วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552

Spring Snow : ผีเสื้ออายุสั้น

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama




Spring Snow มีชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า Haru no Yuki หรือ Spring’s Snow เป็นหนังที่สร้างมาจากเรื่องราวที่ควรเป็นนิยายรักน้ำเน๊า-น้ำเน่า แต่เพราะมันเป็นผลงานของ ยูคิโอะ มิชิมา นักเขียนระดับตำนาน (ที่กลายเป็นอมตะ-ตามทฤษฎีของมิลาน คุนเดอรา-โดยการฮาราคีรีตัวเองเมื่อปี ๒๕๑๓) นิยายรักเรื่องนี้เลยกลายเป็นโศกนาฏกรรมความรักที่มีประเด็นซับซ้อนชวนคิด ที่เมื่อใครได้มีอันมารู้เรื่องด้วยก็จะพลอยปวดใจ และอดเสียดายแทนไม่ได้ คล้ายๆ กับความรู้สึกต่อเรื่องราวของ โรมิโอ & จูเลียต ของเชคสเปียร์นั่นเชียว

มันเกิดขึ้นในปีทศวรรษที่ 1910’s เริ่มต้นที่ความคับแค้นใจของหัวหน้าตระกูล อายากุระ ผู้ดีเก่าตกยาก กำลังมีปัญหาทางการเงิน ต้องไปพึ่งพา มัตสึกาเอะ ตระกูลเศรษฐีใหม่ที่มีเงิน แต่ไม่มีเชื้อสาย และคอนเนกชั่นกับเชื้อสายราชวงศ์

ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องของคนรุ่นพ่อ แต่กลับมาลงที่เด็กวัย ๑๒ อย่างซาโตโกะ กับคิโยอากิ วัย ๑๑ เสียได้

เพราะในวันหิมะแรกของฤดูหนาวปีนั้น หัวหน้าครอบครัวอายากุระดันสั่งหญิงรับใช้ พี่เลี้ยงของลูกสาวตัวเองทั้งๆ ที่เมา ว่า ก่อนที่ซาโตโกะจะได้แต่งงานกับคิโยอากิ ให้จัดให้ซาโตโกะเสียตัวให้กับผู้ชายที่เธอรักเสียก่อน เพราะเมื่อซาโตโกะเข้าพิธีสมรสโดยไร้ความบริสุทธิ์ ตระกูลมัตสิกาเอะก็เท่ากับถูกหลอกนั่นเอง

เด็กทั้งสองไม่รู้เรื่องที่ผู้ใหญ่คิด พวกเขาเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เล็ก และซาโตโกะก็รู้ตัวมาตั้งแต่ตอนเล่นเกมเปิดบัตรบทกวีแล้วว่า ตัวเองชอบคิโยอากิ

เป็นธรรมดาของเด็กผู้หญิงหรอก ที่จะมีความอ่อนไหว รู้ตัวไว แล้วก็ไม่วอกแวกไปทางอื่น ส่วนเด็กผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นในศตวรรษที่ ๑๙ หรือศตวรรษที่ ๒๐ อย่างทุกวันนี้ก็ยังแปลกเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน คือไม่ว่าเวลารักใครชอบใคร (ไม่รู้ทำไม) จะต้องคอยปัดป้อง ปิดบัง ต่อต้าน แล้วก็หลอกตัวเองและคนอื่นว่าไม่ได้รัก ไม่ได้รู้สึก ไม่ได้มีอะไรเกินเพื่อน พอผู้หญิงเขาถามก็จะเริ่มทำตัวแย่ๆ ทำร้ายจิตใจ ทำให้เขาเสียความรู้สึก เพื่อที่เขาจะได้จากไป

เรียกว่ามัวแต่ลีลาจนเสียเรื่องทุกที ..รวมทั้งคราวนี้ ทั้งที่พ่อถามคิโยอากิถามถึง ๒ ครั้งว่ารู้สึกอย่างไรกับซาโตโกะ เขาตอบแกล้มหัวเราะว่า ไม่แยแสสนใจเธอสักนิด

(โง่จัง เจ้าเด็กน้อย)

ในวัย ๒๐ ปี ซาโตโกะเป็นสาวสวยเหมือนดอกซากุระที่บานสะพรั่งเต็มต้น ไม่แปลกเลยถ้ากุลสตรีรูปงามอย่างเธอจะเป็นที่ประทับใจคนอย่างเจ้าชายมกุฎราชกุมาร ด้วยชาติตระกูลสูงส่งสมกัน ในที่สุดเจ้าชายก็ขอหมั้นซาโตโกะ และเมื่อการหมั้นได้รับการเห็นชอบจากสมเด็จพระจักรพรรดิ ซาโตโกะก็กลายเป็นของต้องห้ามไปในทันที

คิโยอากิเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันตอนนี้ เขาเพิ่งรู้ว่าเขาต้องการซาโตโกะ

เขาแบล็กเมล์พี่เลี้ยงตัวแสบของหญิงสาวด้วยการอ้างถึงจดหมายที่เธอเขียนถึงเขา ทั้งๆ ความโกรธแบบเด็กผู้ชายที่ยังไม่โตเป็นหนุ่ม ทำให้เขาผลุนผลันเผามันก่อนเปิดอ่านไป ๒ ฉบับ ส่วนฉบับที่ ๓ ได้ฉีกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่ความบ้าทำให้เขากล้าเอ่ยถึงจดหมายที่ไม่เคยได้อ่าน ๓ ฉบับนั้น ขู่พี่เลี้ยงของซาโตโกะว่า ถ้าไม่พาเธอมาพบ จะแฉ

พี่เลี้ยงทำเหมือนหาทางออกอื่นไม่ได้ จึงพาซาโตโกะมาพบคิโยอากิ

และแล้ว ท่ามกลางสายฝนตกที่ใส่หลังคาโรงเตี๊ยมเหมือนไม่มีวันซาเม็ด หนุ่มสาวทั้งสองก็ห้ามความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่ได้


ฉันรู้ว่าทำไมซาโตโกะถึงยอมคิโยอากิ แต่ฉันไม่รู้ว่าที่คิโยอากิห้ามใจตัวเองไม่ได้นั้น เพราะรักหรือ ใคร่

ผู้ชายรักแล้วจึงใคร่
ใคร่ให้มากพอ ก็จะรักได้้
หรือแท้ที่จริงแล้วผู้ชายทั้งรักและใคร่ได้ในเวลาเดียวกัน?



ราวกับความสุขของคนทั้งสองยาวนานได้เพียงชั่วชีวิตของผีเสื้อ
หลังลอบพบกันไม่กี่ครั้ง ซาโตโกะก็ตั้งครรภ์ แม้ว่าชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้นในร่างกายของเธอคือพยานรับรองความรู้สึกที่ทั้งสองมีต่อกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือตราบาปที่ต้องกำจัด

โศกนาฏกรรมแห่งความรักไม่อาจจบลงอย่างอิ่มสุข

คนดูอย่างฉัน ได้แต่ดูแล้วก็คิดเสียดายแทนคิโยอากิ
ครั้งนั้นถ้าไม่มัวแต่ลีลา ต่อต้าน ไม่ยอมรับว่ารู้สึก ก็คงไม่ต้องอดทนรอคอยให้วันเวลาค่อยผันผ่านฤดูหนาวอันโหดร้ายสู่ฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่น ที่ผีเสื้อจะได้คืนชีพอย่างร่าเริงอีกครั้ง




บันทึก:
• เคยดูหนังของผู้กำกับ อิซาโอะ ยูกิซาดะ หรือยังหว่า?
• “ฉันอยากชื่นชมหิมะแรกกับเธอ” ...เขาช่างเขียนให้ซาโตโกะบอกรักได้นิ่มนวล และอ่อนหวานเหลือเกิน
• จริงๆ คิโยอากิน่าจะสำเหนียกถึงความปรารถนาและความรู้สึกต่อซาโตโกะตั้งแต่ฝันถึงผีเสื้อคืนแรกแล้วนะ
• ไม่รู้ว่ามันไม่มีเซนส์ หยิ่ง หรือว่าโง่กันแน่
• หนังเรื่องนี้เป็นงานศิลปะ มันคงเป็นงานศิลปะมาตั้งแต่ตอนเป็นบทประพันธ์แล้ว (ขออภัย ยังไม่ได้อ่าน) พอมาเป็นหนังก็ใช้ภาษาหนังได้อย่างมีรสนิยมมาก มันแช่มช้า สวยงาม สงบ สุข ลุ่มลึก และแสนเศร้า
• ภาพในหนังงามมาก ไม่ว่าจะเป็นภาพจริงหรือ CG น่าหลงใหลจริงๆ งามทุกฤดู งามทั้งโตเกียว นารา และคามากุระ (แต่นั่นมันต้นศตวรรษที่ ๑๙???)
• การแสดงของ ยูโกะ ทาเคอูชิ คือสิ่งที่ต้องยกย่อง เธอแสดงความรู้สึกของซาโตโกะผ่านออกมาทั้งทางดวงตา ท่าทาง จังหวะที่ร้องไห้ แม้กระทั่งมุมของใบหน้าที่รอจูบจากคิโยอากิ ฉันชอบสำเนียงเธอมากๆ พูดช้า มีแกรมมาร์ สมเป็นผู้ดี (เลยทำให้ฟังทัน โฮ่ โฮ่ โฮ่)
• ซาโตชิ ทสึมาบูกิ ก็ทำให้เรารู้สึกว่า ไอ่น้องคิโยอากินี่มันเด็ก โตไม่ทันซาโตโกะ หน้าตาก็รั้นสมบท
• น้องหนุ่ม-จันดารา กับโอ-อนุชิต ไปเล่นเป็นตัวละครเจ้าชายไทย ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้คิโยอากิรู้ตัว เป็นการปรากฏตัวที่..ดูยังไงก็เด่นเด้งออกมาไม่เนียนไปกับหนัง (ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี แต่ก็ไม่เลวหรอก)
• ตอนที่น่าสงสารมากคือตอนซาโกะนอนอยู่บนเตียงในโอซาก้า แต่ตอนที่อดน้ำตาหล่นคือตอนที่คุณย่าถามว่าถ้าคนรักมาหา เธอจะยอมพบเขาไหม
• น่าสงสารชะตากรรมของลูกผู้หญิงไม่มีทางเลือก
• (ถ้าซาโตโกะอยู่ในสมัยนี้ เธอจะทำยังไงหรือ ฉันอยากรู้)


วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552

The Eugenia : ที่ที่เหมือนไม่ได้อยู่ที่นี่ ณ เวลานี้


แสนเป็นส่วนตัว

พฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2552

ไปทำการชิมอาหารที่ The Eugenia บูทีคโฮเต็ลเล็กแค่ 12 ห้อง ซึ่งเจ้าของ (ชื่อคุณยูจีน เป็นชาวไต้หวันที่มาอยู่เมืองไทยได้สิบสามสิบสี่ปีแล้ว) ออกแบบเองทั้งคอนเซ็ปท์ ตึก และสไตล์การตกแต่งภายใน รวมทั้งลงมือหาของตกแต่งเอง เนรมิตให้ที่นิดเดียวในซอยสุขุมวิท 31 (ซอยบ้านนายกหน้าตาดี) กลายเป็นอาคารทรงโคโลเนียล สวยราวกับอาคารสมัย ร. 5 หลงยุคมาอยู่ใจกลางย่านสุขุมวิท

ทั้งฉันและพี่หมีเพิ่งได้ไปเห็นเป็นครั้งแรก ก็ช้อบชอบกัน
กะจะถ่ายรูปมาเยอะๆ แบ่งกันยลสักหน่อย ยังไม่ทันเห็นห้องน้ำ ห้องพัก และก็ ฯลฯ เลย แบตเจ้ากรรม ทั้งๆ ที่ชาร์ตไว้อย่างเต็มตั้งแต่วันเสาร์ (ก่อนเบี้ยวนัดใครบางคนเพราะฝน) มันหมดวืดไปเสียงั้น

สงสัยมันจะเสื่อมแล้ว

เลยมีรูปที่พอดูได้แค่นิดหน่อย
ที่เหลือเป็นผลงานน้องลูซิล ซึ่งมักจะแป้กกับแสงน้อยๆ
ถ่ายออกมาแล้วดูเหมือนรูปถ่ายทางวิญญาณซะงั้น

ไหนๆ ก็ถ่ายมาแล้ว
ก็ชมกันไปละกันนะฮะ


ป.ล. ไม่ได้ถ่ายรูปด้านนอกมาเลย
ดูโอเวอร์ออลที่นี่ละกันนะจ๊ะ www.theeugenia.com

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

Wish list (1)



ภาพมะกี้เป็นซองที่ห่อกล่องมา
ในกล่องหนึ่งมีขนมแบบนี้ 20 ชิ้น ราคา 1,000 เยน หรือราวชิ้นละสิบบาทกว่า (ไม่แพงๆ)

ขนมหนึ่งชิ้นอยู่ในคัพที่ทำจากกระดาษเจ๋งมาก ไม่มัน ไม่ร่อนออกจากเนื้อขนม แต่ยามจะลอกเนื้อขนมก็ช่างทำได้หมดจดพอดี๊พอดี

1 ชิ้นกินได้ราว 2 คำสตรี
ฉัน พอชิมไป 1 เล็ม ก็อยากจะเล็มต่อไปจนหมดชิ้น เพราะไม่อยากจบความอร่อยเร็วเกินไป

ลองสืบดูแล้วไม่มีใครเอามาขาย
อาจเพราะมันหมดอายุไวมาก
เหมือนจะแค่ 2 สัปดาห์หรือไงเอง

ลองหาข้อมูลดู เหมือนจะมีจำหน่ายในโตเกียว และสนามบินใหญ่ๆ

งี้..ที่สนามบินคันไซก็น่าจะมีนะ




กันยายน 2552

เมื่อต้นเดือนหัวหน้าได้รับเชิญใ้ห้ไปโตเกียว (อิจฉานิดหน่อย)
และซื้อขนมกลับมาฝากจากนาริตะหลายสิ่ง
แต่สองสิ่งนี้ เพื่อนพ้องที่ทำงานชิมแล้วลงมติว่า จะฝากฉันซื้อกลับมาจากโอซาก้า

(ถ้ายังไม่หายอยากกันเสียก่อน)



Tokyo Tower: เมื่อวาน วันนี้ และพรุ่งนี้?

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama




วันวาน: เด็กหนุ่มวัย 18 พบกับหญิงสาวแสนสง่า ผู้สูงวัยกว่าเขา 20 ปี นับจากวินาทีนั้น สายตาของเขาก็หยุดอยู่เพียงเธอคนนั้น

วันนี้: ทั้งสองกลายเป็นคนรักที่ต้องซ่อนเร้นของกันและกัน ซ่อนเขาจากสามีของเธอ และซ่อนเธอจากแม่ของเขา

คำถามคือ
พรุ่งนี้: เมื่อเด็กหนุ่มเติบใหญ่ สู่วัยฉกรรจ์ ในขณะที่สาวใหญ่ได้แต่ร่วงโรยลง ความสัมพันธ์ของเขาทั้งสองจะมั่นคงอยู่ได้อย่างไร?

เป็นคำถามที่ฉันอยากมีคำตอบให้ตัวเอง หลังจากที่ดู Tokyo Tower (2005)-ที่ไม่ใช่เรื่องของผมกับแม่และพ่อในบางเวลา-จบ 3 รอบซ้อน



หนังเรื่องนี้เล่าถึง รักต้องห้าม
ไม่รู้หรอกว่าใคร หรืออะไร ที่เป็นคนตั้งกติกาว่า ความรักที่ฝ่ายหญิงแก่กว่าถึง 20 ปี มีสามีแล้ว และยังเป็นเพื่อนกับแม่ของฝ่ายชายนั้น “ต้องห้าม” ทั้งโทรุ (Okada Junichi) และชิฟุมิ (Kuroki Hitomi) ก็คงไม่เข้าใจว่าทำไม “ต้องห้าม” แต่ลึกๆ แล้วทั้งสองก็รู้เหมือนๆ กับคนอื่น ว่าแม้ไม่ผิดที่จะรัก แต่ความรักของพวกเขาเป็นความรักที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง

ไม่เพียงเรื่องของโทรุกับชิฟุมิ หนังยังพูดถึงรักต้องห้ามอีกคู่ ที่ถูกเล่าเหมือนจะให้เอามาเปรียบเทียบกันอีกด้วย สำหรับคู่ของคิมิโกะและโคจิ (Matsumoto Jun) เหมือนมาพบกันในจังหวะที่มีคนหนึ่งกำลัง lost พอดีกับที่อีกคนรู้สึกท้าทาย ทั้งสองจึงไม่มีความรู้สึกดื่มด่ำ ซาบซึ้งต่อกัน ไม่มีใครกล้าประกาศให้อีกฝ่ายทิ้งโลกไว้เบื้องหลังแล้วมาอยู่ด้วยกัน คู่นี้ไม่มีอะไรแบบนั้น แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็สร้างแรงบันดาลใจให้แก่กันได้อย่างน่าประทับใจแบบประหลาดๆ ใจ

ฉันเคยมีคนรัก แต่ก็ยังไม่เคยแต่งงาน ฉะนั้นฉันจึงยังไม่เข้าใจหรอก ความรู้สึกที่คนสองคนชวนกันแต่งงานน่ะ มันเป็นยังไง อะไรคือสิ่งที่กระชับคู่แต่งงานเข้าไว้ด้วยกันตลอดเวลายาวนานของชีวิตสมรส หรือทำไมชีวิตการแต่งงานมันจึงทำให้ผู้หญิงสองคนนั้น ทั้งที่อยู่ต่างที่กัน และไม่รู้จักกันเลย lost ไปไกลลิบ (ไม่เห็นสงสัยเลยว่าทำไมผู้ชายถึง lost เพราะรู้ดี ผู้ชายพร้อมจะ lost ได้ทุกสถานะ)



แต่ฉันว่าฉันเข้าใจความรักดี

ฉันว่าฉันเข้าใจด้วยว่าทำไมชิฟุมิถึงทิ้งสามี และโตเกียวทาวเวอร์ไปหาโทรุ ผู้รออยู่ใต้เงาหอไอเฟล ฉันว่าฉันเข้าใจ ทำไมเธอกล้าตัดสินใจอย่างนั้น


ความรักไง





บันทึก
• โตเกียวทาวเวอร์ในเรื่องนี้ ทำหน้าที่คล้ายโตเกียวทาวเวอร์ในเรื่องแม่-ลูก และพ่อในบางครั้งเลย
• (มันเป็นพยานรักของโทรุและชิฟุมิไง)
• พระเอก (Okada Junichi-ได้ข่าวว่าเป็นนักร้องเจป๊อป) หน้าตาดีนะ แต่ถ้าก้นไม่สวยน่าจับ ฉันก็ไม่เห็นความจำเป็นของฉากเปลือย (เห็นแค่ด้านหลัง) อาบน้ำฝักบัวนั้นเลย
• อ้อ นอกจากหน้าตาดีแล้วน้องเขาเล่นดีด้วยนะ
• น้องจุน (Matsumoto Jun) ก็เล่นดีแบบเป็นตัวของตัวเองดีจัง (พี่คิดว่างั้นเพราะพี่ดูน้องมากี่เรื่องๆ น้องก็เล่นได้บุคลิกเดียวกันคงเส้นคงวาตลอดเลย)
• ฮิโตมิจัง เพอร์เซอร์คนสวย แฟนโคดะกัปตันจากซีรีส์ Good Luck นั้นยังสวยจนไม่อยากจะเชื่อว่าในหนังน่ะ ชิฟุมิอายุสี่สิบกว่าเข้าไปแล้ว แต่อยากบอกจังเลยว่า ผมทรงนั้นไม่สวย ชอบบ๊อบเท ที่ชิฟุมิไว้ตอนเจอโทรุครั้งแรกมากกว่า
• ฮิโตมิจังก็เล่นดี จะบอกว่าฉันชอบเสียงแล้วก็สำเนียงเค้าจัง
• ถ้าเลือกได้อยากมีสามีวัยเดียวกันที่บุคลิกมั่นคงแบบสามีชิฟุมิ ไม่ใช่สามีเด็ก โรแมนติก ช่างฝัน แล้วก็หลงฉันเสียขนาดนั้น อย่างโทรุ
• แต่พูดก็พูด ไดอาล็อกตอนบอกลาของโทรุ ทำหัวใจฉันหวั่นไหวเหมือนกันนะ
• หนังเรื่องนี้สวย ดราม่า มีหัวข้อย่อยแทรกในหัวข้อหลักหลายอยู่ ฉันว่าฉันยังเก็ตไม่หมดหรอก และเรื่องของคิมิโกะก็กินใจฉันมากเลย ถ้าฉันเป็นคิมิโกะ ฉันจะทิ้งผัวเฮงซวยอย่างนั้น เก็บข้าวของขึ้นซีตรองสีแดงคันน้อย เปิดซันรูฟ ออกจากบ้านในเวลาที่ซากุระบานเลย
• แต่ฉันจะไม่ไปหาเด็ก (หน้าตาดี) ที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรอย่างโคจิหรอกนะ
• สิ่งที่ชอบมากที่สุด ในหนังเรื่องนี้คือ เพลง Finalist ชื่อ Forever Mine ที่ร้องและแต่งเองโดย Yamashita Tatsurou ฟังทีไร ซึ้งจนน้ำตาจะหล่นทู้กที


วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552

เย็นวันฝนไม่ตก



Love is the dawn of marriage,
and marriage is the sunset of love

(ฮา)





อาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2552

บนชานชาลา
สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส พร้อมพงษ์



วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

สิบปากว่าไม่เท่าชิมเอง



ขนมปังอร่อยดี
ผักกาดแก้วกรอบดี
ซอสอร่อย

ไก่ย่างอร่อย หนยังอร่อยเลย
ซอสเทอริยากิอร่อย



อาทิตย์ที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๒
ดังที่เรียนให้ทราบแล้วว่าไปแถวเอ็มโพเรียมเพื่อการกิน

imoya คือร้านที่จะไป
เหตุเกิดจากแม่อีฟที่เข้ามาทิ้งรอยไว้ในเอ็นทรีโอโคโนมิ ยากิ เมื่อวันก่อน
เอ็นทรีนี้ แม่น้องสาวเห็นแล้วก็มาชวนไปกินฟูจิ

สำหรับฉัน ตราบเท่าที่ยังมีช้อยส์อื่นก็ขอไม่เข้าฟูจิ เลยชวนน้องไปลองอิโมยะกัน
อยากรู้ว่ามีอะไรที่ทำให้อีฟติดใจ

ทว่า อิโมยะเปิืด ๕ โมงเย็น มื้อกลางวันจึงกลายเป็น Mos Burger ไปซะงั้น

อันว่ามอสเบอร์เกอร์นี้บุกเมืองไทยมาได้พักใหญ่ แต่ฉันยังไม่เคยกิน
สัปดาห์ที่แล้วเผยความจริงนี้ให้เพื่อนที่ทำงานแล้วก็ถูกประณามใหญ่โตว่า
เ-ช-ย

โอกาสเหมาะอย่างนี้เลยชวนน้องไปกินเป็นเพื่อน
(น้องบอกว่ากินมอสเบอร์เกอร์จนเบื่อแล้ว)

แล้วก็ทำโน่นทำนี่ รอจนได้เวลาอิโมยะเปิด (เพื่อน้อง-ความจริงพี่ง่วงจะตาย อยากกลับบ้านนอนจะแย่) แล้วก็ไปกินกัน

แต่กินแล้วก็งั้นๆ ไม่ติดใจอะไรกันทั้งพี่ทั้งน้อง
(อาจเพราะว่าเราไม่ได้ดื่มน่ะอีฟ)
แต่กระเป๋าโหว๋งไปมิใช่น้อย T-T

มากินครั้งเดียวก็เห็นจะต้อง
ลาที... อิโมยะ


บังเอิญโดนปล่อยแสง






อาทิตย์ที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๒

นัดน้องสาวไปกินข้าวเที่ยงแถวเอ็มโพเรียม แต่เสียดายมื้อเที่ยงร้านนี้ยังไม่เปิด
ความหิวไม่ปรานีใคร เราเลยขึ้นมากินเบอร์เกอร์บนเอ็มโพเรียม
น้องถามถึงห้องสมุด กะจะอ่านหนังสือรอเวลามื้อเย็น

เห็นความตั้งอกตั้งใจ(จะกิน)ของน้อง พี่เลยพาขึ้นไป TCDC เห็นว่ามีห้องสมุดอยู่

ที่ TCDC เจอคนเยอะแยะ ก็วันนี้เขายังอยู่ในเทศกาล "ปล่อยแสงครั้งที่ 4" Supermarket of Ideas
(จัดให้ ๑๕๐ ศิลปินนำงานสร้างสรรค์มาโชว์ เผื่อมีใครอยากร่วมธุรกิจ)
น้องเข้าห้องสมุดแล้ว พี่เลยโต๋เต๋ดูงาน ได้เก็บภาพมาฝากกันดังที่เห็น


งานนี้เปิดให้ชมกันฟรีๆ ถึงวันที่ ๒๗ กันยายนนี้ เวลา ๑๐.๓๐-๒๑.๐๐ น.
ที่ TCDC ชั้น ๖ เอ็มโพเรียม


ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.tcdc.ot.th จ้ะ


ป.ล. ขออภัยที่ถ่ายภาพห่วย
วัดแสงไปแบบงูๆ ปลาๆ