วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

แต่งสวยไปงานแต่ง




วันเสาร์ที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๓๕๕๒ เป็นวันฉลองแต่งงานของจินนี่น้อย
แต่จินนี้น้อยจัดที่เชียงใหม่
ไม่รู้เป็นไง อิฉันละอยากไปเสียจริงๆ
ก็เลยจัดการให้ตัวเองได้ไป

ดีนะ ที่ไปเพราะทั้งงาน มีเพื่อนสาธิตฯ แค่ ๖ คนเอง

งานนี้จัดที่ริมสระว่ายน้ำ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ
เป็นงานเล็กๆ บรรยากาศน่ารัก เพราะมีพร็อบเป็นพระจันทร์ใกล้เต็มดวง
เจ้าสาวก็ส้วยสวย..ให้ตายเหอะ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นจินนี่สวยเท่านี้มาก่อน
สงสัยได้รัศมีเปล่งปลั่งของว่าที่คุณแม่ช่วยขับให้คุณเธองามเด่น เอิบอิ่มด้วยหน้าอกหน้าใจใหญ่เด้งขึ้นถึง ๓ เท่า

อิ อิ

ส่วนเจ้าบ่าว เพื่อนเจ้าสาวทุกคนยอมรับโดยถ้วนทั่วว่า..โคตรน่ารัก

อิจฉามันว่ะ ได้สามีที่ทั้งเด็ก น่ารัก แล้วก็เข้าใจพูดจาขนาดนี้

(ที่หน้างาน ชมจินนี่ว่าสวยด้วยการแซวไปที่สามีหนุ่มของเธอ ว่า
ตั้งแต่ได้เจอกัน วันนี้จินนี่สวยที่สุดเลยเนอะ
สามีหนุ่ม-นามกรว่า อาร์ต-ยิ้มตาหยี แล้วตอบว่า
สวยทุกวันเลยครับ
..........กรี๊ดดดดดดดดด-น่ารักๆๆๆๆๆ)

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

แสงที่ปลายอุโมงค์




เสาร์ที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒






...แสงที่ปลายอุโมงค์เป็นเช่นนี้เอง






หมายเหตุ : ภาพปากอุโมงค์ขุนตาน บันทึกระหว่างเดิืนทางไปเชียงใหม่ครั้งแรกของปี ๒๕๕๒

อุโมงค์ขุนตานเป็นอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย อยู่ที่อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง เริ่มสร้าง เมื่อ พ.ศ. 2450 แล้วเสร็จ พ.ศ. 2461 โดยการรถไฟหลวงแห่งกรุงสยาม ที่มีพลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยาการ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินเป็นผู้บัญชาการ และมีนายช่างชาวเยอรมันชื่อ เอมิล ไอเซนโฮเฟอร์ เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างทั้งหมด ใช้เวลาสร้างทั้งหมด 11 ปี ค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 1,362,050 บาท อุโมงค์ขุนตานมีขนาดกว้าง 5.20 เมตร สูง 5.50 เมตร และยาว 1,352.10 เมตร เป็นอุโมงค์ชนิดคอนกรีตเสริมเหล็กตลอดแนว อุโมงค์ด้านเหนือสูงกว่าด้านใต้ประมาณ 14 เมตร

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ชมพูพันธุ์ทิพย์




ที่โรงเรียนทวีธาภิเษก 2



ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tabebuia rosea (Bertol.) DC.
ชื่อวงศ์ : Bignoniaceae
ชื่อสามัญ : Pind tecoma, Pink trumpet tree,
Rosy trumpet-tree
ชื่อพื้นเมือง : ชมพูอินเดีย ตาเบบูยา ธรรมบูชา
ชนิดพืช [Plant Type] : ไม้ต้น
ขนาด [Size] : สูง 15-25 เมตร
สีดอก [Flower Color] : สีชมพูอ่อน ชมพูสด ขาว
ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Tiem] : ก.พ.-เม.ย.
อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : โตเร็ว
ลักษณะนิสัย [Habitat] : ขึ้นได้ในดินทั่วไป
ความชื้น [Moisture] : ปานกลาง
แสง [Light] : แดดเต็มวัน


ลักษณะทั่วไป (Characteristic) : ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบ เรือนยอดรูปไข่หรือทรงกลม แผ่กว้าง
เป็นชั้นๆ เปลือกต้นเรียบสีเทาหรือสีน้ำตาล เมื่ออายุมากเปลือกแตกเป็นร่อง กิ่งเปราะหักง่าย
ใบ (Foliage) : ใบประกอบรูปนิ้วมือ ใบย่อย 5 ใบ ก้านใบรวมยาว 5-30 เซนติเมตร ก้านใบย่อยยาว 0.5-2.5 เซนติเมตร ใบรูปขอบขนานหรือรูปไข่แกมรูปรี กว้าง 3-7 เซนติเมตร ยาว 7.5-16 เซนติเมตร ปลายใบแหลม
หรือเรียวแหลม โคนใบมนหรือสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาสีเขียวเข้ม
ดอก (Flower) : สีชมพูอ่อน ชมพูสดและขาว กลางดอกสีเหลือง ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง มีดอก-
ย่อยจำนวนมาก โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น 5 แฉก คล้ายรูปแตร ยาว 5-7 เซนติเมตร มักบาน พร้อมกัน ร่วงง่าย ดอกบานเต็มที่กว้าง 5-8 เซนติเมตร
ผล (Fruit) : ผลแห้งแตก เป็นฝักกลม ยาว 15-30 เซนติเมตร เมื่อแก่แตกเป็น 2 ซีก เมล็ดแบน สีน้ำตาล มีปีก
การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : ทรงพุ่มสวย ดอกสวยมีสีสัน ให้ร่มเงา ปลูกริมถนน ลานจอดรถ
ปลูกเป็นกลุ่มในสนามโล่ง ทนน้ำท่วมชัง แต่กิ่งเปราะไม่เหมาะปลูกใกล้สนามเด็กเล่น ดอกร่วงมาก
ประโยชน์ : -(.......ทำไมไม่มีประโยชน์???)

ทางไป สนพ. สายธาร

http://www.winyuchon.co.th/map/map.asp

เผื่อวันนึงต้องไป จะได้ไม่ต้องถามน้องเค้าอีกไง

นาครเขษม : Used People

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Other
Author:คอยนุช (ศิริพรรณ เตชจินดาวงศ์)


นวนิยายเล่มเล็กที่ฉวยติดมือ ยืมมาจากชั้นหนังสือบ้านน้าเอ๋เมื่อครั้งไปเชียงใหม่ครั้งไหนสักครั้งในปีที่ผ่านๆ มา
คราวนั้น น้าเอ๋มีคำนิยมกำกับหนังสือเล่มนี้มาทำนองว่า “สนุกดีนะแก เหมือนชีวิตพวกเราเลย”
(ความจำแย่ฮะ จำได้ลางๆ เพียงเท่านี้เอง)

ชี วิ ต พ ว ก เ ร า อ ะ ไ ร กั น ย ะ ?

(ก็ตอนนั้นยังห่างไกลตัวเลข ๔๐ เยอะกว่าปีนี้ ไกลเสียจนแทบจะมองไม่เห็น เดาไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าพอ ๔๐ แล้วจะเป็นกันยังไง)

หนังสือเล่มจ๋อยเล่มนี้ พร้อมกับเพื่อนๆ ที่มาจากชั้นหนังสือเดียวกันมานอนแอ้งแม้งรอการอ่านของอิฉัน (ตามสูตร) นานเป็นปี จนมันแทบจะแห้งเหี่ยวติดพื้นห้องไปเพราะไม่ได้สัมผัสชิดใกล้กับลมหายใจคนอ่าน ขาดการจับต้อง พลิกเปิด จนถึงวันหนึ่ง วันที่อิฉันควรจะอ่านอย่างอื่น (หนังสือเรียนภาษาญี่ปุ่น-เพื่อเตรียมสอบวัดผล) อิฉันก็เปรี้ยวตามสูตร คือเป็นต้องเสหาหนังสืออื่นมาอ่านแทน...แต่รามายณะไม่ไหว เล่มมันใหญ่ไป กลัวเสพย์ติดแล้วจะถอนตัวไม่ขึ้น ถ้าเป็นอย่างนั้นต้องอดขึ้นชั้นเรียนใหม่พร้อมเพื่อนแน่
มองไปมองมา เกิดสะดุดตากะสีเหลืองแหลมของหนังสือเล่มนี้เข้า

แล้วก็เพิ่งอ่านจบไปเมื่อกี๊ หลังตื่นกลางดึกเพราะน้องปู (เค็ม) มาปลุก

"นาครเขษม" ในหนังสือเล่มนี้เหมือนดินแดนพิศวง โซนประหลาดๆ มีอาณาเขตไม่ชัดเจน ที่คนอายุ ๔๐ ปี ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ก็จะถูกจัดว่า... แก่ จะถูกอัปเปหิไปอยู่รวมกัน

สมาชิกของนาครเขษมส่วนใหญ่ เคยใช้ชีวิตอยู่ในโลกภายนอก ที่ซึ่งเป็นที่อยู่ของเด็กและคนหนุ่มสาว วัยที่ชีวิตยังเป็นการเคลื่อนไหว และมีรายละเอียดอันมีสีสัน
ทว่าตอนนั้น คนพวกนั้นก็ไม่ได้สำเหนียกถึงคุณค่าของวินาทีนั้นของชีวิตเลย พวกเขาลืมที่จะใช้ชีวิตให้มีสีสัน ให้เต็มที่ ให้สมกับที่ได้เกิดมาเป็นคน อย่างที่มันจะควรจะเป็น จนกระทั่งวันหนึ่ง มารู้ตัวอีกที ก็เป็นตอนที่ตัวเองมาปรากฏในนครเขษมเสียแล้ว

ชีวิตเพี้ยนๆ ของคนที่ถูกปลดระวางจากโลกภายนอกเพราะความชราในนาครเขษมช่างดูน่าขบขันและน่าอเนจอนาถใจอยู่ในที อิฉันเห็นหลายคนยังตามหาปริศนาที่ยังไม่ได้รับการไข ไม่ว่าจะเป็นการมาถึงของดำรงและอวัยวะเพศที่ไม่ได้ทำหน้าที่อวัยวะเพศอีกต่อไป และยางลบประหลาดที่มีคำว่า “นภา” การสูบบุหรี่มวนต่อมวนโดยไม่พูดอะไรกับใคร ยกเว้นถอนหายใจอยู่บนเก้าอี้ขึ้นสนิมของผู้หญิงที่มีฝ้ารูปแผนที่แอฟริกา ปรีชาและการตามหาเอกสารหน้า ๒๓ ที่หายไป ดำรงผู้ไม่เคยมีเวลาว่าง และนิตยา ผู้ไม่เคยช้าแม้สักครั้งในชีวิต

ดีใจที่ได้อ่านในวัยที่ยังห่างไกลกับเลข ๔๐ อีกหลายปี (ฮา) เพราะอย่างนี้ ถึงได้มองเห็นว่า ในเวลาอีกหลายปี ก่อนจะถึง ๔๐ นี้ มีอะไรต้องทำ พอถึงวันนั้นถ้ารู้สึกแก่จริงๆ จะได้เอ็นจอยกับอีกสเตจของชีวิต โดยไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งเสียดายที่ยังไม่ได้ทำสิ่งที่ยังรู้สึกติดค้าง


บันทึก :
• ขอบคุณน้าเอ๋ และคำนิยมสำหรับหนังสือเล่มนี้
• ขอบคุณคนเขียน ถึงแม้อิฉันจะไม่เห็นด้วยเท่าไรกับการจัดให้คนอายุ ๔๐ เป็นคนแก่ (ถึงตามแผนที่ชีวิตมันจะเป็นอย่างนั้นก็ตาม) เรื่องของคุณสนุกมาก แล้วก็เล่าได้กวนมาก แต่กินใจมาก คุณมีผลงานเล่มอื่นอีกไหมเนี่ย? แล้วคุณเขียนนาครเขษมอยู่นานไหม? คุณเขียนเสร็จเมื่ออายุเท่าไหร่? และจริงๆ แล้วคุณอายุเท่าไหร่?
• ว่าแล้วน่าจะทำรายการ to do list ก่อนจะชรากันสักหน่อยนะ
-สำหรับที่ที่อยากไปจริงๆ ก็จะกระเสือกกระสนให้ได้ไป
-สำหรับสิ่งที่อยากทำจริงๆ ก็จะลองทำดู และจะตั้งใจทำให้ดี ไม่ให้เสียเวลา
-สำหรับคนที่อยากบอกรัก สมควรบอกรัก ก็จะหาโอกาสเหมาะๆ บอกให้ได้
-สำหรับความสัมพันธ์ ถ้ายังมีโอกาส ก็จะลองดู และจะมีให้ดี ไม่งี่เง่าและทำเสียเรื่องอีก
-สำหรับคนที่รักเรา ดีกับเรา ก็จะรักเค้าตอบ..อย่างรู้คุณ
-สำหรับคนงี่เง่า ก็จะไม่เสียเวลาใส่ใจ คนที่ควรใส่ใจยังมีอีกเยอะแยะ


วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

น้ำพริกเต้าหู้ยี้-สูตรนี้ แด่ป้าอ้อย



วันจันทร์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

คุยกันเมื่อวันก่อน ป้าว่าป้าอยากกินสุกี้
เลยออกไปหาเครื่องทำน้ำจิ้มสุกี้ ทำเอาน้องพลอยน้ำลายสอ อยากกินสุกี้เอ็มเคขึ้นมาฉับพลัน
พอดีกับได้เวลา "สารคดี" มาถึงบ้าน

แหม้...ช่างประจวบเหมาะ
ฉบับนี้เขาทำเรื่องพริก มีเล่มเล็กรวมสูตรน้ำพริกแถมมาด้วย
เห็นมีน้ำพริกเต้าหู้ยี้ เค้าว่ารสชาติเหมือนน้ำจิ้มสุกี้สูตรโบราณ
น้องเลยคัดมาให้ป้าลองทำดู
แล้วไหนๆ ก็ไหนๆ ละ แบ่งๆ ให้คนอื่นลองทำชิมดูมั่งเนอะคะป้า

หวังว่าคงจะหาเครื่องปรุงไม่ยากเกินไปนะจ๊ะ

น้ำพริกเต้าหู้ยี้

เครื่องปรุง
เต้าหู้ยี้แดง พริกขี้หนูสวน กระเทียมสด กระเทียมดอง น้ำมันงา น้ำตาลทราย มะนาว

วิธีปรุง
-ล้างเด็ดก้านพริกขี้หนู ปอกเปลือกกระเทียมสด หั่นซอยกระเทียมดอง มะนาวบีบใส่ถ้วยไว้
-ตำพริกกับกระเทียมสดและกระเทียมดองจนเกือบๆ ละเอียด ใส่ก้อนเต้าหู้ยี้ตำให้เข้ากัน เติมน้ำมันงาเล็กน้อย ปรุงรสด้วยน้ำตาลทรายและน้ำมะนาว ให้เค็มเปรี้ยวเผ็ดนำ หวานตาม
-น้ำพริกเต้าหู้ยี้นี้รสชาติแทบจะเหมือนกับน้ำจิ้มสุกี้ยากี้สูตรโบราณ ดังนั้น หากรับประทานเปล่าๆ กับผักต้มผักลวกก็จะได้รสชาติคล้ายกินสุกี้ยากี้แห้ง แต่ถ้าคลุกข้าวสวยก็รับประทานแกล้มกับผักสดและปลากรอบปิ้ง/ทอดได้อร่อยเช่นกัน
-เหมาะกับผู้รับประทานมังสวิรัติที่ยังติดใจอาหารไทยรสจัดแกล้มกับผักสด ผักต้ม



The Little White Horse : ม้าน้อยสีขาว

Rating:★★★★★
Category:Books
Genre: Childrens Books
Author:Elizabeth Goudge แปลโดยวิภาดา กิตติโกวิท
วันอาทิตย์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

อ่าน ม้าน้อยสีขาว จบเป็นรอบที่สอง
ตอนที่อ่านจบรอบแรกเมื่อหลายปีก่อนนั้น ก็เห็นบนปกแล้วว่าเป็น "หนังสือเล่มที่ เจ เค โรว์ลิ่ง ชอบ และกล่าวถึงบ่อยที่สุด"
รู้สึกตอนนั้นจะ็ไม่ได้ติดใจอะไรกับข้อความนี้ แต่จำได้ว่านี่เป็นวรรณกรรมเยาวชนที่สนุกมาก
จำได้ว่าอ่านจนจบ (หนังสือที่มีอยู่มีอยู่แค่ราวร้อยละ ๒๕ เท่านั้น ที่อ่านจนจบ ในขณะที่มีเพียงร้อย ๗๕ ที่หยิบมาอ่าน)

จนเมื่อเร็วๆ นี้ได้อ่านประวัติ เจ เค โรว์ลิ่งอีกครั้ง และได้รู้(อีกครั้ง)ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นแรงบันดาลใจของเธอ ก็นึกขึ้นมาไ้ด้ว่าเราก็มี เลยหยิบมาอ่านอีกครั้ง
(ม้าน้อยสีขาวเลยเข้าไปรวมอยู่ในร้อยละ ๘ ของหนังสือที่ถูกอ่านซ้ำเป็นรอบที่สอง)

มันเป็นวรรณกรรมเยาวชนที่ยอดเยี่ยมแหละ
เพราะอะไรน่ะหรอ เพราะเขียนขึ้นด้วยภาษาที่สมบูรณ์แบบ เขียนอย่างประณีต จากการวางโครงเรื่องอย่างสุดยอด แม้จะเป็นเรื่องราวใกล้เคียงเทพนิยาย แบบเจ้าชาย-เจ้าหญิง แต่นั่นก็เืพื่อผูกเรื่องให้สนุก ทั้งยังเล่าด้วยน้ำเสียงที่ให้กำลังใจ ให้เด็กเชื่อในความดี และการทำความดี

ทั้งหมดทั้งมวลโดยผู้เขียนไม่ได้สาธิตด้วยภาพขาว-ดำ
คือแทนความดีด้วยสีขาว แล้วแทนความชั่วด้วยสีดำ
ถ้ามันเป็นภาพวาด หนังสือเล่มนี้คงเป็นภาพที่ใช้ทุกสีที่มี แสดงให้เห็นทั้งแสงอาทิตย์และแสงจันทร์ในทุกอุณหภูมิสี

ด้วยความเมตตาของผู้เขียน เธอชี้้ให้เด็กๆ เห็นว่าในตัวคนคนเดียวมีทั้งดีและชั่ว ไม่มีใครดีสุดๆ และชั่วสุดๆ ดังนั้น ให้เข้าใจคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ และควรจะเลือกมองในส่วนที่ดี และเชื่อมั่นในส่วนนั้น ซึ่งมีในตัวคนทุกคน

ดิฉันเชื่อว่าคนเขียน เขียน ม้าน้อยสีขาว จบ ในวันที่เธอบรรลุวุฒิภาวะของความเป็นผู้ใหญ่ แต่ยังไม่ลืมภาพเก่าๆ ในวันที่ตัวเองยังเป็นเด็ก

โดยส่วนตัว อิฉันเห็นว่าคุณค่าที่โดดเด่นเหนือสิ่งอื่นใดของหนังสือเล่มนี้คือ
การปลดปล่อยจินตนาการของเด็ก
เพราะจริงๆ แล้ว การมีจินตนาการ ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ และไม่อาจยอมรับได้นั้น ไม่ใช่เรื่องต้องห้ามเพราะมันผิดบาป เพ้อเจ้อ และไร้สาระ

ไม่แปลกหากเรื่องราวใน ม้าน้อยสีขาว จะประทับอยู่ในความทรงจำของผู้ใหญ่หลายคน รวมทั้ง "แม่" ผู้ให้กำเนิดแฮรี่ พอตเตอร์ อย่าง เจ เค โรวลิ่ง


บันทึก
-ด้วยสำนวนภาษาสุดเลิศ อิฉันว่าต้นฉบับภาษาอังกฤษหนังสือเล่มนี้จะเป็นครูของนักเีรียนภาษาและวรรณคดีอังกฤษ
-ตัวละครที่ชอบมากที่สุดคือ มาร์มาดุ๊ค สคาร์เล็ต คนครัวคนแคระของคฤหาสน์เมอรี่เวเธ่อร์ ผู้มีพรสวรรค์ในการเสกสรรค์อาหารและประดิษฐ์ Compound - Complex sentence
-ชอบสำนวนแปลของผู้แปลคนนี้มาก หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ใช้สำนวนภาษาใกล้เคียงภาษาในปัจจุบัน แต่เธอช่างแปลได้แสน smooth และก็เก็บมาครบประเด็นดีจริง
-ได้คิดอย่างนึงว่า หนังสือบางเล่ม คงเหมาะจะอ่านในบางจังหวะของชีวิต หากยังไม่ถึงเวลา หรือพ้นเวลาที่เหมาะสมนั้นมาแล้ว impact จากการอ่านก็จะเปลี่ยนแปลงไป
-อิฉันคงจะแก่ไปแล้ว เพราะอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วมันทะลุปรุโปร่งไปหน่อย-ก็ไม่รู้ว่าเพราะอ่านเป็นรอบที่สองด้วยหรือเปล่าน่ะนะ
-รู้สึกเข้าอกเข้าใจอะไรไปหมด แต่ไม่ได้รู้สึกสนุกน้อยลงนะ
-ที่สำคัญคือยังคงอ่านจบเป็นรอบที่สองล่ะ ^_^