วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

อาหารแมว : แซนด์วิชบ้านทะเล




แบรนด์แอมบาสซาเดอร์เกือบอดใจโพสท่าไม่ไหว

เพราะว่าเธอเห็นแซนด์วิชแล้วอยากกินมากกกกก



อาทิตย์ที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

ก่อนม้าน้อยจะค้างคืนที่บ้านทะเล น้าแมวเดินทางมากินข้าวเย็นบ้านทะเลด้วยกัน แล้วพากันไปเวียนเทียนวันมาฆะ ที่วัดราชสิทธิ
น้าแมวลากลับบ้านอันไกลโพ้นไปตอนสามทุ่ม

วันรุ่งขึ้นม้าน้อยตื่นมาเล่นกะเล กินข้าวเช้าอิ่ม และเล่นกะเลอีกรอบแล้วจะลากลับไปทำงานฝิ่น พร้อมเป้ใบใหญ่ที่มายืมแม่แอน
แม่แอนใจดี รู้ว่าม้าน้อยจะแวะมาหาแมวก่อนไปซื้อหนังสือทำงาน ก็เข้าครัวไปทำแซนด์วิชชิ้นใหญ่เป้งฝากมา ๑ ชิ้น

ก่อนออกจากบ้าน ม้าน้อยแบ่งแซนด์วิชอีกชิ้นกินกับเลเป็นที่หนุกหนาน
บ้านทะเลเนี่ย ถ้าอยู่นาน สงสัยจะอ้วนนนนนนนน กว่านี้แน่นอน

วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

อาหารแมว : ราดหน้าศรีย่าน




หมี่กรอบราดหน้า





เสารที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

จากท่าน้ำนนท์ กลับเข้าบางกอก
แมวพาแวะกินมื้อเที่ยงที่ศรีย่าน


ราดหน้าร้านนี้ชื่ออะไรไม่ได้จำ
จำได้ว่าอยู่ข้างตลาดศรีย่าน
เยื้องๆ กันเป็นบะหมี่หัวโต
(ไม่แน่ใจว่ากินแล้วหัวจะโตไหม เลยไม่กล้ากิน อิอิ)
ติดกันเป็นร้านของหวานน่ากินมาก
แต่กินไม่ไหวแล้ว

ไว้คราวหน้าจะไปลองชามะละกอนะแมวนะ

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

พระใหญ่เมืองภูเก็ต




จะได้ไฟวันละเท่าไหร่?



เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปแบบร่วมสมัย ขนาดหน้าตักกว้าง ๒๕.๔๕ เมตร ความสูง ๔๕ เมตร โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ประดับผิวด้วยหินอ่อนหยกขาว “สุริยกันต”(สุริยกันตะ) จากพม่า น้ำหนักเฉพาะหินอ่อน หยกขาวประมาณ ๑๓๕ ตัน หรือประมาณ ๒,๕๐๐ ตารางเมตร ประดิษฐาน ณ บนยอดเขานาคเกิด ตำบลกะรน อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

ซึ่งต่อมาก็ได้รับการถวายพระนามจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ว่า “พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี” พร้อมตราตั้งให้เป็นพระพุทธรูปประจำเมืองภูเก็ต เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๑ โดยนายสุพร วนิชกุล ประธานดำเนินการจัดสร้างเป็นผู้รับนมัสการสนองพระเดชพระคุณ....





ข้อความข้างบนคัดมาจาก www.mingmongkolphuket.com

...ฉันไม่เข้าใจเรื่องขนาดเลย
สัญลักษณ์เพื่อเตือนใจให้ไม่ลืมหลักธรรมของศาสนาจำเป็นต้องสร้างให้ใหญ่เข้าไว้อย่างนั้นหรือ?
หรือที่จริงแล้ว เขามีกุศโลบายอะไรอยู่เบื้องหลัง?
เ่ช่น อาจจะเป็นการเตือนให้เราสามัคคี เสียสละ

ถ้าอย่างนั้นแล้วการสามัคคีหรือเสียสละที่ไม่เห็นดอกเห็นผลเป็นวัตถุจับต้องได้ (และใหญ่ขนาดนี้) ล่ะ จะอยากทำกันไหม?

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Emerging Japanese Female Directors

Start:     Mar 6, '10 11:00p
End:     Mar 21, '10
Location:     พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ชั้น 5 สยามพารากอน
เทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่น 2010
Emerging Japanese Female Directors

เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ ร่วมกับ พารากอน ซีนีเพล็กซ์ โดยได้รับความร่วมมือจาก สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ภูมิใจเสนอ "เทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่น 2010 - Emerging Japanese Female Directors" ตั้งแต่วันพฤหัสบดี ที่ 4 - วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม 2553 ที่โรงภาพยนตร์ พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ชั้น 5 สยามพารากอน

คนรักภาพยนตร์ญี่ปุ่นไม่ควรพลาดโอกาสชมผลงานชิ้นเยี่ยมๆ ของผู้กำกับภาพยนตร์หญิงยุคใหม่ ซึ่งมีทั้งเรื่องราวดราม่าหนักๆ จนถึงเรื่องตลก (ออกจะร้าย) เธอเหล่านั้นอาจจะกลายเป็นผู้กำกับในดวงใจของใครต่อใครหลายคนเหมือนผู้กำกับ คุโรซาวะ โอสุ หรือ มิโซงุจิ ภาพยนตร์ที่มาฉายในเทศกาลครั้งนี้ส่วนใหญ่ได้รับรางวัลจากเวทีทั้งในและนอกประเทศ

พิเศษสำหรับปีนี้คือ พูดคุยกับผู้กำกับในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ โดยผู้กำกับ ซาโตโกะ โยโกฮามะ ผู้กำกับหญิงรุ่นใหม่ไฟแรงคนหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นจะมาพูดคุยกับผู้ชมเกี่ยวกับภาพยนตร์ของเธอ

ผู้สนใจเข้าชมสามารถรับบัตรได้ ฟรี โดยรับที่โต๊ะประชาสัมพันธ์หน้างาน 1 ใบต่อ 1 ท่าน 1 ชั่วโมงก่อนการฉายรอบนั้นๆ

ระยะเวลาเทศกาล
วันพฤหัสบดี ที่ 4 - วันอาทิตย์ ที่ 7 มีนาคม 2553
โรงภาพยนตร์พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ชั้น 5 สยามพารากอน
(พิธีเปิดเริ่มตั้งแต่ 19.30 น. วันพฤหัสบดี ที่ 4 มีนาคม 2553)

ตารางการฉาย
พฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม: รอบเปิด
20.00

"Sway" (2006)
กำกับการแสดงโดย มิวะ นิชิคาวะ (120 นาที)


ศุกร์ที่ 5 มีนาคม: ฉายภาพยนตร์ และ พูดคุยกับผู้กำกับ ซาโตโกะ โยโกฮามะ
16.00

"Glasses" (2007)
กำกับการแสดงโดย นาโอโกะ โองิงามิ (106 นาที)
19.00 "German plus Rain" (2007)
กำกับการแสดงโดย ซาโตโกะ โยโกฮามะ (71 นาที)
*หลังภาพยนตร์จบจะมีการพูดคุยกับผู้กำกับ ซาโตโกะ โยโกฮามะ


เสาร์ที่ 6 มีนาคม:
11.00 "The Cat Leaves Home" (2004)
กำกับการแสดงโดย นามิ อิงุจิ (94 นาที)
16.00 "One Million Yen Girl" (2008)
กำกับการแสดงโดย ยูกิ ทานาดะ (121นาที)


อาทิตย์ที่ 7 มีนาคม:
11.00 "The Mourning Forest" (2007)
กำกับการแสดงโดย นาโอมิ คาวาเสะ (97 นาที)
16.00 "Dear Doctor" (2009)
กำกับการแสดงโดย มิวะ นิชิคาวะ (127นาที)

Kekkon Dekinai Otoko : อยากโสด ใครจะทำไม?

Rating:★★★★★
Category:Other


เลือกซีรีส์เรื่องนี้มาดูเพราะเชื่อว่ามันตลก อีกส่วนก็เพราะอยากรู้ ทำไมผู้ชายคนนี้ถึง ‘ไม่สามารถแต่งงาน’

ก็ชื่อ Kekkon Dekinai Otoko (結婚できない男) มันหมายความว่า The Man Who Can't Get Married น่ะสิ

แล้วฉันก็ได้พบคำตอบคล้ายกับที่ตัวเองเคยคิดไว้ว่า เมื่อเราสามารถพึ่งพาตัวเองได้ทุกเรื่อง การอยู่คนเดียวมันจะเป็นชีวิตที่แสนสบาย และเป็นตัวของตัวเองสุดๆ กินอย่างที่อยากกิน อยู่อย่างที่อยากอยู่ ดูหนัง ฟังเพลง แต่งตัวอยู่บ้าน แม้แต่จะจัดบ้านยังไง มีระเบียบหรือไร้ระเบียบแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับใจเราคนเดียว ไม่ต้องคอยห่วงความเป็นอยู่ ความสบาย ความพออกพอใจ และความสุขของคนที่อยู่ด้วย

พระเอกของเรื่องชื่อ คุวาโน่ ชินสุเกะ (Abe Hiroshi) สถาปนิกโสดวัย 40 เป็นตัวของตัวเอง มีแนวทางการออกแบบที่ชัดเจน ไม่ชอบต่อรอง แม้เขาคนนี้จะทำงานเก่ง แต่ก็มนุษย์สัมพันธ์แย่สุดๆ แถมยังเป็นโอตาคุอ่อนๆ แบบที่ชอบอะไร สนใจอะไรก็จะค้นคว้าจนรู้เยอะ รู้ลึก แล้วเมื่อถึงเวลาก็จะพูดพรูออกมาโดยไม่เห็นแก่หน้าคนอื่น ทำให้คนอื่นเสียหน้า เป็นที่อับอายอยู่หลายครั้งหลายครา

เขามีความมีความสุขเงียบๆ กับไลฟ์สไตล์ส่วนตัว กลับจากทำงานก็จะแวะร้านเช่าดีวีดี เลือกหนังโอตาคุสักเรื่องสองเรื่อง แวะซื้อของกินเดิมๆ ที่ร้านสะดวกซื้อร้านเดิม (แล้วก็ไม่เคยมีบัตรสะสมแต้มสักที) เดินข้ามสะพานกลับแมนชั่นไฮโซ ปรุงอาหารกินเองบ้างในบางวัน (ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ตัวเองชอบกิน แล้วก็กินแบบไม่แคร์สุขภาพหรืออะไรทั้งสิ้น) จากนั้นก็จะรินนมสด ๑ แก้ว มาวางข้างโซฟาที่ตั้งอยู่หน้าเครื่องเสียงซึ่งเล่นเพลงคลาสสิก ในแนวตามแต่อารมณ์วันนั้น แล้วก็ออกท่าทางราวกำลังคอนดักเพลงนั้น ด้วยอารมณ์ที่แสนจะ ‘อิน’

จนกระทั่งวันหนึ่ง เสียงหัวร่อต่อกระซิกของ มิจิรุ (Kuninaka Ryoko-น้องคนนี้เคยเจอแล้ว ในโฮตารุ) สาวข้างห้องที่กำลังห้าม ‘เคนจัง’ ไม่ให้ทำอะไรบางอย่างทำให้เขาเปลี่ยนเพลง เพิ่มโวลุ่ม กวนประสาทเพื่อนบ้านเล่นซะงั้น ทันใดนั้นผลกรรมที่ได้กระทำไว้ก่อนก็ทำให้เกิดอาการปวดท้องอย่างหนัก มิจิรุ ที่โต้ตอบเสียงน่ารำคาญด้วยการทุบ-ถีบผนังห้องยังไงก็ไม่ได้ผล กำลังเดินมากดกริ่งเพื่อบอกให้ช่วยเบาเสียงพอดี เธอเลยกลายเป็นผู้ช่วยชีวิตคุวาโน่ไปในที่สุด

ที่โรงพยาบาลของครอบครัวน้องเขย คุวาโน่ได้พบกับ นัตสึมิ (Natsukawa Yui) หมอสาววัยปลายสามสิบที่กำลังเหงาๆ และหวั่นไหวเล็กน้อยสถานภาพ ‘โสด’คุวาโน่เกือบโดนหมอนัตสึมิตรวจประตูหลังในครั้งนั้นแล้วเชียว ถ้าเขาไม่ออกอาการดื้อแพ่งจนหมอระอา

แน่ละมันเป็นเรื่องที่ดูแล้วอารมณ์ดี แต่สาระสำคัญที่ซีรีส์เรื่องนี้พูดถึงไม่ใช่ความพยายามที่จะพ้นไปจากความเป็นโสด การจับผู้ชายหรือผู้หญิงเหมาะๆ ให้ได้ เพื่อที่จะแต่งงาน มีครอบครัว สิ่งที่พูดถึงคือ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับคนอื่น และความแตกต่างระหว่าง ‘อยากมีความรัก’ กับ ‘อยากแต่งงาน’

สุดท้าย ซีรีส์เรื่องนี้ยังสอนว่า เป็นตัวของตัวเองได้ ไม่ชอบต่อรองได้ แต่ควรจะอ่อนโยน รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพราะไม่ว่าเราจะพอใจอยู่เป็นโสดหรือแต่งงานมีครอบครัว เรายังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบใหญ่ที่มีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เต็มไปหมด และการอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างสันติสุขนั้น อบอุ่น มีชีวิตชีวากว่าอยู่คนเดียวเยอะเลย



บันทึก
• เป็นซีรีส์ที่ให้เกร็ดความรู้เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ และภาษาญี่ปุ่นจนน่าปลื้่มใจ
• มีความรู้สึกว่ารับส่งกันได้ดีมากเลย ระหว่างคนเขียนบทกับคนเล่น และผู้กำกับ บทของคุวาโน่ เหมือนเขียนมาให้อาเบะโดยเฉพาะ หรือไม่คนเขียนบทอาจจะเขียนบทแบบนี้ให้อาเบะ ฉันไม่แน่ใจ
• อีกเรื่องที่ทำให้นึกชอบซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่องนี้ขึ้นมาอีกคือ มันเป็นซีรีส์ดูสนุกและมีคุณภาพ โดยไม่ต้องมีภาพหวือหวาของ love scene ไม่ต้องมีนางเอกหรือนางอิจฉาสวยอึ๋มแต่งหน้าเข้ม แต่งตัวเซ็กซี่ ไม่ต้องมีบทสนทนาเผ็ดร้อนรุนแรง มันดูเป็นเรื่องจริงเลยล่ะ ที่แม้จะเป็นสาวโสดที่ไม่สวย ไม่สาว ไม่อึ๋ม ก็พบรักได้ ถ้าเจอคนที่ ‘ใช่’ และเข้ากันได้ (อ๊ะ! ..ตรงนี้ไม่เกี่ยวกับฉันหรอกนะ)
• อีกอย่างหนึ่ง เวลาจะประเมินคุณค่าของเพศตรงข้าม หลักการเก่าๆ ที่เราจะดูเพียงแค่ หน้าตา บุคลิก รสนิยม หน้าที่การงาน รายได้ ฯลฯ เรื่องภายนอกพวกนี้คงเป็นอะไรที่ผิวเผินมาก เพราะคุณค่าที่จริงของคนเรามันอยู่ในชั้นที่ลึกเข้ามาจากเปลือกพวกนั้น
• เราอาจจะคิดไปได้ว่าเขาเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แต่เขาจะเป็นแบบที่เราคิดหรือไม่นั้นมันอีกเรื่อง
• เคนจังน่ารักมาก ทั้งๆ ที่ฉันไม่ได้ปลื้มปั๊กมาก่อน มาดูเรื่องนี้แล้วนึกเอ็นดูมันจัง (ไม่น่าเชื่อว่าจะมีหมาชอบกินแตงกวา)
• ตาเคนจังกับคุวาโน่เหมือนกันจริงๆ ซะด้วยสิ

วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เดียว

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:งามพรรณ เวชชาชีวะ

วันก่อนได้ยิน (จริงๆ คืออ่าน) เจ้แอน-แม่ทะเล เม้นท์ว่า ‘เข้าใจหัวอกคนเป็นแม่’ ไว้ในโน้ตที่ฉันเปรยไว้ว่าจะกลับไปอยู่บ้าน ..ก็ไม่รู้เพราะความเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่หรืออีกเปล่า เจ้ถึงได้ให้ (ด้วยความพิศวาส) หนังสือเล่มนี้กับฉัน (และฉันก็จะให้-ด้วยความพิศวาส-ต่อไปยังน้องรักอีกคน)

นิยายเรื่องนี้อ่านง่าย อ่านลื่น อ่านเพลิน ตามสไตล์ งามพรรณ เวชชาชีวะ ผู้ไม่จำเป็นต้องไซโคคนอ่านด้วยศัพท์ซับซ้อน สำนวนสวิงสวาย วางโครงเรื่องวกวน หวือหวา เพียงเพื่อจะทำให้คนอ่านรับรู้ว่านี่ว่านี่เป็นเรื่องซีเรียสนะจ๊ะ ซีเรียสจริงๆ จ้ะ ..เธอแค่ค่อยๆ เล่าไปเรื่อยๆ ค่อยๆ นำพาเราสู่ความเข้าใจกับเรื่องราวทีละนิด แล้วค่อยไปกดดันเราให้ซีเรียสในจังหวะที่เหมาะ จนในที่สุด เราก็เข้าใกล้ความ ‘เข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อแม่’ ไปกับเรื่องราวของเธอได้

“เดียว” เกิดจากการหายไปของน้องเดียว ลูกคนเดียว ที่เป็นดังแก้วตาดวงใจของคนเป็นพ่อแม่ (เรื่องนี้ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ เพราะที่บ้านก็มีกันตั้งสามพี่น้อง ลูกของตัวเองก็ยังไม่มีโอกาสจะมี) หายในที่นี้ คือโดนลากตัวขึ้นรถตู้นิรนามที่บึ่งหนีไปต่อหน้าต่อตาคนเป็นพ่อ..บาดใจกันขนาดนั้น

เรื่องเกิดขึ้นสิบกว่าปีก่อน ยุคที่อินเทอร์เน็ตและมือถือยังไม่แพร่หลายอย่างนี้ อาศัยแค่กำลังติดตามของตำรวจจึงไม่อาจพาเด็กชายกลับมาสู่อ้อมอกของพ่อแม่ได้

ลูกที่เฝ้าเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอม ยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม จะไปตกระกำลำบากอย่างไร ถูกให้ทำงานที่แย่ สกปรก และเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน จะถูกเขาหักแขนหักขา ควักลูกตาแล้วไปนั่งขอทาน พาไปค้าประเวณี ขนยาเสพติด ไปลักขโมย ฉกชิงวิ่งราว หรือถูกผ่าท้องเอาตับไตมาขาย พ่อแม่ไม่มีทางรู้

ความรู้สึกของคนเป็นพ่อเป็นแม่คงเหมือนใจจะขาด

ที่จริงข่าวแก๊งค์ลักเด็กเอย ฟอร์เวิร์ดอีเมล์ขอความช่วยเหลือตามเด็กหายเอย ข่าวแบบนี้มีมาเรื่อยๆ จนเราชินหู และคงไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไรนัก ถ้าเด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกเต้า หลาน หรือญาติพี่น้องของเรา อ่านจบแล้วฉันเองก็เพิ่งตระหนักนะ ว่า การค้ามนุษย์เป็นปัญหายิ่งใหญ่เหลือเกิน ใหญ่เกินกว่ากำลังของคนเป็นพ่อแม่ ตำรวจ และมูลนิธิช่วยเหลือ

ฉัน ในฐานะเพื่อนร่วมโลกของพ่อ แม่ และลูก ครอบครัวผู้เคราะห์ร้าย ควรมีบทบาทอย่างไรในยามที่ประสบฉากหนึ่งในกระบวนการค้ามนุษย์ เวลาเห็นเด็กชายตัวผอม หน้าหม่น ผิวกร้าน ใส่ชุดนักเรียนสกปรกมอมแมม ถือกล่องบุบบี้ยืนอยู่ตรงตีนสะพานลงจากสถานีรถไฟฟ้า ปากพร่ำพูดแต่ตาไม่สบกับใคร ร้องขอแค่เงินสนับสนุนการศึกษา เวลาเด็กชายพาน้องสาวตัวเล็กมาขายดอกกุหลาบเหี่ยวๆ ในร้านอาหาร เวลาเห็นผู้หญิงนั่งขอทานอยู่บนพื้น ในตักมีเด็กวัยกำลังกินนมนอนหลับคอพับคออ่อนอยู่

ให้ หรือไม่ให้?
หรือควรจะทำยังไงต่อ?
มีอะไรที่เราช่วยได้มากกว่าส่งฟอร์เวิร์ดอีเมล์ไหม?



บันทึก:
• ข้อมูลที่ทำให้สะเทือนใจมากๆ ที่ได้รู้จากนิยายเรื่องนี้คือ วิธีที่เขาทำให้เด็กๆ ไม่กล้ากลับมาหาพ่อแม่ แม้จะจำได้ว่าบ้านอยู่ที่ไหน และเบอร์โทรศัพท์เบอร์อะไร
• การผูกเรื่องของนิยายเรื่องนี้ไม่ถึงกับเนียนเป็นเนื้อเดียวแบบถุงน่องเนื้อดีหรอก แต่ฉันว่างามพรรณประณีตมาก เธอวางแผนเขียนได้แยบยล และลุ่มลึก ฉันเชื่อเธอใช้เวลากับมันนานพอดู (อ่านงานแบบนี้แล้วรู้สึกอยากจะขอบคุณนักเขียนนะ)
• ฉันคิดว่า คนอยากจะเป็นนักเขียนนิยาย อย่างน้อยต้องทำได้อย่างนี้ ถ้าได้ไม่ถึงครึ่งของงานแบบนี้ สำนักพิมพ์โปรดอย่าพิมพ์ให้เปลืองกระดาษ สำนักพิมพ์ที่ไม่คัดสรรงานมาแบบสั่วๆ ก็ไม่น่านับถือในสายตานักอ่านอย่างฉัน
• งามพรรณจบได้เจ็บปวดมาก (ผิดคาด)
• ไม่ค่อยได้อ่านนิยายไทยเขียนใหม่ๆ มากนัก แต่ฉันว่า นิยายอย่าง ‘เดียว’ เนี่ย ไม่เสียเวลาอ่านเลย
• อ่านท่อนท้ายในรถไฟขากลับ เผลอน้ำตาไหลโดยไม่ตั้งตัว หวังว่าจะไม่มีคนสนใจ
• (ถึงมีคนสนใจก็ใช่ว่าฉันจะแคร์นี่นะ)
• สุดท้ายนี้ขอจบด้วยคำขอบคุณเจ้แอน ผู้เมตตา แล้วก็มอบของดีๆ ให้ม้าน้อยมาตลอด