วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2552

ภารกิจเริ่มต้นปี : กินซีฟู้ด


หน้าตาดิชิมิ?
ตัวโตด้วยนะ

อาทิตย์ที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๒

มีนัดไปกินซีฟู้ดที่บางปู เพราะใครคนนึงอยากกินซีฟู้ด
ก็ต้องให้อิจิจังมารับนิจัง พากันไปบ้านซังจัง
ก่อนสามสาวจะพากันปุเลงๆ ไปทางบางปู (เราใช้ถนนศรีนครินทร์เส้นเดียวหรือป่าวน้า)
เข้าซอยไหนไม่รุ รุแต่อยู่ข้างสถานพยาบาล เข้าไปในซอยที่ไม่คิดว่าจะมีร้านซีฟู้ดอร่อย
และไปหยุดที่ ภัตตาคารชมทะเล ง้วนเฮง

ซีฟู้ดแบบไชนีส ที่ตอนแรกเกือบทำกอิจิกับนิกรี๊ด เพราะมันไม่แซ่บ
แต่ด้วยความชาญฉลาดและรสนิยมในการกินอันเป็นเลิศ
ทำให้สามสาวเลือกได้เมนูอร่อยแซ่บกำลังดี ไม่มีมัน (อย่างที่กังวล)

ค่าเสียหายทั้งหมดเจ็ดร้อยกว่าบาท อิจิกับนิจ่ายไปคนละสองร้อย
ที่เหลือคนอยากกินซีฟู้ดจ่าย

แล้วภารกิจแรกก็เสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์

วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2552

Gone with the Wind : a Compatible Couple

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama
ถ้าคุณลืมตาดูโลกในครอบครัวคนมีเงิน เป็นลูกรักของพ่อแม่ ไม่เคยต้องลำบาก มีคนรองมือรองเท้ามาตลอด แล้วคุณก็เป็นคนสวยอย่างยิ่ง คงไม่แปลกที่คุณจะชินกับการได้รับความรัก การมองมาด้วยสายตาชื่นชม ทึ่ง และอิจฉา ไม่แปลกที่คุณจะมีสิทธิ์คาดหวังว่าตัวเองจะเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล เป็นดาวดวงที่ส่องแสงเจิดจ้าที่สุด คอยดึงดูดให้บรรดาดาวสีซีดๆ โคจรเป็นวงรอบ
ถ้าคุณเป็นอย่างที่ว่ามา ..คงจะไม่แปลกเลย ถ้าคุณกลายเป็นคนสวยนิสัยเสียอย่าง สกาเล็ต โอ’ ฮารา

หนังโหมโรงโดยการเล่าถึงความสมบูรณ์พูนสุขของชีวิตเจ้าของที่ดินทางใต้ สมัยที่ยังมีทาสอยู่ ในช่วงปีทศวรรษที่ 1860’s ซึ่งครอบครัว โอ’ ฮารา ก็เป็นหนึ่งในนั้น สงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้กำลังฮึ่มๆ จะรบไม่รบแหล่ แต่สการ์เล็ตไม่ได้สนใจอะไรนอกจาก แอชลีย์ หนึ่งในหนุ่มที่รายล้อมรอบตัวกำลังจะประกาศแต่งงานกับ เมลานี ญาติสาว อิฉันไม่แน่ใจว่าเธอรักแอชลีย์จริงไหมแต่ที่แน่ๆ คือ เธอคงยอมไม่ได้ที่จะเสียเขาไป ถึงกับยอมลงทุนฉุดฝ่ายชายเข้าห้องสารภาพรักก็แล้ว แต่ฝ่ายนั้นยังยืนกราน หนักแน่น ว่าจะแต่งกับคนรัก...ก็หน้าแตกสิ

หน้าแตกต่อหน้าคนที่ตัวเองรักไม่พอ อีตา เร็ตต์ บัตเลอร์ หนุ่มหล่อร้ายคนนั้นยังได้ยินเรื่องทั้งหมดโดยบังเอิญเสียอีก แถมขู่จะแบล็กเมล์ด้วย
..เสียฟอร์มสการ์เล็ตชะมัด
..ยอมไม่ได้-ยอมไม่ได้

มีคนขี่ม้ามาบอกประกาศสงครามพอดี หนุ่มๆ แถวนั้นประกาศสมัครร่วมกองทัพกันใหญ่ (คิดว่าอีกฝ่ายเป็นหมูละสิ) ชาร์ลส น้องชายของแอชลีย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหนุ่มที่รายล้อมตัวสการ์เล็ตดันเข้ามาขอแต่งงานด้วยในตอนนั้น ยัยนางเอกนิสัยเสียเลยตอบตกลงทันที กะประชดคนรัก ชิงแต่งงานก่อน เพื่อความสะใจ

ไม่รู้ได้สะใจไหม เพราะพอผัวไปรบได้ไม่นาน ก็ตาย เพราะโรคหัด (เหอ เหอ) ชีเลยกลายเป็นแม่ม่ายยังเอ๊าะไปในที่สุด

รบกันยาวนาน ทางใต้มีแต่เสียเปรียบ เพราะแสนยานุภาพของอาวุธและก็อื่นๆ บ้านเมืองก็ลำบากขึ้น เริ่มอดๆ อยากๆ กัน พวกผู้หญิงต้องไปช่วยงานพยาบาลทหาร สการ์เล็ตก็ไปกะเขาด้วย แต่เธอไม่ได้มีฟลอเรนซ์ไนติงเกิลอยู่ในหัวใจ ก็เลยพร้อมจะทิ้งงานง่ายๆ แต่สถานการณ์บวกกับสัญญาที่ให้กับแอชลีย์ไว้ ว่าจะช่วยดูแลเมีย คือเมลานี (ศัตรูหัวใจชัดๆ) ซึ่งกำลังท้องใกล้คลอด บีบบังคับให้สการ์เล็ตต้องกลายเป็นผู้นำครอบครัว ตอนนั้นทหารฝ่ายเหนือเดินทางใกล้เข้ามาเรื่อย เพื่อยึดครองดินแดนผู้แพ้สงคราม ญาติผู้ใหญ่ก็หนีหายไปแล้ว หมอก็ต้องพยาบาลทหารเป็นร้อยเป็นพันนั้นก่อน สการ์เล็ตเลยต้องลงมือทำคลอด แล้วก็ให้สาวใช้ไปที่หอนางโลม เพื่อขอความช่วยเหลือจาก เร็ตต์ หนุ่มเจ้าเล่ห์ที่กุมความลับของเธอไว้

เร็ตต์ ซึ่งก็บอกสการ์เล็ตไปตั้งแต่แรกๆ ที่เจอกัน ว่า รัก ก็มาพร้อมรถม้า พาสการ์เล็ต เมลานี ลูกที่เพิ่งคลอด แล้วก็สาวใช้ กลับบ้านที่ทารา (ประมาณว่าอยู่เมืองใกล้ๆ กัน) ดูเหมือนสองคนนี้เห็นใจกันก็ตอนนี้ เร็ตต์เป็นคนที่สการ์เล็ตนึกถึงเสมอในยามลำบาก (โปรดสังเกตว่าเธอไม่ได้นึกถึงแอชลีย์ ชายในดวงใจของเธอ) ส่วนเร็ตต์ก็มองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายใต้รูปโฉมสวยหยิบโหย่งของสการ์เล็ต เขามองออกว่าผู้หญิงคนนี้ร้าย แต่แกร่ง และแข็งแรงพอจะช่วยให้คนอื่นรอดได้ และนี่ก็เป็นเสน่ห์ที่กินใจเขา

ระหว่างทางหนีของตัวละคร หนังทำให้เราทึ่งกับการลงทุนของทีมงานสร้างในสมัยนั้น (คอมพิวเตอร์ตัวแรกยังไม่มีเลย อย่าเพิ่งถามถึง CG) อดสูกับสงคราม สภาพบ้านแตกสาแหรกขาด ความพังทลาย ชนิด Gone with the Wind ของคฤหาสน์หลังใหญ่อู้ฟู่ที่ได้เห็นตอนเปิดเรื่อง

ภาพนี้ทำให้เกิดความรู้สึก แม้แต่คนอย่างเร็ตต์ เขาส่งสการ์เล็ตที่ทางแยก แล้วบอกว่าจะกลับไปร่วมรบกับพี่น้อง สการ์เล็ตใจเสีย ไม่ยอม จนลงทุนต่อว่าเสียๆ หายๆ อย่างเคย แต่ก็ห้ามเร็ตต์ไม่ได้

ภาพต่อจากนั้นเป็นสการ์เล็ตที่เราไม่เคยรู้จัก ในรูปโฉมมอมแมม หัวฟู ผมยุ่ง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง หากแววตามุ่งมั่น ขับรถม้าพาสามชีวิตกลับบ้านอย่างเข้มแข็ง เมื่อถึงบ้าน ก็ได้เห็นสภาพชวนหดหู่ใจ บ้านดูเก่าลง และพังเสียหายไปมาก แววตาล่องลอยของพ่อ และแม่ที่เพิ่งสิ้นใจเมื่อคืนก่อน ยังเหลือแมมมี่พี่เลี้ยงผิวดำที่ไม่หนีไปไหน กับคนรับใช้ชายอีกคน ทั้งบ้านไม่มีอาหาร เหลือแต่หัวผักกาดผอมๆ ในไร่ สการ์เล็ตถึงกับสาบานกับพระเจ้า ว่าต่อไปนี้ชีวิตของเธอจะไม่ต้องทนกับความหิวอีกต่อไป

ดังนั้น เธอจึงทำทุกอย่าง เพื่อให้ทุกชีวิตภายใต้การนำของเธอมีกิน (ตอนนี้มีเยอะมาก แม้พ่อจะตายไปแล้วแต่ก็ยังมีน้องสาวอีก 2 เมลานีและลูก แล้วก็คนใช้อีก 3 ไหนจะพวกที่ทยอยกลับจากสงครามอีก) รวมทั้งต้องรักษาไร่และบ้านทาราเอาไว้ด้วยการจ่ายภาษีแพงถึง 300 เหรียญ เงินเท่านี้ หายังไงก็ไม่ทัน ด้วยความฉลาดแกมโกง เธอจึงบากหน้า กะไปใช้เสน่ก์รีดเงินจากเร็ตต์ ซึ่งตอนนี้ถูกขังในคุกของผู้ชนะสงคราม เร็ตต์บอกไม่มี เงินอยู่ในลิเวอร์พูลโน่น สการ์เล็ตก็กรี๊ดแตก ใช่สิ เธอลงทุนอ่อยขนาดนี้ ยอมลดเกียรติขนาดนี้ เพื่อมาขอเงินเขาโดยเฉพาะเลยนี่นะ

เหยื่อของสการ์เล็ตกลายเป็นหนุ่มใหญ่ที่มาติดพันน้องสาวอยู่ หนุ่มนี่มีหัวทางการค้า เขาจึงตั้งตัวได้เร็วหลังสงคราม แล้วสการ์เล็ตก็รวบหัวรวบหางหนุ่มใหญ่แสนซื่อ (+โง่?) คนนี้ได้ นั่นทำให้เธอรักษาทาราไว้ได้ แม้ว่าจะโดนน้องสาวและคนอื่นๆ เกลียด ...รวมทั้งเร็ตต์ บัตเลอร์ด้วย เขาประชดว่า สการ์เล็ตช่างมีความสามารถในการแต่งงานกับคนที่เธอไม่รัก ถ้าเธอรอเขาอีกหน่อยก็คงไม่ทำอย่างนี้หรอก

สการ์เล็ตเสียสามีคนนี้ไปในเวลาต่อจากนั้นไม่นาน เหตุการณ์นี้เร็ตต์ได้เข้ามาช่วยเหลือเธอเช่นเคย แต่ในที่สุด เขาก็ขอนางเอกของเราแต่งงาน และเธอก็เซย์เยสเสียที (เฮ่อ ลุ้นมาจะสามชั่วโมงแระ)

ได้แต่งกันแล้ว แต่เรื่องยังไม่ยักจบ มีคนตามใจแล้วสการ์เล็ตก็นิสัยเสีย แม้จะมีลูกแล้วก็ยังเอาแต่ใจตัวเองสุดๆ เหมือนเดิม เอวใหญ่ขึ้นนิ้วครึ่งก็ประกาศว่าจะไม่มีลูกอีกแล้ว จะล็อกห้องด้วย (ผัวยอมได้ไง?) พี่เร็ตต์เองก็มีจุดอ่อนคือ รักผู้หญิงคนนี้เสียเหลือเกิน พอมีเหตุมาสะกิดใจว่าเมียยังไม่ลืมคนรักเก่า พี่เค้าก็ถอดสีหน้าเป็นน้อยใจแทบไม่ทัน ก็ทะเลาะมีปากเสียงกันไป
ก่อนจะจบด้วยการอุ้มขึ้นเตียงเพื่อลงโทษ (หวาววววว.....ว)

มันคงเป็นคืนที่สุขสมดี เพราะสการ์เล็ตตื่นขึ้นอย่างแช่มชื่น ถึงกับนอนร้องเพลงหงุงหงิงอยู่บนเตียง ที่ไหนได้ ผัวเข้ามาบอกว่าจะพาลูกไปอังกฤษ แต่ก็ต้องกลับมาก่อนกำหนดเพราะลูกยังเล็ก แถมไม่มีแม่ไปด้วย อยู่กันสองพ่อลูกไม่รอด กลับมาแล้วพี่เร็ตต์ยังไม่หายงอนเมีย เมียบอกท้องอีกแระ เจือกถามว่าลูกใคร (ห่า-มันน่าถีบให้ตกกระไดนัก) เมียโมโห ง้างจะตบหน้าแต่สงสัยจะใส่ชุดนอนกรุยกรายไปหน่อย เลยกลิ้งตกบันไดไปซะงั้น (บันไดแม่งโคตรสวย เหมือนทำมาให้นางเอกกลิ้งโดยเฉพาะ)

พอเริ่มหายดี เริ่มจะเข้าใจกันแล้ว แม่ลูกสาวตัวน้อยดันมาตกม้าคอหักตายซะอีก โอ๋ยยยย...สงครามชีวิตยังไม่จบ ผัวปิดประตูอยู่กับศพลูกอยู่ 2 วัน เมียก็เพิ่งแท้ง ร้อนถึงแมมมี่ ต้องไปเชิญเมลานีซึ่งพี่เร็ตฟังเสียงมากล่อม เจ๊เมลานีแกบอบบางอยู่แล้ว มารู้เรื่องทราจิกคนบ้านนี้เข้าชีก็ป่วยบ้าง คราวนี้เล่นเอาร่อแร่ ถึงขั้นสั่งเสียทีเดียว

เธอสั่งเสียสการ์เล็ต ซึ่งที่จริงชาวบ้านเม้าท์มาตลอด ว่ารัก อยากได้ผัวของเธอว่า แต่เมลานีฝากสการ์เล็ตดูแลผัว แต่อย่างให้เจ้าตัวรู้ แล้วก็ให้ Be kind to Captain Butler. He loves you so..
อิฉันแสนซึ้งถึงน้ำใจตัวละครตัวนี้ เมลานีมองทุกคนในแง่ดี และทั้งรักและชื่นชมสการ์เล็ตด้วยน้ำใสใจจริงมาโดยตลอด กับผัว เธอก็ให้เกียรติ ไม่เคยจิกถามว่ายังไงกับผู้หญิงคนนี้ แล้วจะยังไง ห้ามนะ ฯลฯ ไม่มีเลย

พี่เร็ตต์พอเห็นเมียเขาตายก็หึงจัด กลัวเมียตัวเองจะได้สมรักกับคนรักเก่า ก็ผลุนผลันกลับบ้านไปเก็บเสื้อผ้า ฝ่ายสการ์เล็ตก็วิงวอน ร้องขอ บอกว่ารัก อย่าทิ้งกันไปเลย พี่เค้าก็เด็ดขาด ทิ้งไปจริงๆ

ผัวไปแล้ว แม่เมียก็คิดไม่ตกว่าจะทำไงดี (ให้ผัวกลับมาน่ะ) สับสนๆ สูญเสียๆ อย่างนี้มันก็น่าคิดไม่ออกหรอก แต่แล้วในที่สุดเสียงของพ่อที่เคยพูดด้วยเมื่อตอนยังเป็นเด็กสาวก็แว่วเข้ามา ก็เลยคิดถึงบ้าน กลับไปตั้งหลักที่บ้าน แล้วค่อยคิดว่าจะเอาผัวกลับมายังไง ..แล้วหนังก็จบ

........


ไม่รู้ว่าพี่เร็ตต์จะกลับมาหาเมียยังไง เมื่อไหร่ แต่อิฉันเชื่อว่าสองคนนี้เขามีแรงดึงดูดต่อกัน เขา passion ในกันและกัน ยังไงเขาก็คงได้พบกันอีก สการ์เล็ตน่ะ ถึงจะข่มผู้ชาย แต่ก็ข่มพี่เร็ตต์ไม่ลง ยังนึกถึงพี่เร็ตต์ทุกครั้งที่ลำบาก ในขณะที่พี่เร็ตต์ก็ยอมตลอดเพราะรัก พี่เร็ตต์เอง นอกจากหล่อวายร้ายแล้วยังทั้งฉลาดเฉลียว รู้ทัน และหาเงินเก่ง ต้องผู้ชายอย่างนี้เท่านั้น ถึงจะอยู่กับสการ์เล็ตได้

คนคู่นี้ เขาไปคบกับคนอื่นก็คงไม่มันส์เท่ากลับมาคบกันเหมือนเดิม
อิฉันเชื่อเช่นนั้น




บันทึก:
• Gone with the Wind (ชื่อไทย=วิมานลอย) ฉายรอบปฐมทัศน์ในปี 1939
• หนังมีความยาวทั้งสิ้น 224 นาที หรือเกือบ 4 ชั่วโมง
• (พระเจ้า! หวังว่าจะมี Intermission สักครั้งสองครั้งนะ)
• หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลออสการ์ถึง 10 สาขา
• หนังสร้างจากนวนิยายรางวัลพิลิตเซอร์ของ Margaret Mitchell
• ว่ากันว่านิยายเรื่องนี้เป็นหนังสือที่มียอดพิมพ์สูงที่สุดในโลก (ก็มันพิมพ์มากี่ปีแล้วล่ะ)
• หนังเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ผัวเมียไม่ควรเถียงกันตรงบันได
• และก็ไม่ควรปล่อยให้ลูกขี่ม้าข้ามเครื่องในท่าไขว้ขาโดยไม่มีหมวกด้วย
• ชอบไดอาลอกหนังโบราณอย่างนี้มาก (Casablanca ก็ชอบ)
• ชอบอารมณ์ขันที่คนเขียนบทใส่ให้ตัวละคร มันช่างขันในแบบฉบับของตัวละครตัวนั้นจริงๆ
• อิฉันรู้สึกรักเรื่องราวใน Gone with the Wind มาก ตัวละครทุกตัวมีมิติน่าประทับใจ น่าหลงใหลทุกตัว
• บทก็เขียนขึ้นอย่างดี พิถีพิถัน ใส่รายละเอียดสอดคล้องกันให้ logic กับเรื่องดีมาก
• Production สุดเริ่ดอลังการ
• สงสัยว่า ปริศนา กะบ้านทรายทอง จะได้แรงบันดาลใจจากหนังเรื่องนี้
• ผลของสงครามกลางเมืองครั้งนั้นคือ เลิกทาส และธงชาติอเมริกันที่ใช้แบบเดียวทั้งประเทศ แล้วอะไรอีกหว่า???


วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2552

Henry & June : ร้อยชู้หรือจะสู้ผัว

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama
ศุกร์ที่ ๒ มกราคม ๒๕๕๒

สองสามวันมานี้ดูหนังที่สร้างจากหนังสือของ Anaïs Ninไป ๒ เรื่อง คือ Delta of Venus เมื่อวันก่อน กับ Henry & June (1990) ในวันนี้ และตัดสินใจว่าจะเขียนถึงเรื่องหลังนี้เรื่องเดียว

Anaïs Nin คือนักเขียนเรื่องอีโรติกหญิงคนสำคัญ เธอทำงานในยุคแกสบี้ ก็ช่วงปีทศวรรษที่ 1930’s หรือช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั่นแหละ อิฉันว่ายุคนี้มันสำมะคันทีเดียวทั้งในยุโรปและอเมริกา เพราะเป็นช่วงที่หนุ่มสาวปัญญาชนและคนชั้นกลางเริ่มเสาะแสวงหาความหมายของการมีชีวิต เริ่มตั้งคำถามที่เป็นปรัชญาหัวข้อเกี่ยวกับความรัก ความสัมพันธ์ การแสวงหาความสุข (คนยุคนี้เค้าเล่นฝิ่นกัน) หาสารพันวิธีมาปรนเปรอตัวเอง แต่งตัวกันสวยงาม ผลิตเพลงดีๆ ที่เป็นแม่ของแจ๊ซ พร้อมๆ ไปกับการมุ่งมั่นตามหาความฝันของตัวเอง
(อิฉันว่าบรรยากาศของยุคนี้มันเหมือนฟองสบู่สวยๆ ลวงๆ ที่พองขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะแตกโพละเพราะการบุกยุโรปของเยอรมันน่ะ-ก็ไม่รู้ถูกหรือเปล่าหรอก)

Henry & June เป็นบันทึกของอนาอิส สาวช่างฝันที่มีพรสวรรค์ในการเขียน แรกเริ่มเดิมที่เธอก็คงจะเป็นผู้หญิงใสๆ มองโลกในแง่ดีประสาคนมีชีวิตไม่ลำบาก แต่สงสัยเพราะเธอเดาะหัวก้าวหน้า หยิบวรรณกรรมลามกจกเปรตน่ารังเกียจ ฯลฯ จนคนยุคนั้นต้องห้ามไม่ให้พิมพ์ ของ D.H. Lawrence มาอ่าน (โธ่เอ๊ย กะอีแค่ชู้รักเลดี้แชตเตอร์เลย์ แค่นี้ต้องห้ามอ่านด้วย) ก๊อเลยทำตัวก้าวหน้า อยากจะเป็นนักเขียนหญิงที่เขียนหนังสือแก้ต่างให้คุณลอเรนซ์นักเขียนที่เธอบูชาซะหน่อย

คุณบรรณาธิการจอมฉวยโอกาสคงเอ็นดูเธอเป็นพิเศษ จึงสั่งสอนให้ว่า ถ้าอยากจะรู้เรื่องเซ็กซ์มากๆ ต้องหาประสบการณ์ (ถึงจะอยากด่าคุณบอกอจอมหื่นมาก แต่อิฉันขอยกย่องทัศนคติต่อเรื่องนี้ของอนาอิส เธอว่าเธอสงเคราะห์)

แล้วอนาอิสกับสามีผู้แสนดี คือฮูโก ก็ได้รู้จักกับ Henry Miller นักเขียนอเมริกันไส้แห้ง ผู้มีอุดมการณ์เดียวกันกับลอว์เรนซ์และอนาอิส ว่าเซ็กซ์มันคือธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องน่าละอายต้องที่ต้องแอบทำกันเงียบๆมืดๆ (ฮ่าฮ่า) อนาอิสถูกชะตาเฮนรี่อย่างแรง แรงขับทางเพศมันคงจะโดนกันล่ะอิฉันว่า ยิ่งเธอรู้ว่าเฮนรี่มีแรงบันดาลใจเป็นจูน เมียคนสวยเจ้าอารมณ์แล้ว เธอยิ่งชอบใจ พาตัวเข้าไปสนิทสนมกับสองผัวเมียนี้ลึดขึ้นทุกที

ถ้าจะถามว่ากรณีนี้ อนาอิสหลงรักผัว หรือหลงรักเมียมากกว่ากัน อิฉันคงตอบยาก แต่บอกได้ว่า เธอ passion กับทั้งสองคนไปคนละแนว คนนึง อย่างที่ผู้หญิงจะดึงดูดกัน และอีกคน ในแบบหญิงชายที่ตื่นเต้นได้อารมณ์สุดเหวี่ยง ในแบบที่สามีไม่เคยริอ่านป้อน

อนาดิสหลงจูน เพราะจูนคือผู้หญิงที่ทำให้เธอทึ่ง จูนมีชู้รักเป็นผู้หญิง จูนปั่นหัวผู้ชาย เธอทึ่ง แล้วเริ่มเรียนรู้ที่จะเป็นอย่างนั้นบ้าง พอดีกับที่เฮนรี่มาหลงเธอ เลยทำให้เธอเป็นชู้กับเขาไปซะงั้น (สถานการณ์อย่างนั้นมันเป็นอย่างอื่นไม่ได้แล้วค่ะ คุณขา)

อิฉันเองก็คอยดูอยู่ว่า แล้วคุณฮูโกผู้สามีจะรู้ไหมว่าเมียแอบไปนอนกับชายอื่นทุกบ่อยๆ อิฉันว่าเธอรู้นะ แต่ว่า เธอรักเมีย และก็ไม่ได้รักอย่างหัวปักหัวปำด้วย อนาอิสเองก็ไม่ได้หลงชู้จนหน่ายผัว เธอยังรักผัวเหมือนเดิม นำประกายไฟสวาทที่ชู้จุดให้มาเผื่อแผ่ผัว คุณผัวก็รู้ว่าเมียเปลี่ยนไป (ในทางที่ยั่วขึ้น) ก็เลยยิ่งเครซี่คุณเมียใหญ่

การค้นหาความหมายของการเป็นผู้หญิง ซึ่งที่จริงมันก็คือการหาประสบการณ์ในการเป็นนักเขียนอีโรติกของอนาอิสดำเนินไปอย่างหวือหวา แต่ผู้กำกับ Philip Kaufman ไม่ได้เล่าในแบบแฟนตาซีจนเซอร์เรียล
ฉากรักล้วนสวยงาม ใช้บอกเล่าความรู้สึกที่ตัวละครมีต่อกันได้อย่างชัดเจน (โดยไม่ต้องโป๊ขนาด Lust Caution….แต่เรื่องนั้นมันก็สมเหตุสมผลของมันนะฮะ)

ความฝันของอนาอิสเกือบเป็นจริงแล้ว (ฝันของเธอคือการร่วมรักกับจูนฮะ) แต่ดันหลุดปากบอกจูนไปว่าเคยนอนกะผัวของชีไปเสียก่อน ก็เลยอด อดไม่พอ หัวใจของผู้หญิงสองคนนี้แตกสลายทั้งคู่

รวมทั้งเฮนรี่ซึ่งต้องเสียทั้งเมียทั้งชู้ในเวลาเดียวกัน...แหม๋ มาถึงขั้นนี้แล้ว ถ้ายังทนอยู่กันต่อไปจะมีความสุขไหมฮะเนี่ย

ตอนอนาอิสถือต้นฉบับออกจากอพาร์ตเม้นต์ชู้ในเช้ารุ่งขึ้น เธอเดินออกมา น้ำตากลบตา แต่หูได้ยินเสียงแตรรถ
...ใครจะเชื่อว่าผัวมารับ พร้อมถามว่าโอเคไหม?...โอว อิฉันซึ้งใจพี่ฮูโกจริง

หนังจบตรงนี้ ในฉากที่อนาอิสนั่งเคียงผัวอยู่บนรถเปิดประทุน น้ำตาไหล ผัวไม่ถามอะไร แต่ขอมือไปจับ ชอบเสียง voice over ของอนาอิสตอนนี้ฮะ

That morning I wept
I wept because I loved the streets that took me away from Henry
And would lead me back to him
I wept because the process by which I had become a woman was painful
I wept because from now on I would weeps less
I wept because I had lost my pain and was not yet accustomed to its absence



บันทึก
• เคยอ่านเรื่องสั้นแปลของอนาอิสตั้งแต่ยังเป็นเด็กแบเบาะในทางวรรณกรรมอีโรติก
• หนังสือรวมเรื่องสั้นแปลของอนาอิส (โดยพี่บาร์บ) เล่มเดียวที่มีอยู่ที่แม่ลูกหมู
• (ยืมชั้นไปนานกว่าอายุลูกหมูตั้งปี เมื่อไหร่แกจะคืนยะ??)
• ชอบเรื่องของอนาอิสที่มันคลาสซี่ ไม่โจ๋งครึ่มจนดูหื่นต่ำอย่างเรื่องของนักเขียนหญิงอื่นที่เคยอ่าน
• เรื่องนี้อูม่าสาวมาก สวยมาก เป็นผู้หญิงที่สวยทั้งปาก และตา หน้าอก และขา (โอ้ย แล้วยังจะบลอนด์ยั่วๆ นั่นอีก!)
• อูม่าในบท June เป็นแค่ supporter แต่แค่นั้นก็เล่นดีมากแล้วนะ ทั้งบทดราม่าและอีโรติกเลย
• Maria de Medeiros เล่นเป็นอนาอิสก็เล่นดีมาก เธอเป็นผู้หญิงธรรมดาที่มีรูปร่างสวยมากด้วย (อูม่าเป็นนางแบบไง)
• หนังเรื่องนี้เพลงเพราะมาก ชอบที่เขาเอาเพลง Edith Pief มาใช้ มันเหมาะเลยล่ะ
• พอเอา Henry & June มาเทียบกันแล้ว หนัง Delta of Venus เลยกลายเป็นหนังอาร์ธรรมดาๆ ไร้เรื่องราว โปรดักชั่นก็งั้นๆ เล่าเรื่องก็งั้นๆ ไปซะงั้น
• คำถามเก่าผุดขึ้นมา...หรือที่จริงแล้วเราสามารถรักคนสองคนได้ในเวลาเดียว?

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552

เรดาร์แมว : แมวตลาด





พฤหัสบดีที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๒
ภารกิจที่วัดเสร็จสมบูรณ์ ก็ไปต่อที่ตลาดคลองสวน

แมวแถวนี้มีเยอะกว่าหมา (แต่ขี้หมาเพียบเรยนะฮะ)
จับภาพมาได้เพียง ๒ เหมียวเอง

เรดาร์แมว : แมววัด





พฤหัสบดีที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๑

ไปถวายสังฆทานที่วัดนาคราช อำเภอบางบ่อ สมุทรปราการ
ไปจากถนนอ่อนนุชนี่แหละ ขับตรงไปเรื่อยๆ เลยกิ่งแก้ว เลยมอเตอร์เวย์ ไปเรื่อยๆๆๆ จนสุดเขตป้ายหาเสียง ลงสะพานปุ๊บก็บ้านนอกปั๊บ ก็เริ่มมองหาวัด

แล้วพี่ผึ้งก็สะดุดใจกับป้ายวัดนี้ แกว่าแกเกิดปีงูใหญ่่

วัดนาคราชนี่หลวงพ่อเล่าว่าอายุ ๑๐๐ กว่าปี สร้างตั้งแต่สมัย ร.๕ เหมือนว่าสมัยก่อนเขามากันทางสำเภา (เออ ใช่ แถวนี้ใกล้ปากอ่าวแล้ว)
ได้ฉลองร้อยปีไปเมื่อสองสามปีก่อน

หมาแมวที่นี่มีมาก ประสาวัด แต่สภาพไม่ค่อยน่าอุ้มชูเลย
ไม่ได้เห็นแมวซึมขนาดนี้นานแล้ว สงสารจัง

เที่ยวตลาดร้อยปี คลองสวน


คลองสวนกะบางบ่ออยู่ไม่ไกลกันหรอก

พฤหัสบดีที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๑

วันเริ่มต้นของปีอย่างนี้ต้องเริ่มต้นด้วยการทำเรื่องดีๆ
เช่นการไปหาเพื่อตามนัดตรงเวลา
แต่อิฉันก็...สายอีกตามเคย
ดีที่วันนี้พี่ผึ้งไม่กริ้ว

เราซื้อของขึ้นรถออกตระเวณหาวัดเหมาะๆ (เหมาะใจน่ะ) เพื่อถวายสังฆทาน
พี่ผึ้งขับไปทางอ่อนนุช ไปเรื่อยเฉื่อยเลย เพราะว่าวันนี้สบายมาก
อากาศดี รถน้อย


ก่อนพบวัดนาคราช เราเห็นป้ายตลาดคลองสวน ๑๐๐ ปี ก็ให้ตื่นเต้นนัก
อะไรกัน ตลาดนี้อยู่แถวๆ บ้านเราเอง (ออกมาไม่ถึง ๒๐ กิโล)

เสร็จจากวัดเลยเลยไปหาของอร่อยๆ กินกันหน่อย

ตลาดนี้เป็นชุมชนเก่า อายุเป็นร้อยปี (ก้ออย่างชื่อเขาแหละ)
เดินๆ ไป นึกถึงตลาดน้ำดอนหวายขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
(ดันมีเป็ดพะโล้ แต่ไม่ชุกอย่างที่นั่น) ดูเหมือนที่นี่เค้าเน้นของเล่น
ของเล่นสไตล์เรโทรเท่านั้น

เราสองคนแก่แล้ว เลิกเล่นของเล่น เลยถ่ายรูปอย่างเดียว
ซื้อของกินนิดหน่อย (พี่ผึ้งไม่ได้กิน เพราะแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวลืมทำ พี่ผึ้งก็ร้าย พอรู้ว่าเค้าทำไม่อร่อยก็เนียน ไม่ทวงออร์เดอร์) แล้วก็ซื้อขนมนิดหน่อย กะข้าวโพดปิ้ง ๒ ฝัก

ดีใจที่มาวันนี้ เพราะคนไม่มาก แต่ร้านเปิดเต็มฮิ



อยากรู้จักตลาดน้ำคลองสวนหรอ อยากรู้ว่าไปไงใช่ไหม?
...ถามกูเกิลสิยะ

ท้องฟ้าวันปีใหม่


เวลาสิบโมงเกือบครึ่ง
(มีนัดสิบโมงครึ่งฮะ -__-)

๑ มกราคม ๒๕๕๑
ตื่นสาย เพราะนอนดึก
เข้านอนหลังวันใหม่ นอนไปแป๊บเดียวได้อ่าน sms ข่าวน่าสะเทือนใจรับปีใหม่
จากนั้นก็เลยกระสับกระส่าย หลับๆ ตื่นๆ

แปลกเนอะ หลังคืนอันโหดร้าย จนไม่อยากจะยอมรับว่ามันเป็นความจริง
ท้องฟ้าในเช้าวันใหม่ของปีใหม่กลับสดใส แจ่มกระจ่าง
อากาศก็สดชื่น เย็นสบายเสียจนไม่น่าเชื่อว่าเราผ่านเมื่อคืนมาได้ยังไง

(เหมือนที่ผ่านมาเป็นแค่ฝัน)

สงสัยฟ้าอยากบอกเราว่า อย่าเศร้านาน
แล้วก็ห้ามชินกับความสุข และความทุึกข์
เพราะมันทั้งคู่ไม่มีอะไรอยู่กับเรานาน