมาที่ร้านเช่าจักรยาน

เป็นวันที่เหนื่อยจนขาสั่น ตัวดำปื๋อเพราะคิดว่าฝนต้องตกแน่ๆ เลยไม่ได้เอาซันบล็อกออกมาขี่จักรยานด้วย แต่ก็สนุกมากๆ เชื่อว่าคงเป็นวันที่เอ็นโดรฟินหลั่งออกมามากมาย

ขี่จักรยานเที่ยวนี่มันขึ้นอยู่กับเราเลือกรถถูกคันหรือเปล่า แล้วเราไปกับใคร แค่นั้นเอง



หมายเหตุ
พี่ผึ้งจ๊ะ จำได้ไหมว่าพี่ผึ้งขอบคุณม้อยไว๊-ไว ที่ม้อยชวนพี่ขึ้นรถไฟมาเที่ยวอยุธยากัน ม้อยยังไม่ได้ขอบคุณพี่ผึ้งเลย ที่เป็นแรงผลักดันให้เราไปเช่าจักรยานกัน แล้วก็จัดแจง จัดลำดับว่าเราจะไปเที่ยวไหนกันดี
เพราะถ้าม้อยมาเที่ยวอยุธยาคนเดียว คงเอาแต่นอนทอดหุ่ย เหมือนมาไม่ถึงอยุธยาซะมากกว่า
๒ วันที่เราไปเที่ยวด้วยกันน่ะ สนุกมากเลยพี่ผึ้ง

เราจะกลับไปอยุธยาอีก เพื่อเช่าจักรยานขี่ไปเยี่ยมหมู่บ้านโปรตุเกส เยี่ยมบรรพบุรุษของพี่ผึ้งใช่ไหมจ๊ะ?
(เหอ เหอ)

วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

เรื่องรักของนางสาวโอชโช่ ตอนที่ ๑๑: คนใจร้ายกับคนปากหนัก

 

หลังจากหัวใจต้องเจ็บเพราะการพูดถึงใครบางคนของหมอ โอชโช่ก็จ๋อยไปมาก เจอกันใหม่ในวันนี้ก็เลยไม่อยากจะเปรี้ยว หมอว่าอะไรมาเธอก็นั่งเงียบๆ หยิ่งๆ

 

แต่เมื่อสายตาปราดไปเห็นลายมือขยุกขยุยบนชาร์ตของหมอเข้า ปากมันก็คันขึ้นมาเชียว

 

หมอคะ นั่นลายมือหมอหรอคะ? หมอบู๋มองตามสายตาคนไข้ ใช่สิหมองง หมอเคยอ่านลายมือตัวเองไม่ออกไหมคะ โอชโช่ซ้ำทันที

 

หมอบู๋เปลี่ยนสีหน้าจากงงเป็นขำ ก่อนจะปล่อยก๊าก บ้า ต้องอ่านออกสิ

 

ว่าแต่ ผม...น่ะ หมอทำใช้มือทำเป็นเส้นโค้งๆ ที่แนวตีนผมของตัวเอง

...ใช่แล้ว หมอกำลังล้อระดับผมหน้าม้าสุดเต่อของเธอนั่นเอง

 

คิดนานไหม?หมอถาม

ทะ...ทำไมต้องคิดด้วยตัวเองเริ่มชินกับผม จนลืมไปว่านี่เพิ่งตัดมา มันยังเต่ออยู่ โดนล้อจนได้สิ ก็ตัดแบบนี้แล้วอยู่ได้อีกตั้งหลายเดือน ตั้งตัวติดก็เถียงฉอดๆ ไปเลย

เด็กคนนั้นน่ะ จำได้ไหม คนที่เดือนก่อนมาช่วยทำงานที่เคาน์เตอร์น่ะ ที่หน้าหมวยๆ แล้วใส่แว่นน่ะ.. โอชโช่กำลังงงว่าหมอจะเปลี่ยนเรื่องเป็นอะไร แต่ก็พยักหน้าหงึกๆ ไปเพราะจำน้องหมวยคนนั้นได้ เค้าก็ตัดผมหน้าม้าสั้นๆ แบบนี้เหมือนกันนะ หมอพูด

นั่นไง เห็นไหม ใครๆ เค้าก็ตัด

แต่ว่า.. นั่นเค้าเด็กไง แต่อย่างคุณโอชโช่เนี่ย..... ว่าแล้วก็พลิกชาร์ตไปที่หน้าแรก กวาดตามองไปที่อายุคนไข้

“กรี๊ดดดดดดดดดดดด หมอใจร้ายยยยยยยย!” คนไข้ร้องเสียงแหลม

แต่หมอบู๋หัวเราะเสียงดังอย่างถูกใจ

 

 

 

ภาคพิเศษ ท้ายเรื่อง

คิว: หวัดดีเจ้
โอชโช่: คิดถึงกันมั่งไหม  
คิว: ...ถามอีกแล้ว
โอชโช่: ก็ว่าไงล่ะ
คิว: ไม่บอก
โอชโช่: …….
คิว: แล้ว นี่เจ้จะไปอโยธยากะใครอะ
โอชโช่: ไม่บอก
คิว: กะใครหว่า
โอชโช่: ไม่คิดถึงกันแล้วทำไมอยากรู้นัก
คิว:…
โอชโช่
: (ฮ่าฮ่าฮ่า-สะใจว๊อย!!!)

 

หมายเหตุ
อ่านตอนที่ ๑๐ ได้ที่
http://mandymois.multiply.com/journal/item/82

คันปากอยากบอกต่อ ตอน โจน จันใด กับการปลดปล่อยตัวเองจากความเป็นทาส



คำเตือน: บล็อกนี้ซีเรียส!

 

ในเซกชั่น Change the World พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง ของนิตยสารสารคดีฉบับ วิถีเปลี่ยนโลกด้วยมือเรา ประจำเดือนมีนาคม ๒๕๕๑ มีบทสัมภาษณ์ผู้คนที่มีความคิดและวัตรปฏิบัติในอันจะช่วยแก้ไขปัญหาโลกร้อนจำนวนหนึ่ง

 

ในบรรดานั้นมีทั้งนักวิชาการผู้มีการศึกษาสูง เคยใช้ชีวิตในประเทศที่เจริญแล้วอย่าง ดร. สิงห์ อินทรชูโต (OSISU, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ดร. อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัย และฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) นักสื่อสารมวลชนอดีตเอ็นจีโอ อย่าง ทรงกลด บางยี่ขัน (บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร a day) ผู้บริหารบรรษัทภิบาลอย่าง กานต์ กระกูลฮุน (กรรมการผู้จัดการใหญ่เครือซิเมนต์ไทย) ครอบครัวสังวรเวชภัณฑ์ ครอบครัวธรรมดาๆ ที่พ่อแม่จัดการศึกษาแบบโฮมสคูลให้ลูกชายทั้งสอง บรรจง ขยันกิจ อดีตช่างเทคนิคของมหาวิทยาลัยบูรพาผู้เชื่อมั่นในพลังงานลม ซึ่งลงทุนศึกษาการทำกังหันลม และเดินทางติดตั้งกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้าในพื้นที่กันดารในละแวกประเทศอุษาคเนย์ ม.ร.ว. นริศรา จักรพงษ์ ประธานมูลนิธิโลกสีเขียว และ ชื่นชม สง่าราศรี กรีเซ็น เอ็นจีโอโลกาภิวัตน์

 

ในบรรดาผู้คนที่มี ต้นทุนทางสังคมสูง ดังได้กล่าวมา ยังมีบทสัมภาษณ์ครอบครัวโอ่โดเชา ครอบครัวปกากะญอ ที่บอกเล่าถึงวิถีชีวิตที่มีความกตัญญูรู้คุณต่อป่า ต่อน้ำ กับอีกบทสัมภาษณ์ โจน จันใด ชาวนาธรรมดาๆ ที่มีการศึกษาน้อยรวมอยู่ด้วย

 

หากคุณได้อ่านความคิดอ่านของ โจน จันใด แล้ว คงพบว่า ชาติกำเนิด การศึกษา หรือต้นทุนทางสังคม หาใช่ปัจจัยที่จะทำให้คนคนหนึ่งรู้จักคิด แสวงหาแนวทางการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และยั่งยืน โดยเบียดเบียนโลกให้น้อยที่สุด

 

ที่สำคัญยังมิใช่เพียงการคิดได้ เขายังลงมือทำมันจริงๆ

ไม่เพียงเอาไว้พูดเก๋ๆ เวลามีคนเปิดประเด็นเรื่องโลกร้อน

 

อ่านแล้วอดไม่ไหว จึงขอคัดมาให้ได้อ่านกัน ณ ที่นี้

 

“ผมเคยอยู่กรุงเทพฯ ๗ ปี มาทำงานในร้านอาหารบ้าง เป็นพนักงานโรงแรมบ้าง เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยบ้าง ผมทำงานวันละ ๘-๑๒ ชั่วโมง แต่ปรากฏว่าไม่พอที่จะเลี้ยงชีวิตคนคนเดียว ผมก็เริ่มถามแล้วว่าเราทำไปทำไม ผมเริ่มเห็นว่าการใช้ชีวิตมันยุ่งยากซับซ้อนเกินไป และวิถีชีวิตอย่างนี้มันผิด ผมกลับไปลองใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน ทำนาปีละ ๒ เดือน ผมสามารถผลิตข้าวได้ ๖ ตัน กินได้ทั้งครอบครัว ผมปลูกผักใช้เวลาแค่ ๓๐ นาทีต่อวัน ผมสามารถมีอาหารเลี้ยงคน ๖ คนได้สบาย ผมก็เริ่มคิดว่าชีวิตมันง่ายเหลือเกิน

 

“แล้วผมก็เริ่มคิดถึงปัจจัยสี่เป็นหลัก อาหาร บ้าน ผ้า และยา คนต้องพึ่งตัวเองได้ ถ้ามนุษย์ได้สี่อย่างนี้มาอย่างยากลำบาก แสดงว่าวิถีการพัฒนานั้นล้มเหลว ผมเริ่มเห็นว่าหลายๆ คนรู้สึกว่าการจะมีบ้านหลังหนึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลยในชีวิตของเขา เพราะเขาจนเขาโง่เหลือเกิน บางคนอาจใช้เวลาถึงครึ่งหนึ่งของชีวิตเพื่อที่จะมีบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก พอมีโอกาสได้ไปเห็นบ้านดินของชาวอินเดียนแดง กลับมาก็ลองทำดู ทุกวันผมใช้เวลา ๒ ชั่วโมง ตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า ผ่านไป ๓ เดือน ผมได้บ้านหลังหนึ่ง แล้วเป็นบ้านที่รู้สึกมั่นคงแข็งแรงเท่ากับบ้านทั่วๆ ไป ที่สร้างแบบถูกที่สุด ทำให้ผมรู้สึกว่าบ้านไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว” (หน้า ๑๗๓)

 

“...ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีบ้านได้ ขอให้มีแรงทำเท่านั้นเอง แล้วเราจะรู้สึกว่าเรามีศักยภาพมากขึ้น หลายๆ คนที่ทำบ้านดินเขารู้สึกว่าชีวิตเขาเปลี่ยนไป ไม่ต้องพึ่งวิศวกรเขาก็ทำได้ ผู้หญิงที่มาร่วมทำบ้านดินทั้งหลังเขารู้สึกว่าเขามีอำนาจ รู้สึกภูมิใจในตัวเอง ผมจึงเห็นว่าบ้านดินเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาสู่ความเป็นมนุษย์ที่เต็ม” (หน้า ๑๗๔)

 

หลังจากช่วยคนไม่มีบ้านสร้างบ้านดิน โจนก็เริ่มทำฝันความฝันของเขาให้เป็นจริง มันคือการเก็บรวบรวมเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านซึ่งมีความอดทนต่อโรค แมลง และสภาพดินฟ้าอากาศ เนื่องจากเขามองว่า การพัฒนาอาหารทำให้พันธุ์พืชที่เดิมเคยมีอยู่หลากหลายเริ่มลดจำนวนลง และหายไป เหลือแต่พันธุ์พืชที่ได้รับการตัดแต่งให้ให้ผลผลิตมาก แต่ไม่ทนโรคและแมลง การลงทุนปลูกจึงต้องใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงจำนวนมาก ทำให้ชาวไร่ชาวนาต้องตกเป็นทาสของบริษัทผู้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงโดยไม่รู้ตัว

 

และ โจนบอกเราว่า ทางเดียวเท่านั้นที่จะช่วยชะลอภาวะโลกร้อนได้ก็คือ ต้องปลดปล่อยตัวเองจากการเป็นทาส

 

ภาวะโลกร้อนคือตัวอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาถึงจุดสูงสุดแล้วมันก็ทำลายตัวเอง มันอาจรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และหยุดยั้งไม่ได้ แต่ผมยังหวังว่ามันยังไม่สายเกินไปถ้าเราเริ่มกันตอนนี้ ผมมองไม่เห็นทางอื่นเลยที่จะชะลอภาวะโลกร้อนได้ นอกจากเราต้องปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากระบบทาส ทุกวันนี้เราตื่นขึ้นมาเราก็ส่งส่วยให้ยูนิลีเวอร์ทันที กินข้าว เราต้องส่งเงินให้ซีพี ขับรถ เราต้องส่งเงินให้บริษัทรถ บริษัทน้ำมัน รอบตัวเรามีนายทาสเต็มไปหมด มันเป็นระบบที่ใหญ่โตมาก แต่มันอยู่ได้เพราะมีคนส่งเสริมมัน ฉะนั้น การต่อสู้กับมันก็คือการต่อสู้กับตัวเอง


“คนคนหนึ่งกินได้ไม่เกิน ๓ มื้อ ใส่เสื้อผ้าได้ทีละตัว นอนได้แค่เตียงเล็กๆ จะมีบ้านใหญ่ขนาดไหนก็นอนมากกว่านั้นไม่ได้ แล้วทำไมเราต้องมีมันมากมาย ยิ่งมีมากยิ่งบริโภคมาก นั่นหมายความว่าเราทำลายมาก เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนามาเพื่อแสวงหากำไรไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งพัฒนามากเราก็ยิ่งทำลายตัวเองมาก ไม่ว่าจะเป็นคอนกรีตหรือน้ำมัน กว่าจะได้มามันหมายถึงการทำลาย แล้วการทำลายของมนุษย์เหมือนกับขี่ช้างจับตั๊กแตน หรือฆ่าช้างทั้งตัวเพื่อเอางา ต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริงก็คือมนุษย์บริโภคเกินความจำเป็น ทำยังไงเราถึงจะทำลายน้อยที่สุดต่างหาก การทำลายน้อยที่สุดก็คือการลดการบริโภคของเราเท่านั้นเอง” (หน้า ๑๗๕)


วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

คันปาก-อยากบอกต่อ ตอน แก้ลำสาวโลเล


ใน Penthouse ฉบับประจำเดือนเมษายน ๒๕๕๑

เปิดไปที่หน้า ๑๒๓ อ่านคอลัมน์โปรด Ask Dr.Z คอลัมน์ตอบคำถามเรื่อง xx กับ ดร.วิคตอเรีย ซิดร็อก

(ใครจะไปรู้ว่าชีมีตัวตนจริงไหม)

 

พบคำถามหนึ่ง อ่านแล้วอยากลอกมาให้ได้อ่านกัน

 

เพราะบางทีคุณอาจจะให้เรื่องนี้แนะแนวทางกับคนที่คุณรู้จัก  

คนที่กำลังสับสน ว่าจะอยู่รอใครบางคน หรือจะตัดสินใจเคลียร์

แล้วก็เริ่มชีวิตของตัวเองซะที

 

>>ผมเพิ่งเจอผู้หญิงคนนี้ และคิดว่าฟ้าส่งเธอมาให้ผม เรามีอะไรที่เหมือนกันหลายอย่าง ส่วนเซ็กซ์นั้นก็เยี่ยมยอด ปัญหาคือ เธอเพิ่งเลิกกับแฟนก่อนที่จะมาคบผม (เขาเป็นฝ่ายทิ้งเธอไป) แต่ตอนนี้เขากลับมาขอคืนดี มันทำให้เธอสับสนมาก และบอกว่าเธอรักทั้งสองคน ผมควรทำอย่างไรดี ควรปล่อยเธอไปหรือรั้งเธอไว้ ที่สำคัญ ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าเธอรักใครมากกว่ากัน

 

>>>ฟันธงได้เลยว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้รักคุณเลย-เพื่อนที่น่าสงสารของฉัน ความจริงฉันไม่อยากเป็นคนนำข่าวร้ายนี้มาบอกคุณ แต่คิดเสียว่าฉันเป็นหมอที่กำลังจะช่วยผ่ามะเร็งออกจากตัวคุณก็แล้วกัน

 

คุณกำลังอยู่กับผู้หญิงโลเล และผู้หญิงประเภทนี้มักมาพร้อมกับจิตใจแบบแพศยา เธอมาดีกับคุณก็เพราะคุณช่วยเยียวยาอาการอกหักให้เธอเท่านั้นเอง แต่ขณะเดียวกันเธอก็ยังคิดและโหยหาแฟนเก่าที่ทิ้งเธอไป จนถึงวันที่เขาตัดสินใจกลับมาขอคืนดี

 

หากคุณเป็นพวกมาโซคิสต์ผู้นิยมความเจ็บปวด คุณอาจรั้งเธอไว้และคอยเอาไหล่ให้เธอซบหน้าร้องไห้ บางทีเธออาจให้คุณร่วมรักแทนคำขอบใจ ขณะที่ในจินตนาการก็มีภาพของแฟนเก่าล่องลอยอยู่

 

แต่ถ้าให้ฉันแนะนำ ฉันอยากบอกว่า อย่าพยายามรั้งเธอไว้ ปล่อยให้เธออยู่คนเดียวสักพัก เพื่อให้เธอตัดสินใจ คุณจะได้ไปเจอผู้หญิงคนอื่นบ้าง เพื่อให้พลังของความหึงหวงได้ทำหน้าที่ของมัน บางทีเธออาจต้องการคุณมากขึ้น หากมีผู้หญิงอื่นมาสนใจในตัวคุณ

 

และถ้าเธอตัดสินใจกลับมาหาคุณ แทนที่จะเลือกแฟนเก่า คราวนี้หวังว่าเธอจะรักคุณจริง ไม่ใช่เพียงเพราะต้องการใครสักคนมาช่วยดามหัวใจที่ถูกแฟนเก่าหักอกเหมือนคราวก่อน


เปิดจดหมายเก่า: โปสการ์ดจาก IGLOO





คุณม้อยครับ

ผมชื่อ IGLOO เป็นสุนัขพันธุ์ GOLDEN RETRIEVER อายุ 4 1/2 เดือน
พ่อผมเป็น CANADIAN แม่ผม AMERICAN
ผมมาเป็นสมาชิกครอบครัว P&R
วันนึงคุณม้อยคงได้กอด ลูบขนที่สวยงามของผมนะครับ
และผมก็จะแอบมองเจ้านายผมกอดคุณม้อยด้วยครับ

ยินดีที่แนะนำตัวกับคุณม้อย

IGLOO THE GOLDEN


หมายเหตุ: ที่ซองประทับตราวันที่ 25.08.41