วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Sweety Praline







วันก่อนเป็นวันเกิดพี่โอ๋
ฉันหาอะไรไม่ทัน ก่อนมาทำงานก็แวะซื้อเอแคลร์วิกตอรี่เบเกอรี่มาแปะ Post-it สุขสันต์วันเกิด วางไว้รอพี่โอ๋มาทำงาน

แต่พี่โอ๋ใจดีมาก ตอนเดินไปรับเค้กวันเกิดตัวเอง ที่สั่งไว้เป็น Praline Cake ซึ่งเพื่อนๆ โปรดไม่เคยเปลี่ยนที่ช็อปของ Neil's Tavern พี่โอ๋ก็ซื้อมาฝากฉันชิ้นนึง

พราลีนเค้กที่ประกอบด้วยช็อกโกแลตชิฟฟ่อนฟูเบา มีครีมกลิ่นรสหอมมอคค่าแทรกตรงกลาง มันอร่อยและเคี้ยวเพลินที่อัลมอนด์เคลือบน้ำตาลที่เทปิดผิวนอกตัวเึค้กไว้เต็มพื้นที่อย่างนี้เอง

ขอบคุณค่ะพี่โอ๋


(ตายจริง พราลีนเค้กร้านนี้ชิ้นละ 92 บาททีเดียวหรอเนี่ย!)
www.neil.co.th

รอยชีวิต

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:Kenzaburo Oe



...ฉันจะใช้เวลาในชีวิตที่เหลืออยู่ของทั้งตัวเองและภรรยาโดยมีเจ้าสัตว์ประหลาดนี่ขี่อยู่บนหลังได้อย่างไร ไม่ว่าจะอย่างไรฉันจะต้องหนีไปจากเจ้าสัตว์ประหลาดตนนี้ให้ได้ ถ้าไม่ทำเช่นนั้นละก็ โอ้! การเดินทางไปแอฟริกาของฉันจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ เบิร์ดถูกผลักดันให้เกิดความรู้สึกปกป้องตัวเองอย่างเร่าร้อน ราวกับเขาถูกไล่ล่าจากทารกสัตว์ประหลาดในตู้อบผ่านกระจกกั้นนั้น เบิร์ดรวบรวมกำลังเข้าต่อสู้ แต่ในขณะเดียวกันเบิร์ดก็รู้สึกอับอายในความเห็นแก่ตัวของตนที่เกาะติดตัวเขาราวกับพยาธิตัวกลมจนเหงื่อไหลไปทั่วร่าง และเกิดอาการหน้าแดง หูข้างหนึ่งของเบิร์ดหนวกสนิท ได้ยินเพียงเสียงเลือดไหลเวียน ดวงตาของเขาแดงก่ำราวกับโดนต่อยด้วยกำปั้นที่มองไม่เห็นแต่มีพลังมหาศาล ความรู้สึกอับอายพัดกระพือไฟร้อนจนเบิร์ดหน้าแดงและน้ำตาคลอ...



คำถามที่เกิดขึ้นระหว่างที่ฉันอ่านหนังสือเล่มนี้ คือ ถ้าฉันต้องตกที่นั่งเดียวกับเบิร์ด ฉันจะหนี หรือเผชิญหน้า

ไม่ว่า Kenzaburo Oe นักเขียนเจ้าของรางวัลโนเบลปี 1994 จะต้องการถามคนอ่านอย่างนั้นหรือไม่ก็ตาม เขาก็ได้เล่าไว้อย่างละเอียดตั้งแต่ปฏิกิริยาผงะหงายในวาระแรกที่เบิร์ดเผชิญหน้ากับลูกชายที่คลอดออกมาพร้อมอาการ "สมองเลื่อน" จนดูเหมือนมีสองหัว ความขัดแย้งในใจ ไปจนหนทางที่เขาตัดสินใจเลือก แม้มันจะทำให้สูญเสียโอกาสในการทำความฝันให้เป็นจริง

ตอนที่หยุดอ่านไปในครั้งแรกเพราะลีลาการเล่าเรื่องมันกดประสาทเสียจนอดกลัวไม่ได้ว่าถ้าอ่านแล้วอินมากๆ จะกลัวการมีลูก และเลี้ยงลูก แต่จริงๆ แล้วไม่เลย กลับมาอ่านจนจบในครั้งนี้กลับได้รู้สึกถึงการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ของจิตใจคนเป็นพ่อเป็นแม่

แม้เป็นเรื่องฮาร์ดคอร์ แต่ก็คุ้มที่อ่านจนจบ



บันทึก:
• “รอยชีวิต” หรือ A Personal Matter โดย Kenzaburo Oe แปลโดย เดือนเต็ม กฤษดาธานนท์ ซึ่งเลือกทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับนักเขียนเจ้าของรางวัลโนเบลปี 1994 ผู้นี้ บรรณาธิกรโดย ดร. รื่นฤทัย สัจจพันธุ์
• โอเอะมีลูกชายคนแรกเมื่ออายุ 29 ปี “ฮิคาริ” ถือกำเนิดในปี 1964 พร้อมกับความพิการทางสมอง และนั่นเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้เขาเขียน “รอยชีวิต” ในปีต่อมา แต่ไม่ว่าโอเอะจะเขียนให้เบิร์ดดูแย่ อ่อนแอ และปอดแค่ไหน แต่สำหรับโอเอะแล้ว ลูกคือแรงผลักดันให้เขาเข้มแข็งและยืนหยัดเผขิญหน้ากับปัญหาอย่างกล้าหาญและสง่างาม
• เป็นการเล่าถึงภาพในสมอง และบรรยายอาการที่แสดงออกมาทางกายได้ surreal มาก ประทับใจกับสำนวน ลีลาของเคนซาบุโร โอเอะ การแปลเองก็เกือบดีแล้ว (คงต้องยกเครดิตให้การบรรณาธิกรของ อ.รื่นฤทัยด้วย) มันเกือบดีแล้วแหละ แต่ที่ติดขัดบ้าง พิมพ์ผิดบ้าง ฉันให้อภัยได้ ต้องขอบคุณด้วยซ้ำที่เขาอุตสาหะแปลให้อ่าน ^_^
• การอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนการติดตามตามข่าวที่รายงานสดจากสมรภูมิรบ ติดตามจนถึงวันที่สงครามสงบและสันติภาพกลับคืนมาอีกครั้ง
• อ่านหนังสือที่อ่านยาก และหยิบๆ วางๆ หลายครั้งเล่มนี้จบแล้วฮึกเหิมอีกแล้ว อ่านโคโคโระกับรอยชีวิตจบ เล่มไหนๆ ก็อ่านจบน่า (ฮา)


Fargo: สุดท้ายก็แห้ว

Rating:★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



ชื่อหนัง Fargo (1996) น่าจะเคยผ่านหูฉันมาบ้างแล้วแหละ เพราะหนังเรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์ตั้ง 7 สาขา แล้วก็ซิวไปได้ถึง 2 รางวัล คือ Best Original Screenplay โดยสองพี่น้อง Joel และ Ethan Coen กับรางวัล Best Actress in Leading Role ที่ให้แก่ Frances McDormand ในปีเดียวกับที่ English Patient ได้รางวัลสาขา Best Picture

แต่ที่ได้มาดูเนี่ย ก็เพราะม่อน วันหนึ่งม่อนบอกว่าหาซื้อหนังเรื่องนี้อยู่ แต่ไม่เจอสักที ฉันอยากรู้ว่ามันเป็นยังไงของมัน ก็ลอง Google ดูบ้างแล้วเลยเจอเว็บขายหนัง Pirate ที่มีหนังเรื่องนี้ขาย ว่าแล้วก็ลองสั่งซื้อซีรีส์ญี่ปุ่นมา 1 ชุด พ่วง Fargo มาเผื่อม่อนด้วย
(ไม่กล้าซื้อเยอะเพราะไม่เคยสั่งซื้อหนังจากเว็บแบบนี้เองมาก่อน-กลัวจะเสียท่า)

หนังมาจากเชียงใหม่ (ออกจะทึ่ง) มาถึงมือวันนี้ ก็เลยเปิดเช็คสักหน่อย ปรากฏว่าชัดดี เสียงดี ซับไทย ไม่มีปัญหานะม่อน (อิ อิ)

เปิดเรื่องด้วยสีขาวแห่งความอ้างว้างของทุ่งหิมะที่เหมือนจะซ่อนความลับที่เศร้าสร้อยบางอย่างเอาไว้ จากนั้นก็ค่อยๆ ปรากฏเป็นภาพรถปิ๊กอัพลากรถอีกคันวิ่งฝ่าหมอกมา แล้วเรื่องทั้งหมดก็ถูกเล่าขึ้น

จะว่าเป็นพล็อตก็ไม่เชิง เพราะเขาบอกไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องว่าดัดแปลงขึ้นจากเหตุการณ์จริงในปี 1987 เริ่มจากผัวร้อนเงินที่วางแผนให้คนมาลักพาตัวเมีย เรียกค่าไถ่จากพ่อตาเศรษฐี แผนที่วางไว้ก็หละหลวม ไม่ค่อยรัดกุมเท่าไหร่ แถมเลือกคนเพี้ยน ไม่เต็มเต็งมาทำงาน ตัวเอง ‘หลุด’ ทำแผนพังไม่พอ ยังทำเงินล้าน ‘หลุด’ ไปด้วย

ผลสุดท้ายก็เลยกินแห้วกันทั่วหน้า

หลายเหยื่อที่่ตายไปก็เหมือนตายเปล่า สังเวยให้ความประสาทเสียของคนซะอย่างนั้นแหละ

สิ่งที่ฉันชอบในหนังเรื่องนี้คือสไตล์ของ Coens ฉันยังไม่เคยดู No Country for Oldmen อันโด่งดังหรอกนะ (ก็ฉันมีโรคต่อต้านสังคมเป็นโรคประจำตัว) หนังเรื่องเดียวของ Coens ที่เคยดูจึงเป็น Burn After Reading (2008) ที่สอง Coens กล้าเอารูปหล่ออย่างจอร์จ คลูนีย์และแบรด พิตต์ ไปปู้ยี้ปู้ยำจนจำไม่ได้ ซึ่งก็พบว่าชอบมาก อินมากกับเรื่องเรียกเสียงหัวเราะที่่เศร้าขมๆ ลึกๆ อยู่ในอกแบบนั้น

เรื่องเล่าใน Fargo ก็เป็นแนวนั้น เป็นมุกที่ทำให้ตบเข่าป้าบในแชแนลแรก แต่ก็จุกอกในแชแนลต่อมา และเอาเข้าจริงๆ มันไม่ใช่แค่เรื่องตลกที่ขำไม่ออกแต่พาลจะทำน้ำตาซึมด้วยซ้ำไป

อย่างไรก็ตาม ฉันพบว่าในหนังฆาตกรรมตลกร้ายเรื่องนี้มีเรื่องที่ทำให้ยิ้มทั้งที่กำลังเศร้าได้ กับความรักเล็กๆ ของผัวศิลปิน เมียตำรวจที่กำลังท้องโต แต่ก็เป็นคนฉลาด สามารถคลี่คลายและจับคนร้ายได้ ฉากที่มีแค่สองคนบนเตียงในช่วงเวลาก่อนเข้านอน และบทสนทนาสั้นๆ กับปฏิกิริยาโต้ตอบของผัวกับเมีย เล่าเรื่องอย่างเรียบง่าย แต่ซึ้ง และอบอุ่นเหลือเกิน

ฉันบอกตัวเองตั้งแต่ยังไม่รู้ว่ารางวัลออสการ์ในปีนั้นตกเป็นของเธอแล้วว่า Frances McDormand นี่แหละ ..ของจริง


บันทึก:
• ตั้งใจมากๆ ว่าจะไปดู A Serious Man ที่กำลังจะเข้าให้ได้!
• นอกจากรางวัลออสการ์ สองพี่น้อง Coens ยังพาหนังเรื่องนี้ไปกวาดรางวัลมาซะเยอะ ทั้งนำแสดงหญิงจาก Bafta Award และผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ปี 1996 ด้วย
• ฉันว่าการ Casting เป็นส่วนสำคัญมากๆ ในการทำหนังเรื่องนี้
• งานกำกับภาพเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ควรศึกษาด้วย หนังเรื่องนี้บันทึกภาพทุ่งหิมะไว้ได้ฟีลลิ่งที่เย็นชาจริงๆ


วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ปริศนา




คนทุกคนมีแรงพลุ่งไปใน ความเกิด ด้วยฤทธิ์ของตัณหาและอุปาทาน. โดยเหตุที่ไม่ทราบว่า ที่แท้อารมณ์ทั้งปวงนั้นก่อตัวพลุ่งขึ้นก็เพียงเพื่อมุ่งกลับสู่สภาพเดิม คือ ความดับ.

เหมือนไม้ไผ่ตัดจากกอไผ่ไปทำขลุ่ยเป่าเสียงดังไพเราะ ก็เพียงเพื่อ ความดับ แห่งเสียงนั้นลงสู่สภาพไม้ไผ่จากกอเดิม; หรือเหมือนไอน้ำจากทะเลพลุ่งขึ้นเป็นเมฆและตกเป็นฝนลงสู่ทะเลตามเดิม.

ความวุ่นที่พลุ่งขึ้น ก็ย่อมดับมอดลงสู่ ความว่าง อันเป็นธรรมชาติเดิมแท้ เพราะฉะนี้แล ความไม่ดิ้นรนทะยานไปในอารมณ์ทั้งปวง ด้วยตัณหาอุปาทาน จึงเป็นความดับสนิทไปแต่ต้นมือแล้ว.



เสียงขลุ่ยหวนกลับมาหากอไผ่
ว่าไผ่ลำตัดไปจากไผ่กอ
เสียงก็หวนกลับมาหากอไผ่
เหมือนไอน้ำจากทะเลเป็นเมฆา

เหมือนตัณหาพาคนด้นพิภพ
วิ่งมาสู่แดนวิสุทธิ์หยุดเกเร
อันความวุ่นวิ่งมาหาความว่าง
ในที่สุดก็ต้องหยุดเหมือนอย่างเคย

จงคิดให้เห็นความตามนี้หนอ
ทำขลุ่ยพอเป่าเป็นเสียงมา
เป่าเท่าไรกลับกันเท่านั้นหนา
กลายเป็นฝนกลับมาสู่ทะเลฯ

พอสิ้นฤทธิ์ก็ตระหลบหนทางเห
ไม่เถลไถลไปที่ไหนเลย;
ไม่มีทางไปไหนสหายเอ๋ย
ความหยุดเฉยเป็นเนื้อแท้แก่ธรรมเอยฯ

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

โคะโคะโระ

Rating:★★★★
Category:Books
Genre: Literature & Fiction
Author:นะทซึเมะ โซเซะคิ



ได้หนังสือเล่มนี้มาอ่านด้วยความอนุเคราะห์ (ให้ยืม) จากม่อน (commonperson) เพื่อนมัลติพลายที่คุยกันมาพักใหญ่โดยไม่ต้องเคี่ยวเข็ญให้เป็นคอนแทกกัน

เข้าใจว่าม่อนจัดหนังสือเล่มนี้มาให้ เพราะรู้ว่าฉันเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่ แต่ตัวเขาจะกินใจกับเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้แค่ไหน และอย่างไร รอเขามาบอกเองน่าจะดี

‘โคะโคะโระ’ เป็นวรรณกรรมซึ่ง นะทซึเมะ โซเซะคิ เขียนขึ้นในปี 1914 ..เกือบร้อยปีมาแล้ว เรื่องความคลาสสิกและการยอมรับจากคนอ่านญี่ปุ่นแทบไม่ต้องพูดถึง หนังสือเล่มนี้ได้รับเลือกให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของเด็กนักเรียนมัธยมปลาย (ไม่แน่ใจว่านานกี่สิบปี)โดยคัดเลือกบทสุดท้ายในจำนวนทั้งหมด 3 บทของหนังสือเล่มนี้

โคะโคะโระ ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึง ‘หัวใจ’ รู้อย่างนี้อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเป็นนวนิยายโรแมนติก หวานแหววดาษดื่น ความรักที่เขาเล่าไว้ในเรื่องมีรสชาติขมขื่น ด้วยคมมีดขูดลึกเป็นแผลเรื้อรังที่กลางใจ และพัฒนากลายเป็นเซลล์มะเร็งไปในที่สุด

ไม่ต้องอาศัยความรู้ภาษาญี่ปุ่นหรอก อันนั้นฉันมีน้อยจนแทบใช้อะไรไม่ได้ แต่พอนึกเอาเองได้ว่าที่โซเซะคิตั้งชื่อหนังสือว่า โคะโคะโระ เพราะนี่เป็นการเปิดเปลือยหัวใจผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งมีวิถีชีวิตแปลกประหลาด โดดเดี่ยวตัวเองจากสังคมด้วยการไม่ทำงานเป็นหลักแหล่ง ไม่คบหาสมาคมกับผู้คน เก็บตัวใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่กับบ้าน กับภรรยาและหญิงรับใช้อีกคน

ทุกๆ เดือน ชายคนนี้จะต้องไปเคารพหลุมศพของคนคนหนึ่งตามลำพัง เราจะพูดว่า กิจกรรมนี้นับเป็นวัตรปฏิบัติที่เป็นเรื่องเป็นราวและสำคัญที่สุดในชีวิตไร้แก่นสารของเขาเลยก็ได้

ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะเขาทำให้คนในหลุมนั้นต้องตายนั่นเอง

คนเราเกิดมาแล้ว ไม่ว่าจะยากดีมีจน มีอวัยวะครบถ้วนหรือไม่ ผิดเพศหรือไม่ผิดเพศ เกิดเป็นอัจฉริยะ หรือโง่ทึบ ก็ควรจะมีชีวิตที่ผ่านครบทั้งรสหวานหอมซ่อนเปรี้ยว เผ็ดบ้าง เค็มบ้าง มันบ้าง ฝืดบ้าง สลับกันไป ได้สัมผัสกับความรู้สึกสุขบ้าง ทุกข์บ้าง เครียดบ้าง แต่ก็มีความหรรษาและตื่นเต้น รื่นรมย์ในบางที แต่ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงต้องลงโทษตัวเองให้มีชีวิตที่มีโอกาสพบแต่ความขม ขื่น ข้นคลั่ก คาวราวกับกระอักเลือดในอกขึ้นมากลบในปาก แสงอาทิตย์ของผู้ชายคนนี้ไปซ่อนอยู่ที่ไหน ทำไมถึงทิ้งไว้แต่ความหนาวเยียบ อับชื้น ที่รังแต่จะทำให้ชีวิตขึ้นรา

อะไรที่ทำให้แม้แต่ความรักซื่อสัตย์จากคนสวยผู้เรืองราศีผ่องใสเช่นภรรยาของเขาไม่อาจเยียวยา หรือแม้แต่จะช่วยฉุดรั้งจากความหมองหม่นที่กดเขาให้จมอยู่กับก้นบ่อ ให้ลอยขึ้นมามองเห็นโลกโดยไม่ต้องผ่านผืนน้ำสกปรกในบ่อได้

ฉันอ่านเรื่องของเขาแล้วแสนเวทนาสงสาร โอเค เนื้อตัวคนเรามีบาดแผลจากการกระทำของคนอื่นทั้งนั้น แต่การที่เราถูกคนคนหนึ่งทำร้าย ไม่ได้แปลว่าโลกทั้งใบทำร้ายเรา แล้วเราต้องแก้แค้นกับคนทั้งโลกสักหน่อย

อีกเรื่องคือความรัก ฉันคิดแบบฉันว่าความรักเป็นเรื่องของการให้ ถ้าเรารักเขา เราก็ให้ความรักไป ถ้าเขารักเรา เขาก็ให้ความรักมา ถ้าเรารักกันมันถึงจะดี เพราะต่างคนต่างให้ และต่างคนต่างรับ

ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน เป็นเรื่องของใจที่ตรงกัน ถ้าใจเขาไม่ตรงกับเรา แต่ไปตรงกับคนอื่น ก็ต้องทำใจ ไม่แย่ง หรือไม่เกเร เพราะอย่างน้อย เราต้องอยู่ต่อไปอย่างรักตัวเอง ภูมิใจในตัวเอง ถึงเราจะไม่ได้รับการเลือก อย่างน้อยเราก็จะได้ภูมิใจที่เราเคารพการเลือกของคนที่เรารัก

ที่คิดแบบนี้ได้ คงเป็นเพราะฉันโต (มาก) แล้ว ผ่านโลกมาเยอะ เห็นอะไรมาเยอะแล้ว คิดมาเยอะแล้ว ถ้าตอนที่เกิดเรื่อง ‘เขา’ โตกว่านั้น หรือถ้าเพียงแต่ ‘โลก’ของเขาไม่ได้ปิดแคบแบบที่เป็น แต่เปิดต้อนรับความรักความหวังดีจากมนุษย์รอบตัวบ้าง รังสีเมตตาอารีอาจจะพอให้แสงสว่างและความอบอุ่น ช่วยกล่อมเกลากมลความคิดของเขาให้คลายความเคียดแค้นจนอ่อนโยน รู้จักให้อภัยและเริ่มต้นใหม่ได้

หากเขาไม่โดดเดี่ยวอย่างนั้น ชีวิตของเขาคงไม่จบแบบนี้
ฉันคิดอย่างนั้นนะ




บันทึก:
• นิยายเรื่องนี้โคตรมาโซเลย อ่านแล้วทั้งอึดอัด ทั้งหดหู่ ดีนะ ที่มาอ่านเอาตอนแก่แล้ว
• อาจจะเป็นด้วยการแปลจากสำนวนภาษาที่เขียนขึ้นเมื่อเกือบร้อยปีก่อน โดยอาจารย์ ภาษาญี่ปุ่น ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์ และดร.กนก ศฤวคารินทร์ ซึ่งขณะที่แปลยังเป็นนักศึกษา ป. เอก ภาษาญี่ปุ่น และอาจจะรวมทั้งอัตลักษณ์ของโซเซะคิเองด้วย ที่ทำให้ โคะโคะโระ ฉบับแปลนี้ จัดเเป็นหนังสือที่อ่านยากเอาการ โดยเฉพาะสองบทแรก ปราบเซียนชัดๆ ใครอึดไม่พอ หมดความอยากรู้ หมดความมานะ แป้ก ถอดใจ วางเสียก่อน จะไปไม่ถึงบทที่สาม ซึ่งเป็นจุดพีคของเรื่องทั้งหมด และเมื่อไปไม่ถึงบทที่สาม ก็เท่ากับหมดโอกาสทำความเข้าใจกับเรื่องราวทั้งหมดที่ทำให้เขาเป็นแบบนั้น
• ฉันเชื่อว่า โคะโคะโระ ฉบับภาษาญี่ปุ่นก็คงไม่ได้เป็นหนังสือที่อ่านง่าย แต่บริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่อาจจะพอเหลือสิ่งเชื่อมโยงกันได้ ฉันว่า คนญี่ปุ่นจะอ่าน โคะโคะโระ ได้เก็ตดี เก็ตง่ายกว่าคนไทยอ่านฉบับแปล เช่นเดียวกับคนไทยอ่านข้างหลังภาพ เราย่อม (น่าจะ) หวังผลได้ดีกว่าคนญี่ปุ่นอ่านข้างหลังภาพฉบับแปล ..หวังว่านะ
• ฉันเอง ไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น เลยขาดความอินกับความเกี่ยวเนื่องเรื่องยุคสมัย ที่ว่ากันว่าเป็นอีกแรงกดดันหนึ่งที่กระทำต่อตัวละคร และการเปลี่ยนยุคสมัยก็เป็นจุดหักเหให้เขาเลี้ยวชีวิตลงเหวอย่างที่เขียนไว้ในเรื่อง แต่นี่แค่อ่านโดยไม่รู้เหนือรู้ใต้ก็ยังหดหู่ขนาดนี้เลย คิดดูสิว่าคนอ่านญี่ปุ่นที่มีความ relate กับยุคสมัยเดียวกับที่หนังสือเขียนขึ้นจะอินขนาดไหน (นึกเปรียบเทียบความอินกับชีวิตแม่พลอยของเรากับแม่เราดูเล่นๆ ก็ได้ )
• หลังจากพิชิตโคะโคะโระได้ ฉันรู้สึกฮึกเหิมมาก เกิดแรงบันดาลใจ หยิบ ‘รอยชีวิต’ ของเคนซาบุโร โอเอะ นักเขียนโนเบล ที่อ่านแล้วมืดมนอนธกาลพอกันจนต้องหยิบ-วาง หยิบ-วาง อยู่หลายปี ขึ้นมาอ่านใหม่ (ตอนนี้รู้สึกสนุกแล้วด้วยแหละ)
• มันน่าคิดจริงๆ ว่าเขากับเพื่อนของเขามี something กันหรือเปล่า ทำไมถึงได้แคร์กันมาก แล้วก็ทำไมแค่ผู้หญิงคนเดียว เพื่อนถึงให้เพื่อนไม่ได้ หรือเพราะว่าเพื่อนไม่อยากให้เพื่อนได้ผู้หญิง? (คิดแบบมาร-อิอิ)
• ขอขอบคุณเจ้าของหนังสืออีกครั้ง ถ้าสภาพในวันส่งคืนออกจะเยินไปเยอะ หวังว่าจะได้รับการอภัย กว่าจะอ่านจบต้องหอบหิ้วกันอยู่นาน ทั้งน้ำ ขนม และน้ำลาย ทิ้งรอยไว้ในหนังสือเธอเพียบเลย ม่อน เออ..แล้วต่อให้มี ผ ญี่ปุ่นคอยสอนให้อ่านก็ใช่ว่าจะอ่านฉบับภาษาญี่ปุ่นเข้าใจได้ง่ายๆ นะเธอ


มองอย่างไรดี?






เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย
จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง ฯ

พระธรรมโฆษาจารย์
[ พุทธทาส ภิกฺขุ ]