วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2552

จิตต์ จงมั่นคง ชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกินครึ่งศตวรรษ


บางครั้งชีวิตของคนคนหนึ่งซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกินครึ่งศตวรรษ ย่อมมีอะไรให้ค้นหาเรียนรู้มากมาย มีใครบางคนเคยกล่าวว่าการเรียนรู้ชีวิต ก็เหมือนกับการเรียนลัด เพราะประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าก่อนที่เคยผ่านทั้งความถูกความผิดมาแล้วอาจจะ เป็นแบบเรียนให้คนรุ่นต่อๆมาได้ศึกษาเรียนรู้โดยมิต้องเอาชีวิตไปทดลองให้ เสียเวลา แต่นำบทเรียนเหล่านั้นมาต่อยอดให้เกิดคุณค่ามากยิ่งขึ้นต่อไป
        ...หากเมื่อใดก็ตามที่เกิดความมุมานะอุตสาหะขึ้นในจิตใจ แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคอันใหญ่หลวงเพียงไหน ฝันที่ราวกับอยู่ไกลเกินเอื้อม ก็อาจใกล้เพียงมือคว้า...
        นี่มิใช่แค่ประโยคปลอบขวัญประโลมใจ หรือคำพูดธรรมดาสามัญที่ปรากฏอยู่ทั่วไป แต่เป็นมุมชีวิตจริงที่เกิดขึ้นกับอดีตเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งมีความฝันอันแรงกล้าบรรจุเต็มหัวใจ ทว่าโชคชะตากลับบันดาลให้เขาต้องเดินไปบนหนทางที่ปูด้วยขวากหนาม
         นับตั้งแต่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก จิตต์ จงมั่นคง มีความจำเป็นต้องลาออกจากโรงเรียน และไม่มีโอกาสได้เข้าศึกษาต่อที่ไหนอีก เนื่องเพราะพี่ชายคนโตเสียชีวิตลง ทำให้เส้นทางของเขา พลิกผันจากเด็กนักเรียนที่เรียนดี เฉลียวฉลาด และน่าจะได้รับโอกาสศึกษาต่อทางด้านแพทยศาสตร์ดังที่บราเธอร์ผู้สอนท่าน หนึ่งเคยปรารภไว้ กลับต้องออกมาทำงานทั้งที่ยังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน
         "ฐานะทางบ้านผมไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พ่อแม่เปิดร้านขายข้าวแกงและขายกาแฟอยู่แถวสี่พระยา ผมก็เกิดที่สี่พระยา ตอนแรกแม่พาไปเข้าเรียนที่โรงเรียนจีนแห่งหนึ่งในย่านตลาดน้อย เรียนกับครูซึ่งติดฝิ่น เวลาสอนครูคนนี้ชอบยืนอยู่ข้างหลังผม เวลาหายใจ กลิ่นก็รดหัวผม ผมบอกครูว่าผมไม่ชอบกลิ่นนี้แต่ครูไม่สนใจ ผมเลยไปบอกแม่ แม่ให้เปลี่ยนโรงเรียน
         ผมจึงมีโอกาสไปเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก พี่ชายคนโตก็เรียนที่นี่ แม่ขอครูให้ช่วยลดหย่อนค่าเล่าเรียน เพราะสมัยนั้นค่าเล่าเรียนเทอมละ ๗ บาท แพงมาก แม่ขอลดหย่อนเหลือ ๕ บาท ส่วนที่ลดหย่อนครูบอกผมว่าต้องช่วยทำความสะอาดโรงเรียน เวลาเลิกเรียนช่วยปัดกวาดโต๊ะเก้าอี้ ให้สะอาดเรียบร้อย แล้วค่อยกลับบ้าน"
          ช่วงเวลานั้น จิตต์ จงมั่นคง ใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก เพียงแค่ ๔ ปี นับจากชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ - มัธยมศึกษาปีที่ ๔
         "ครูบอกว่าสมองผมไบรท์มาก เรียนรู้ได้เร็วมาก น่าจะไปเรียนหมอต่อนะ ผมก็อยากเรียนเหมือนกัน แต่โชคชะตาไม่ดี เกือบๆจบม.๔ พี่ชายคนโตที่เป็นสปอนเซอร์ให้ผมได้เรียน เสียชีวิตลงก่อน พี่ชายผมคนนี้จบ ม.๘ที่อัสสัมชัญ แล้วได้เข้าทำงานที่โรงพิมพ์ฝรั่งแห่งหนึ่ง ทำให้สามารถส่งน้องเรียนได้
         พอพี่ชายคนโตเสียชีวิต ผมก็ออกมาทำงานที่ร้านถ่ายรูปแถวย่านสี่พระยา ขายวิทยุด้วย แต่ผมอยู่ส่วนร้านถ่ายรูป วันหนึ่งมีคนชวนว่าไปดูห้องมืดมั้ย ผมบอกว่าอยากไปดู ช่างห้องมืดเขาก็แสดงการลงน้ำยา ล้างรูปให้ดู แป๊บเดียวได้รูปออกมาแล้ว ผมรู้สึกมหัศจรรย์มาก ตั้งแต่นั้นมารู้สึกสนใจอยากถ่ายรูป
         ผมซื้อกล้องราคาสิบสลึง ซื้อผ่อนนะครับ เพราะสมัยนั้นได้เงินเดือน ๑๐ บาท วันหยุดทีไร ผมก็เอากล้องออกไปตระเวนถ่ายรูป ถ่ายไปถ่ายมาชักจะเก่งขึ้น ออกมาเปิดร้านล้างอัดรูป ร่วมหุ้นกับพี่ชายอีกคน จากนั้น ฐานะเริ่มดีขึ้น ผมซื้อกล้องเยอรมันตัวหนึ่ง พอถึงวันอาทิตย์ มีกิจกรรมที่ต้องทำ คือวันอาทิตย์หนึ่งตระเวนถ่ายรูป อีกวันอาทิตย์หนึ่งเข้าโรงหนัง ดูเรื่องเดียว ๕ รอบเลย นั่งชั้น ๓ ราคา ๑๒ สตางค์ มื้อเที่ยงไม่กิน ที่ว่าดูหนัง ผมไม่ดูนักแสดงหรอก ผมชอบดูแสง ดูเงา ดูมุมภาพ ชอบดูการให้แสงของคนถ่ายภาพ
         คุณเชื่อมั้ยมีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมกำลังถ่ายรูปทางรถไฟ เพราะเห็นมุมสวยดี ปรากฏว่าถูกตำรวจจับ เชิญตัวไปโรงพัก เพราะตำรวจสงสัยว่าผมถ่ายรูปไปทำไม แต่ก่อนจะไปโรงพัก ก็ต้องเอาฟิล์มไปล้างก่อน พอล้างรูปออกมา ตำรวจถึงปล่อยตัว ผมยังงงๆว่าตำรวจจับผมทำไม (หัวเราะ)"
         จิตต์ จงมั่นคง เล่าต่อมาว่าชีวิตในวัยหนุ่มของเขาฝันเพียงแค่ตนเองสามารถถ่ายรูปหากินได้ หากทว่าด้วยบุญกุศลแห่งโชคชะตาที่ยึดมั่นในคติธรรมการดำรงชีวิตหรืออย่างไร ไม่ทราบ ทำให้เขาซึ่งขณะนั้นอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ได้มีโอกาสรับใช้ถวายงานเบื้องพระ ยุคลบาท
        "ตอนสงครามเลิก ผมร่วมทุนกับเพื่อนๆและพี่ชายเปิดร้านล้างอัดขยายรูป โดยการเช่าหน้าร้านโอสถาคาร ระยะนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระอนุชา เสด็จพระราชดำเนินนำฟิล์มมาล้างด้วยพระองค์เอง ผมเป็นคนที่เข้าห้องมืดถวายงานพระองค์ท่าน แล้วหลังจากนั้นต่อมา ทรงให้มหาดเล็กเป็นผู้นำฟิล์มมาล้าง ผมถวายงานล้างฟิล์มแด่พระองค์ท่านเป็นเวลา ๓๗ ปี รู้สึกภูมิใจมากที่สุดแล้วในชีวิตนี้"
         ต่อมาไม่นาน ก็ได้แยกหุ้นกับพี่ชาย ออกมาเปิดร้านล้างอัดรูปเอง โดยตั้งชื่อร้านว่า "จิตต์ จงมั่นคง" ขณะเดียวกันก็ไม่เคยละทิ้งด้านการฝึกฝนการถ่ายภาพ
         "สมัยก่อนต้องทำเองหมดทุกกระบวนการ ต้องเรียนรู้ขั้นตอนที่ยากก่อน แล้วถึงจะมาเรียนรู้ในสิ่งที่ง่าย เรื่องการถ่ายรูปผมเรียนรู้ด้วยตนเอง ฝึกถ่ายรูปในกรุงเทพฯ หลายๆที่ และต้องบันทึกไว้หมดว่ารูปนี้ อากาศขนาดนี้ เปิดหน้ากล้องเท่าไหร่ ใช้ความไวแสงเท่าไหร่ แล้วสมัยนั้น ค่ารถเมล์ถูกมากนะ ๒ สตางค์ จากบ้านสี่พระยา นั่งรถเมล์ไปถ่ายรูปในเขาดิน ๒ สตางค์ ไปเขาดินเกือบทุกอาทิตย์เลย หรือระหว่างทางถ้าเห็นที่ไหนถูกใจก็ลงไปถ่ายรูปไว้
         ผมขวนขวายหาความรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพด้วยการอ่านหนังสือของอเมริกาและอังกฤษ ถ้าคำไหนอ่านแล้วไม่เข้าใจ ผมก็เปิดดิกชันนารี"
         ศิลปินอาวุโสกล่าวว่าสมัยนั้น ชีวิตต้องกินอยู่อย่างมัธยัสถ์ เพื่อเก็บเงินเอาไว้ซื้ออุปกรณ์กล้องและซื้อหนังสือเพื่อศึกษาด้านการถ่าย ภาพด้วยตนเอง
         "แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมไม่เคยลืมเลย ในระหว่างที่ยังเรียนอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ชั้น ม.๓ พอเลิกเรียน ผมชอบไปร้านหนังสือในเซ็นทรัล ซึ่งตั้งอยู่ที่สี่พระยา เข้าไปดูหนังสือสอนการถ่ายภาพ เจ้าของร้านเป็นใครไม่ทราบ ผมเข้าไปดูทุกเย็น จนกระทั่งวันหนึ่งคุณเตียง เจ้าของเซ็นทรัล เอ่ยปากอนุญาตให้ผมยืมหนังสือไปอ่านที่บ้าน คงเห็นว่าผมมาทุกเย็น โอ้โฮ ตอนนั้นผมรู้สึกดีใจมาก เราไม่ต้องซื้อหนังสือเอง มีคนใจดีให้ยืม เพียงแต่คุณเตียงบอกว่าอย่าทำยับนะ อ่านเสร็จแล้วก็ให้มาคืน"
         คงไม่มีใครคาดคิดว่า เด็กหนุ่มผู้มีฐานะยากจนที่โชคดีได้รับความเอื้ออารีจาก เตียง จิราธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลในครั้งนั้น วันหนึ่งเขาจะเติบโตเป็นนักถ่ายภาพผู้ยิ่งยง ได้รับรางวัลเกียรตินิยมสูงสุดมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซ้ำยังเคยมีโอกาสได้ไปแสดงงานภาพถ่ายของตนเองที่ประเทศเดนมาร์ก ฮ่องกง อีกทั้งในปีพุทธศักราช ๒๕๓๘ ก็ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่ายศิลปะ) จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
         "ผมถือคติว่ากรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว เพราะฉะนั้นชีวิตจึงต้องมีความอดทน มีความขยันจากประสบการณ์การทำงานผมได้ความรู้ต่างๆมากมาย แต่ไม่ใช่ว่าพอได้แล้วก็ลืม ในชีวิตของการทำงานในห้องมืด ผมไม่เคยล้างฟิล์มของลูกค้าเสียเลย เพราะเราต้องทำด้วยความละเอียด ละเมียดละไม ใครล้างฟิล์มไม่เก่ง เข้าห้องมืดไม่มีเทคนิค ก็จะไม่ได้ภาพที่สวย
         และการถ่ายภาพให้สวย ผมคิดว่า ประการแรก ต้องมีจินตนาการ ประการที่ ๒ ภาพที่สวยต้องได้อารมณ์ ได้สมดุลของภาพ ประการที่ ๓ ภาพนั้นต้องแสดงความรู้สึกให้ผู้เห็นภาพดูแล้วเกิดความเศร้าใจ ดีใจ หรือสุขใจ ปัจจัยเหล่านี้สำคัญ เพราะภาพขาวดำมีเพียง ๓ สี คือ สีขาว สีดำ สีเทา เพราะฉะนั้น เราจึงต้องช่วยแต่งภาพให้ลูกค้าด้วย เพื่อให้ภาพนั้นมีความรู้สึกมากขึ้น
          ความจริงผมชอบภาพขาวดำมากกว่าภาพสีนะ แต่ตอนหลังลูกๆหลานๆบอกว่าผมเชย" (หัวเราะ)
         ครั้งหนึ่ง เมื่อผลงานภาพถ่ายของ จิตต์ จงมั่นคง เริ่มเป็นที่ยอมรับ และตัวเขาเองก็มีชื่อเสียงด้านการถ่ายภาพนิ่ง ทำให้ได้รับงานถ่ายภาพโฆษณาของโฟล์คสวาเกน ซึ่งผลงานที่ออกมาเป็นที่ฮือฮามากในสมัยนั้น
        "หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ กับหม่อมเจ้าปิยะรังสิต ซึ่งเป็นพี่น้องกัน ท่านเปิดร้านขายรถโฟล์ค บังเอิญโชคดีท่านบอกผมว่าปีนี้ทำปฏิทินนะ ช่วยถ่ายรูปให้ด้วย ผมตระเวนถ่ายรูปทั่วประเทศเลย ออกไปถึงเขมร ลาว รู้สึกว่าทำงานแบบนี้ก็สนุกดี ตอนนั้นซื้อกล้องตัวใหม่ด้วย เลนส์ก็แพง ขาตั้งกล้องก็แพง เพราะขาตั้งธรรมดาที่เคยใช้ ใช้ไม่ได้ มันหนักมาก
         ผมคิดว่างานถ่ายภาพคืองานศิลปะ สิ่งสำคัญต้องมีจินตนาการ ภาพต้องมีอารมณ์ ดูแล้วให้ความรู้สึก และภาพต้องมีน้ำหนักของแสง คนถ่ายภาพก็ต้องรู้จักมองโลกในแง่ดี เพื่อให้ผลงานนั้นออกมาดีที่สุด
         ความจริงงานถ่ายภาพ สนุกก็สนุก เหนื่อยก็เหนื่อย สนุกตรงที่หามุมถ่าย ไม่ใช่จะถ่ายมุมไหนก็ได้ เราต้องหามุมให้เจอ
          งานเขียนภาพกับงานถ่ายภาพนี่ความยากง่ายต่างกันนะ อย่างการเขียนภาพ ถ้าไม่ชอบใจก็ลบทิ้ง วาดใหม่ได้ แต่งานถ่ายรูป เป็นวิทยาศาสตร์ ต้องใช้เทคโนโลยี และต้องอาศัยปัจจัยทางธรรมชาติ ถ้าแสงเงาไม่ดี รูปนั้นก็จะออกมาไม่สวย"
          ตลอดชีวิตการทำงาน ศิลปินอาวุโสยอมรับว่าเขาได้ค้นพบปรัชญาที่ดี และงานถ่ายภาพมีความหมายต่อชีวิตมาก
         "ทำให้ชีวิตของผมมีความรุ่งเรือง รู้จักมองโลกในแง่ดี ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ถ้าเรามองโลกแต่ในด้านร้าย ชีวิตก็คงอับจน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปรัชญาชีวิตของคนถ่ายภาพ คือต้องมีความขยัน มีความอดทน อดทนนี่สำคัญที่สุด อดทนที่จะรอเวลาให้เราได้ถ่ายภาพที่ดีที่สุด ใจต้องเย็นด้วย ไม่อย่างนั้นเราจะไม่ได้ภาพที่ดี ไม่เหมือนสมัยนี้ ส่วนใหญ่ใช้กล้องดิจิทัล ภาพไม่ดีก็กดลบทิ้ง ถ่ายใหม่ได้ แต่สมัยก่อนต้องใช้ฟิล์ม ซึ่งค่าฟิล์มแพงมาก ถ้าถ่ายออกมาแล้วรูปไม่ดี ก็เปลืองฟิล์ม
         เทคนิคต่างๆในการถ่ายภาพ ผมเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ตัวเอง แล้วต้องดิ้นได้ ไม่ใช่หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง ต้องหามุมถ่ายภาพเป็น น้ำยาในการล้างรูปก็สำคัญ เพราะสามารถเปลี่ยนอารมณ์ของภาพได้ เราต้องเรียนรู้ให้หมดว่าน้ำยาแต่ละตัวทำหน้าที่อะไร ถึงจะได้ภาพที่เราต้องการ"
         ด้วยความมุ่งมั่นอุตสาหะและมีฉันทะต่องาน จิตต์ จงมั่นคง ถึงกับออกปากในวันนี้ว่า เกียรติประวัติสูงสุดสำหรับชีวิตของนักถ่ายภาพธรรมดาๆคนหนึ่งเช่นเขา ก็คือรางวัลภาพชนะเลิศพระราชทานจากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
        "รางวัลนี้ทำให้นักถ่ายภาพอย่างผมรู้สึกภาคภูมิใจมากที่สุด ผมได้รับรางวัลชนะเลิศพระราชทาน จากภาพถ่ายชื่อว่า 'เมื่อพายุโหม' ซึ่งเป็นภาพที่ผมส่งเข้าประกวด และต้องแข่งขันกับบรรดานักถ่ายภาพนานาชาติ ปีนั้น ผมจำได้ว่ามีคนส่งภาพเข้าประกวด ๔,๐๐๐ กว่าภาพ ภาพของผมได้รับรางวัลชนะเลิศ รู้สึกภูมิใจที่สุดในชีวิต
         และเมื่อได้รางวัลแห่งความภาคภูมินั้นมาแล้ว เราต้องรักษาให้ดีที่สุด ไม่ควรหลงระเริง"
          นั่นเป็นคำกล่าวช่วงสุดท้ายของการสัมภาษณ์ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่ายศิลปะ)...จิตต์ จงมั่นคง...
          บางครั้งชีวิตของคนคนหนึ่งซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกินครึ่งศตวรรษ ย่อมมีอะไรให้ค้นหาเรียนรู้มากมาย มีใครบางคนเคยกล่าวว่าการเรียนรู้ชีวิต ก็เหมือนกับการเรียนลัด เพราะประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าก่อนที่เคยผ่านทั้งความถูกความผิดมาแล้วอาจจะ เป็นแบบเรียนให้คนรุ่นต่อๆมาได้ศึกษาเรียนรู้โดยที่มิต้องเอาชีวิตไปทดลอง ให้เสียเวลา แต่นำบทเรียนเหล่านั้นมาต่อยอดให้เกิดคุณค่ามากยิ่งขึ้นต่อไป


--------------------------------------------------------------

นายจิตต์ จงมั่นคง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่ายศิลปะ) ปี 2538 ได้ถึงแก่กรรมแล้ว ด้วยโรคหัวใจและปอดติดเชื้อ เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. วันที่ 7 เมษายน ที่โรงพยาบาลศิริราช รวมอายุได้ 87 ปี โดยทางญาติจะนำศพนายจิตต์ไปไว้ที่วัดธาตุทอง กำหนดสวดอภิธรรมศพ ตั้งแต่วันที่ 8-10 เม.ย. ณ ศาลา 3 วัดธาตุทอง เวลา 19.00 น. และพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 11 เม.ย. เวลา 19.00 น.

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2552

โชคดี-มีไข่แดง 2 หน่วย



และดูอีโรติกมากมาย





วันจันทร์ที่ 6 เมษายน 2552

กลับบ้านเมื่อไหร่เป็นได้ประกอบอาหารเช้ากินเองเสมอ
เพราะมื้อนี้แม่ไม่อยู่ ไปตลาด
คราวนี้พบว่ามีไข่ไก่สีอ่อนๆ อยู่ในตู้เย็นจำนวนหนึ่ง
ทราบความว่าเป็นไข่ไก่บ้านจากหลังสวน (อำเภอหนึ่งของชุมพร)
(ไก่บ้านในที่นี้หมายถึงไก่ที่เลี้ยงแบบปล่อย ให้เขาจิกหาข้าวเปลือก หนอน ลูกปาล์ม ดอกปาล์มที่มันร่วงอยู่ในสวนกินเอง-เป็นไข่ที่ดีนะ อิฉันว่า)

คุณว่าที่น้องสะใภ้เอามาฝากคุึณว่าที่แม่ ผ นั่นเอง

บุคคลที่สามอย่างอิฉันเลยพลอยมีลาภปาก

วันแรกกินไข่ดาวดับเบิล (กินลูกเดียวไม่พอ เลยตอกอีกลูกไ้ว้เคียงกัน มันจะได้มีเพื่อน)
ไข่น้องสะใภ้อร่อยจริง สดดึ๋งกว่าไข่ตลาดมากมาย แม้กลายเป็นไข่ดาวสุกๆ แล้ว (ชอบกินแบบนี้) เราก็ยังสัมผัสได้ว่าไข่แดงมันมีเนื้อมีหนัง ไม่ได้แห้งเหี่ยวเหมือนไข่ไก่ฟาร์มตามตลาด

วันต่อมาอยากลองไข่เจียว (ดีนะที่คิดจะกินไข่เจียว)
ตอกใส่ถ้วยปุ๊บ นึกว่าตัวเองเล่นกลได้
ก็ไข่้ใบนี้มีไข่แดงสองฟอง

ไข่แฝดน่ะเอง
ถ้าตอนนี้มี ผ แปลว่าอิฉันจะได้ลูกแฝดใช่ไหม?

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2552

ปริศนา : สัตว์โลกดุ๊กดุ๋ย




อาทิตย์ที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๒

เปิดโอ่ง จะตักน้ำ ทำให้เจ้าดุ๊กดุ๋ยตกลงมาจากปากโอ่ง ๑ ตัว
ยังตีหน้าซื่อเกาะขอบอยู่อีกตัว

นี่มันอะไรกัน ทาก หรือหนอน หรืออะไรกันแน่
มันกินอะไรเป็นอาหาร
มีพิษป่าว หรือว่าแค่มันมาหาที่เย็นๆ อยู่

อย่างไรก็ตาม หลังถ่ายรูปจนพอใจ อิฉันก็แซะมันออกจากที่ที่มันพอใจ
เอาไปปล่อยไว้ในพงอีกพงนึง ห่างจากโอ่งพอประมาณ
ในวันต่อมาก็ไม่เห็นมันมาเกาะที่เดิมอีก




วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2552

(ต้น)ถั่วพูเป็นงี้เอง





เช้าอาทิตย์ที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๒

เย็นวานแม่เรียกไปช่วยเก็บถั่วพู แม่ปลูกอยู่นิดหน่อยไม่ได้ฉีดยา ปลูกเอาไว้กินเอง แล้วก็ขายนิดหน่อย พอขำๆ

ก็เพิ่งเห็นว่า(ต้น)ถั่วพูมันเป็นอย่างนี้เอง (เคยเห็นแต่ถั่วผักยาว) มีดอกคล้ายๆ อัญชัน เกือบทักแล้วเชียว

(ไม่งั้นมีหน้าแตก)
ได้ชมไปว่า ดีนะ ปลูกถั่วแล้วดินดี แม่ก็ยิ้ม แล้วก็ยุว่าให้ปลูกถั่วแขกดิ อร่อยนะ หากินยาก
แม่ก็ไม่ว่าไร สงสัยกลับมาคราวหน้าก็ได้กิน

ดีจัง
ดีจัง




บางภาพจากบนรถไฟ





ศุกร์ที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๒

บางภาพระหว่างเดินทางกลับบ้าน

วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2552

คนสมุยหายไปไหน?






ความเปลี่ยนแปลงเป็นสัจธรรมของชีวิต ต่อให้ไม่มีอะไรมากระทำต่อวัตถุเลย มันก็ต้องเปลี่ยนไปเพราะความเสื่อมอยู่ดี

 

อิฉันเองย้ายมาอยู่บางกอกนานจนอนุญาตให้ตัวเองเปลี่ยนเป็นคนบางกอกไปเรียบร้อยแล้ว หลังผ่านการปรับตัวจนคุ้นชินกับสภาพแวดล้อม จังหวะชีวิตของเมืองที่เป็นส่วนผสมนัวๆ จากความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติของผู้อยู่อาศัยอย่างเนียนๆ หาความสุขได้ตามอัตภาพ และแทบไม่รู้สึกว่าชีวิตในบางกอกไร้คุณภาพ ต่ำต้อย หรือขาดอะไรเลยไปเลย

 

ต่อเมื่อมีโอกาสเดินทางไปทำงานบนเกาะสมุยเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมานั่นแหละ จึงได้ตระหนักถึงบางสิ่งของเกาะสมุยที่บางกอกไม่มี และเชื่อว่าต้องใช่สิ่งนี้แน่ๆ ที่เป็นเสน่ห์ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้เดินทางมายังเกาะสมุย

 

มันคือ ฟ้าใส-ทะเลสวย ของสมุย เกาะเมืองร้อนที่มีอากาศโปร่ง หายใจสะดวก ถึงจะร้อนแต่เดี๋ยวๆ ฝนก็จะตกลงมาช่วยปรับดีกรีของอากาศให้เย็นลงมาหน่อย แต่ไม่ต้องห่วง เพราะอีกเดี๋ยวแดดก็ออก อากาศกลับแจ่มใสเหมือนเดิม

 

สิ่งที่สมุยมีแต่บางกอกไม่มีนี้ จริงๆ มันมีมาแสนนานแล้ว สิ่งที่สมุยมีเหมือนบางกอกต่างหาก ที่เพิ่งเกิดขึ้นพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง

 

ความเปลี่ยนแปลงมาถึงเกาะสมุยด้วยพลานุภาพแห่งเสน่ห์ดึงดูดของฟ้าใส-ทะเลสวยนั่นแหละ อิฉันว่ามันทั้งดึง ทั้งดูดทุกอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นเงิน และคน

 

ช่างน่าสงสัยนัก ว่าตลอด 3 วันของการทำงานบนเกาะ ไฉนอิฉันจึงแทบไม่ได้พบปะพูดจากับคนท้องถิ่นสมุยเลย

 

พนักงานหน้าตาสวยคมที่ฟร้อนต์ออฟฟิศเป็นลูกผสมอินเดีย-จีน-อังกฤษ ไม่มีส่วนที่เป็นไทย แต่เธอพูดไทยคล่องปรื๋อเพราะย้ายมาอยู่เกาะสมุยได้ 13 ปีแล้ว อีกคนสวยอวบ ผิวดีแบบคนทางเหนือ ส่วนคนผู้ชายบุคลิกอ่อนหวานมีสำเนียงเหมือนคนกรุงเทพ สปาเธอราปิสต์น้ำใสใจคอน่ารักคนนั้นเป็นชาวกาฬสินธุ์ อิฉันแอบได้ยินช่างไฟอู้กำเมืองกันอย่างออกรส คนสวนที่ทำงานกลางแจ้งเป็นชาวต่างชาติ (ไม่แน่ใจว่าใช่พม่าไหม) พนักงานเสิร์ฟในห้องอาหารเป็นคนใต้ล่าง (เดาจากสำเนียง) พอได้ออกจากที่พัก ไปย่านการค้าแถวหาดเฉวงยิ่งรับประกันได้เลยว่า 90% ไม่ใช่คนสมุย แม้กระทั่งในร้านขายขนมฝรั่งที่เพื่อนพาไปกินนั่น คุณเชฟก็ยังเป็นฝรั่ง คนขับรถโรงแรมที่พากลับสนามบินไม่มีสำเนียงทองแดงติดแม้แต่นิด แม้กระทั่งพนักงานรับเช็คอินก่อนขึ้นเครื่องก็สำเนียงเหน่อแบบวัยรุ่นบางกอก

 

เก็บข้อมูลจากการสังเกตแล้วอิฉันก็สงสัยมันต่อไปตามประสา คนจากถิ่นอื่นเหล่านี้มาอยู่ (มาทำงาน) บนเกาะสมุยนานแค่ไหนแล้ว? แต่ละคนอยู่นานไหม? เขากิน-อยู่กันอย่างไร? มีการรวมกลุ่มกันไหม? แล้วพอถึงวันประเพณีประจำถิ่นของเขา เขาฉลองอย่างไร? หรือที่จริงแล้วคนต่างที่ต่างถิ่นที่พลัดมาอยู่บนเกาะสมุยเขาต่างคนต่างอยู่ เพราะนี่มาอยู่เพื่อทำงาน ไม่ได้มาตั้งรกราก???

 

คนสมุยจริงๆ ชนิดที่เกิดบนเกาะ ใช้ชีวิตบนเกาะ พูดจากภาษาถิ่นใต้สำเนียงเพี้ยนหูแบบคนสมุยที่อิฉันได้สัมผัสระหว่าง 3 วันบนเกาะสมุย ดูเหมือนจะมีแค่เพื่อนกับครอบครัวของเพื่อนเท่านั้นเอง

 

แล้วคนสมุยจริงๆ ไปอยู่ที่ไหนกันหมด?

 

บ้านเรือนจริงๆ ของคนสมุยเป็นแบบไหน? อาหารการกินล่ะ? ประเพณีประจำถิ่นของคนสมัยยังมีอยู่ไหม? (ที่นี่เขาชักพระเหมือนที่สุราษฎร์หรือเปล่า?) แล้วสมัยนี้คนสมุยเขาทำอาชีพอะไรกัน?

 

คนสมุยยังอยู่บนเกาะสมุย แต่อยู่ในที่ที่นักท่องเที่ยวไม่ได้เจอ หรือว่าย้ายไปอยู่ที่ไหนแล้ว? เกาะสมุยล่ะ เลี้ยงคนที่ไหลมาเทมาตามแรงดึงดูดของ ฟ้าใส-ทะเลสวย ไหวหรือเปล่า? น้ำพอไหม? แล้วไฟล่ะ? เหตุการณ์บ้านเมืองความสงบสุขของเมืองสงบ ทำสวน ทำประมง เปลี่ยนไปเป็นเมืองท่องเที่ยว อยู่ได้ด้วยงานบริการ และการค้า

 

ความเปลี่ยนแปลงทำให้คนสมุยเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง???

 

สงสัยเสียจริง 


วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552

Vicky Christina Barcelona : บาร์เซโลนาแสนงาม กับ ผู้หญิงสามแบบ

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama

Vicky Christina Barcelona (2008) ชื่อหนังที่มาจากการสมาสชื่อสวยๆ ของผู้หญิง 2 คน กับเมืองสวย 1 เมือง คือหนังเรื่องใหม่ของปู่ Woody Allen ที่น้องหนูนามจูเนียร์สารภาพว่าสอยมาเพียงเพราะภาพแขน+นมอวบๆ กับปากอิ่มๆ เพียงเสี้ยวเดียวของน้องหนู Scarlett Johansson ที่ปรากฏอยู่ในปก DVD (ผี) แผ่นนี้ เสร็จแล้วก็เพียรมาคุยอวดอิฉันเหลือเกิน สำทับด้วยการถาม พี่ดูหรือยัง มัน...ดีนะ
(สำหรับจูเนียร์แล้ว อย่างอื่นๆ จะยังไงก็ได้ ขอให้มีสการ์เล็ตออกมาสร้างความชุ่มชื่นหัวใจมั่ง นิดๆ หน่อยๆ มันก็จะ ....ดี แล้ว)

อิฉันบอกแน่จริงก็เอามาให้ดูมั่ง เขาก็เอามาให้ดู แถมสั่ง-พี่ เขียนรีวิวด้วยนะ
(ประจำ)

หลังจากที่ได้ชมแล้ว อิฉัน (ซึ่งก็ชอบดูอะไรๆ ของยัยสการ์เล็ตเหมือนกัน) พบว่าสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าดู และน่าจำ (แม้จะไม่ได้จำในฐานะมาสเตอร์พีซของปู่วูดดี้) มีอีกหลายประการ อย่างแรกที่โดดเด่น ประทับตา ประทับใจมากคือ ความเซ็กซี่ของ Javier Bardem (อ่านอย่างสแปนิชว่า ฆาบิเยร์ บาเด็ม นะจ๊ะ) แล้วก็บทบาทการแสดงของ Penélope Cruz (อันนี้อ่านอย่างสแปนิชว่า เปเน้โลเป ครูซ)

ขอว่าด้วยเรื่องความเซ็กซี่ของฆาบิเยร์ก่อน..สำหรับสาวๆ ที่เคยดูผู้ชายคนนี้ในหนังแค่ 2 เรื่อง คือ No Country for Old Men กะ Love in the Time of Cholera เหมือนอิฉัน แล้วได้เห็นลุคนี้ของเขาเป็นครั้งแรกในหนังเรื่องนี้ ถามหน่อย มีใครไหมที่สามารถอดใจไม่ให้กรี๊ดได้...ฆาบิเยร์เล่นเป็น Juan Antonio Gonzalo ได้ทั้งบุคลิก หน้าตา คำพูดคำจา (อันนี้ปู่วูดดี้จัดให้) แววตา และกริยาท่าทาง การเพอร์ฟอร์มที่แสดงถึงความก้าวร้าว ดุดัน และมั่นใจ ตอนที่เขาเขียนรูป มันเหมือนจะส่งฟีดรโมนออกมายั่วยวนชวนให้หลง ถ้าพ่อคนนี้หลุดจอมาเกี้ยวดิฉันมั่ง เห็นที อิฉันจะรอดยาก

ส่วนแม่เปเน้โลเปคนงาม แม้ไม่รู้มาก่อนว่าเธอซิวออสการ์ไปจากบทที่ปู่วูดดี้ใส่พานถวายนี้ อิฉันก็ต้องขอชื่นชมจากใจจริง ตอนได้เห็นเธอในเวอร์ชั่นนี้มันแอบคิดไม่ได้ว่า นี่ปู่คงชอบเธอเป็นการส่วยตัวเอามากๆ เพราะบท Maria Elena มันเขียนมาเพื่อผู้หญิงคนนี้เลยนี่หว่า ในบทนี้ เปเน้โลเปทั้งสวย ทั้งดุ สมกับเป็นสาวสเปน (บทสาวสเปนคงไม่มีใครเข้าถึงได้สุดๆ ถ้าไม่ใช่สาวสเปน) งานนี้เธอปล่อยไม่ยั้ง เธอไม่เก๊กสวย แต่เล่นอย่างออกแนวระเบิดอารมณ์ และก็ไอ้ความฉุนเฉียว ติสต์แตก แล้วก็เซอร์จนได้ที่ขนาดนี้แหละ ที่เป็นเสน่ห์ของตัวละครตัวนี้ (ส่งไปถึงตัวฆวน อันโตนิโอ ได้อีก) เธอเล่นได้น่าหลงใหลมากเลยล่ะ ขอยอมรับ

จากประสบการณ์น้อยนิดที่พอมีจากการดูหนังของปู่วูดดี้แค่ 3-4 เรื่อง อิฉันพบว่าแนวของปู่แกคือจะเป็นหนังที่นางเอกสวย (เสมอ) เป็นหนังพูด จะมีบทสนทนายาวๆ ของตัวละคร ซึ่งมักจะตั้งคำถามอยู่ 2-3 ข้อ คือ เกี่ยวกับความรัก ความสัมพันธ์ แล้วก็ความเชื่อ (ในพระเจ้า หรือในศาสนาก็ตามแต่) ในหนังเรื่องนี้ แกก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของแกไว้ได้อย่างมั่นคง แต่ก็คลาสสิกสมกับเป็นแก คือมันเป็นหนังที่มีรสนิยม แล้วก็ออกจะอยู่เหนือกาลเวลา (ไม่เชื่ออีก 10 ปีลองเปิด DVD เรื่องนี้ดูอีกทีสิ มันยังไม่เชยหรอก)

ในหนังเรื่องนี้ปู่วูดดี้นำเสนอปฏิกริยาของผู้หญิง 3 แบบที่มีต่อผู้ชายคนหนึ่ง

แบบแรกคือ พวกแม่สีที่แม้จะเคยปล่อยตัวใ้ห้อ่อนไหวกับความรู้สึกประสาผู้หญิง แต่ก็จะพยายามดึงสติ ครองตัวมั่นอยู่กับหลักใดหลักหนึ่งอย่างมั่นคง แล้วก็เลือกจะอยู่อย่างปราศจากความเสี่ยงแบบนั้นแหละ พวกนี้ไม่อนุญาตให้ตัวเองดื่มมากกว่าไวน์ 1 แก้ว แบบที่สองเหมือนสีที่เกิดจากการผสมอย่างเมามัน แนวประมาณสีบานเย็นเมทัลลิก เธอจะเปิดกว้าง อยากรู้อยากเห็น อยากทำความรู้จักและเข้าถึงอารมณ์ความหลงใหล อยากเข้าใกล้นิยามของความรัก แม้จะเริ่มจากกล้าๆ กลัวๆ แต่ที่สุดแล้วก็จะยอมเจ็บ ปล่อยตัวล่องลอยไปตามอารมณ์และความรู้สึกเพื่อเรียนรู้มัน สาวๆ กลุ่มนี้่กล้าพอจะปล่อยตัวเองล่องลอยไปกับภาพแฟนตาซีในควันกัญชา ส่วนแบบที่สามเป็นพวกสีจัดจ้าน มากอารมณ์ความรู้สึก เธอสุดๆ ไปกับการจมดิ่ง ลอยฟุ้ง และหดหู่ไปกับความรู้สึก แล้วก็ระเบิดมันออกมายังกะภาพเขียน Expressionism ไวน์ บรั่นดี แซงเกรีย วอดก้า หรือกัญชามันไม่ใช่แล้ว ระดับเธอต้องประมาณยาอีเท่านั้น

ผู้หญิงแบบแรก จะมีชีวิตที่มั่นคงอยู่บนหลักของการสมรส (ในกรณีที่ได้ผัวดี) แม้จะไม่มีความสุขเลย ทั้งๆ ที่รู้แต่แรกว่าเป็นความปลอดภัย มั่งคั่งที่ต้องแลกด้วยการไม่อาจตอบสนองอารมณ์และความปรารถนาภายในได้อย่างที่เธอพอใจ ผู้หญิงแบบที่สอง ความกล้า และบาดแผลจากความโชกโชนในการใช้ชีวิตจะทำให้เธอรู้จักกับตัวเองมากขึ้น แต่ก็ต้องแลกด้วยสถานะความมั่นคงในชีวิตคู่ อันเป็นปัจจัยโคตรสำคัญข้อที่ผู้หญิงทุกคนต้องการจะเติมให้ชีวิตของตัวเอง

ส่วนผู้หญิงแบบที่สาม แม้จะได้สุดๆ กับสัมผัสของอารมณ์และความรู้สึก แต่ในตอนท้าย อาจจะกลายเป็นคนที่คลั่งเพราะรักไปได้ง่ายๆ

เป็นคุณ คุณอยากรักผู้หญิงแบบไหนมากที่สุด?




บันทึก :
• หนังเรื่องนี้ทั้งเขียนเรื่องและกำกับโดย Woody Allen (ตามฟอร์ม)
• Rebecca Hall ที่เล่นเป็น Vicky น่ารักมาก จะบอกว่าเซ็กซี่ก็ไม่เชิง (แหง๋ล่ะ เล่นหนังเรื่องเดียวกับสการ์เล็ตก็ต้องโดนข่มเป็นธรรมดา) ชอบผมของชี ตาก็สวยดี เปลือกตาบนมันย้อยๆ สไตล์เดียวกับคิม บาซิงเจอร์ เวลายิ่มเห็นฟันหน้าเกๆ ก็น่ารักจริงๆ
• ยัยสการ์เล็ตเป็นสาวอวบที่ใส่อะไรก็น่ารัก น่ากอดไปหมดเลยว่ะ
• อยากไปบาร์เซโลน่ามั่งจังเยย จะได้ไปดูงานของ Antonio Guadi จริงๆ สักที ว่ามันน่ากลัวเหมือนที่รู้สึกไหม แล้วไฉนจึงต้องทำให้มันอลังฯ ขนาดนั้นกันเล่า
• ชนบทของสเปนน่าหลงใหลมาก (เห็นมาหลายเรื่องแล้ว)
• ถ้าเป็นอิฉัน เกิดอยู่กับผัวรวยแล้วรู้สึกไม่มีความสุข อิฉันจะเห็นแก่ผัว ด้วยการสารภาพ ว่าไม่มีความสุข ถ้าตกลงกันว่าเลิกกันดีกว่าก็จะเลิก เพราะอิฉันเป็นพวกตรงๆ คงตีสองหน้า อยู่กับผัวตอนกลางคืน อยู่กับชู้ตอนกลางวันไม่เก่ง
• ไม่รู้คุณน้องจูเนียร์จะถูกใจกับบทความนี้ไหม
• ขอคืนหลังสงกรานต์นะยะ
• Heaven ขอแปะไว้ก่อนนะ
• เผื่อคนอยากอ่านบทความที่เคยเขียนถึง Love in the Time of Cholera ฮะ http://mandymois.multiply.com/reviews/item/33