วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

กรีดกรายไปงานแต่ง






เสาร์ที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๒

somewhere in Bangkok
เบลอ แต่ไม่เมา


The Departures : การเรียนรู้ที่จะปลดปล่อย

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Comedy


หนังเรื่องนี้ไม่มีสปอนเซอร์สนับสนุน แต่พาตัวเองไปดู ทั้งที่ช่วงนี้ห่างสกาล่ามาไกล แทบไม่ได้ขวนขวายติดตามว่าเขากำลังฉายอะไรอยู่ แต่เมื่อหลายวันก่อน เพื่อนชาวเกาะเขียนเล่ามาว่า

....วันนั้นไปดูเรื่อง departures ก็ดีนะ
เพลงก็เพราะดี เอ็งดูยัง
(?)
หนังญี่ปุ่น
ฉายที่สกาล่า
ชอบเมียพระเอก…

อ่านแล้วมันอยากรู้ ว่า “ดี” ของเพื่อนนี่มันดียังไง (เพื่อนอิฉันคนนี้ชอบอะไรได้ยากอยู่) แล้วเมียพระเอกมีอะไร ทำไมเพื่อนถึง “ชอบ” ลองสืบเสาะดูได้ความว่า The Departures (2008) ยังฉายที่โรงหนังสยาม (ไม่ใช่สกาล่า) วันนี้นัดน้องสาว เลยชวนดูด้วยกันซะเลย

ดูแล้วก็บอกไม่ถูกหรอกว่าที่เพื่อนว่าดีน่ะ ดีตรงไหน รู้แต่ว่าน้ำตาไหลได้ตลอดตั้งแต่ต้นเรื่อง

หนังเรื่องนี้เป็นหนังชีวิต ..ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นหนังเศร้า แต่หมายถึงว่า มันเป็นหนังที่พูดถึงชีวิต การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตและความฝันของคนคนหนึ่ง นำพาเขาอำลาเมืองหลวงกลับไปตั้งหลักที่บ้านเกิด ในบ้านที่แม่ทิ้งไว้หลังจากลาโลกนี้ไปแล้ว

เขาจับพลัดจับพลูไปได้งานเงินดี ที่คนดีๆ แต่คนดีๆ เขาไม่นึกอยากทำกัน มันคืองานแต่งศพก่อนนำลงโลง แล้วก็เผาหรือฝังตามประเพณี

ความน่าสนใจของเรื่องที่เขาเล่าไม่ได้มีเพียงขั้นตอน ธรรมเนียมในการแต่งศพ และพิธีกรรมงานศพ (ประณีตมาก) แต่ยังเป็นชีวิตของผู้จากไปและครอบครัว และชีวิตของคนทำศพคนนั้นด้วย

แปลกดี... ตลอดเวลาที่เรายังมีชีวิต เราแต่ละคนช่างไม่หนัก และไม่เหนื่อยที่จะ “ถือ” อะไรต่างๆ ไว้ในมือมากมาย ทั้งที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้อย่างทิฐิ อัตตา และความภาคภูมิใจในตัวเอง ทั้งๆ ที่ของพวกนี้มันออกจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ทำให้เราดูฟู่ฟ่าอย่างลวงโลก (เออ แต่สไตล์นี้บางคนเขาก็ชอบนิเนอะ) และทั้งๆ ที่มันนั้นพอกหนาจนกลายเป็นเกราะ กั้นไม่ให้คนที่รักเราและเรารักเข้าถึงตัวเราได้

ต้องให้ความตายเรียกน้ำตามาชะล้าง ละลายเกราะพวกนั้นเสียก่อน เนื้อแท้ของความรู้สึกจึงจะปรากฏ เปิดประตูให้ความรู้สึกในใจหลั่งไหลออกมา



แล้วทำไมต้องรอให้น้ำตาหลังความตายมาทำหน้าที่นี้?

ตอนที่ทุกคนยังมีลมหายใจ ทำไมเราไม่ปลอดปล่อยตัวเอง ด้วยตัวของเราเอง

ปล่อยเหมือนที่ไดจังยอมขายเชลโล่ไฮโซ ราคา ๑๘ ล้านเยนตัวนั้นเสีย ปล่อยเหมือนที่ผัวเมียคู้่นี้ปล่อยทะโกะ (หมึกยักษ์) ที่ยังไม่ยอมตายตัวนั้นกลับทะเล



...เป็นอิสระและเผยความรู้สึกต่อคนรัก เหมือนที่ไดจังแกะ ปล่อยหินก้อนนั้นจากมือพ่อ





บันทึก:
• หลังจากตาปูดออกจากโรงกันทั้งพี่ทั้งน้อง น้องสาวอิฉันหันมาบอกว่า “ดูหนังกะแกทีไร ร้องไห้ทุกที” (ขอโทษนะ ก้อเค้าไม่รู้นี่นา ว่ามันจะ...มากขนาดนี้)
• ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ชื่อ โยจิโระ ทากิตะ เจ้าของผลงาน The City That Never Sleeps: Shinjuku Shark (1993), Himitsu (1999), The Yin Yang Master (2001), When the Last Sword Is Drawn (2003) (....ไม่เคยดูเลย :-P)
• พระเอกในเรื่องชื่อไดโกะ (เมียเรียกไดจัง) คือ มาซาฮิโระ โมโทกิ เห็นว่าเป็นหนึ่งในสมาชิกวงบอยแบนด์ชื่อ ชิบุงากิไท ซึ่งเป็นที่รู้จักของวัยรุ่นญี่ปุ่นในยุค’80s (เกิดไม่ทัน)
• น้องนางเอกในเรื่องชื่อมิกะ เล่นโดย เรียวโกะ ฮิโรสุเอะ (น้องคนนี้ก็คุ้นหน้าจัง) น้องเค้ายิ้มได้พิมพ์ใจ ทั้งตาและปาก ถ้าเราเป็นผัว เห็นยิ้มเมียอย่างนี้คงชื่นใจ ก็เธอซัพพอร์ตสุดๆ (หรือเพื่อนชาวเกาะจะชอบเมียพระเอกเพราะเธอเป็นผู้หนับหนุนที่ดี??)
• นึกชอบการเล่าถึงความรู้สึกในใจของไดจังที่ถูกสะเทือนด้วยประสบการณ์การทำงานวันแรก ที่กลับบ้านมากอดจูบ สัมผัสเลือดเนื้อของเมียได้ดื่มด่ำและร้อนแรงกว่าเดิม (เชื่อว่างั้นนะ)
• ในญี่ปุ่น หนังเรื่องนี้กวาดรางวัลมาเป็นกอง แต่ที่น่าประทับใจมากคือ ได้รางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมไปครองด้วย
• มันยาวถึง ๑๓๐ นาที เพราะมีรายละเอียดอันน่าอภิรมย์ร้อยเรียงอยู่ในนั้น ก่อนเข้าชมควรเข้าห้องน้ำและกินอะไรรองท้องไม่ให้ว่างเปล่าเสียก่อน จะได้ไม่ขาดอรรถรสในการชม
• อ้อ ถ้าอยากช่วยลดโลกร้อน อย่าลืมพกผ้าเช็ดหน้าไปด้วยล่ะ
• ที่ House RCA เขาก็ฉายนะ ใกล้โรงไหนไปดูได้จ้า



วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2552

5x2 (cinq fois deux) : หนังเรียกน้ำตา

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Drama



และแล้ว François Ozon ผู้กำกับ Swimming Pool ก็ทำร้ายหัวใจสาวโสดที่ยัง(แอบ)มีความฝันซึ่งดิสนีย์ยัดเยียดมาให้ตั้งแต่จำความได้ ที่ว่า..แล้วเจ้าชายกับเจ้าหญิงก็ครองรักกันตลอดไป


ก็รู้นะว่าชีวิตจริงมันไม่ได้จบอย่างนั้นเสมอไป แต่..ต้องทำกันขนาดนี้เลยหรอ?


เปล่าหรอก 5x2 (2004) ไม่ได้เฆี่ยนตีหัวใจคนดูด้วยแส้หนัง ไม่ใช่ทั้งก้านมะยม
ไม่ได้ใช้ไดอาลอกรุนแรงสะเทือนหัวใจคนดู ไม่ใช่ทั้งภาพการใช้กำลังทำร้ายกัน

เขา่แค่เล่าเรื่องของคู่รักคู่นึงที่ไปไม่รอด

เล่าง่ายๆ เริ่มจากตอนจบ ไล่ไปจนจุดเริ่มต้น


ที่มันเรียกน้ำตาได้มากนัก คงเป็นเพราะหนังมันค่อยๆ พาเราออกจากความทุกข์ ไปจบเอาตอนเริ่มต้นอันแสนสุขนี่ละมั้ง?








บันทึก:
-ด้วยความเคารพรายละเอียด(ม้าก-มาย)ในชีวิตสมรส อิฉันไม่ได้ต่อต้านหรือสนับสนุนการหย่า แต่คิดว่าถ้ายังอยู่ด้วยกันแล้วปวดใจมากจนหาความสุข ความสงบไม่เจอ ก็หย่าแล้วแยกกันไปเถอะ ในทางกลับกันถ้าความสุขยังพอหาได้ ลองปรับปรุงความสัมพันธ์ดูก่อนก็ดี
-ถ้าคุณดูหนังเรื่องนี้แล้วไม่คิดถึงตอนเริ่มต้นของคุณกับคนรักที่จบความสัมพันธ์กันไปแล้วเลยละก็
...แปลว่าคุณลืมได้แล้วจริงๆ
-ผู้กำกับใจร้ายมาก เรื่องนี้เขาเขียนบทคู่กับ Emmanuèle Bernheim
-นางเอก Valeria Bruni Tedeschi ได้ Best Actress จาก 2004 Venice Film Festival
-เป็นหนังฝรั่งเศส ที่ฝรั่งเศ้ส ฝรั่งเศส ผู้กำกับแอบถามท้าคนดูอีกตามเคย-ใช้ชีวิตคู่กันแล้วทำไมต้องซื่อสัตย์?
-อยากได้ OST
-กราบขอบคุณสปอนเซอร์คนสวย ขอโทษที่ดองนาน จะส่งคืนในเร็ววันนี้ฮะ



(-ทำไมเราต้องเลือกหนังเรื่องนี้มาดูก่อนไปงานแต่งด้วยวะ?)



วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552

พ่อแม่ช่วยกันปั้น





หวัดดีน้องปั้น

หนูเกิดเวลา ๒๓.๒๐ น. คืนวันอังคารที่ ๒๓ มิถุนาคม ๒๕๕๒ ก่อนกำหนดเดิมของหนู คือวันที่ ๗ เดือน ๗ ตั้ง ๒ สัปดาห์
มาพร้อมน้ำหนัก ๓,๐๐๐ กรัม น้าดูแล้วก็คิดว่าหนูตัวใหญ่ไม่ใช่เล่นเลย
(เกิดมาก็ตัวตึงเปรี๊ยะเชียวลูก) ..แต่หนูรู้อะไรไหม แม่จินนี่น้อยของหนูเขาคลอดหนูเองเลยนะ
แล้วเขาก็ได้แต่เล่าซ้ำๆ อย่างภาคภูมิใจให้น้าฟังว่า "เป็นอะไรที่เจ็บปวดทรมานมาก"
(หนูนึกออกไหมว่าแม่เค้ากำลังทำหน้ายังไง-อิ อิ)

พ่ออาร์ตกะแม่จินตั้งชื่อหนูว่า "ปั้น" น้าว่าน้าเข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร
ชื่อจริงหนูเท่มาก แม่เขาให้หนูชื่อว่า "นฤทธิ์" ฟังดูแมน+แรงดีนะ น้าว่า

ตอนอายุยังไม่เต็มวันนี่ตัวหนูเป็นสีส้มเหมือนแซลมอนรมควัน (น้ากำลังหิว) เวลาหนูร้องหน้าหนูดูแดงแป๊ดขึ้นมาเชียว

แม่หนูบอกน้ำนมยังไม่ไหล
แต่หนูขยันดูดมากๆ น้าว่าเดี๋ยวนมอุ่นๆ คงจะไหลมาเทมาให้หนูได้ดูดจนอิ่มอย่างแน่นอน

สู้ต่อไปนะ น้องปั้น!


หมายเหตุ:
-ชมภาพน้องปั้นตอนอยู่ในท้องแม่ http://mandymois.multiply.com/journal/item/229/229
-พ่อหนูหน้าตาดีจริงๆ นะ http://mandymois.multiply.com/photos/album/473/473


วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Engine : ชีวิตคือการต่อสู้

Rating:★★★★★
Category:Other


Engine (2005) เป็นซีรีส์ญี่ปุ่นที่เล่าเรื่องของหนุ่มนักแข่งรถ F3000 ที่ผิดหวังจากการทำงานที่อิตาลี บ่ายหน้ากลับมาบ้านในโตเกียว ซึ่งกลายสภาพเป็นบ้านเด็กกำพร้าไปแล้ว ระหว่างที่เขาดิ้นรนเพื่อให้ได้ขับรถแข่งอีกครั้ง ทั้งๆ ที่อายุมากขึ้น บรรดาเด็กๆ รวมถึงผู้ใหญ่ในบ้านก็ดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาของตัวเองไปพร้อมกัน

'ชีวิตคือการต่อสู้'

Engine บอกอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ทุกคนต่างก็มีความฝัน มีปัญหาของตัวเอง
และทุกคนต้องต่อสู้เพื่อทำฝันให้เป็นจริง ต้องแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ในสนามแข่งขันแห่งชีวิตของตัวเอง จะชนะได้ไม่ใช่แค่ต้องเฮง ตัวใหญ่ รูปร่างได้เปรียบ แต่ต้องกล้าหาญ มุ่งมั่นอยากชนะ ถ้าจะให้ดีต้องมีกำลังใจจากคนรอบข้าง (โดยเฉพาะคนที่ตัวเองรัก) ด้วย

เป็นแนวคิด (แบบญี่ปุ่น?) ที่แจ่มแจ๋วมาก สำหรับคนในโลกที่ผู้ใหญ่คอยแต่จะโอ๋ โอบอุ้มประคับประคอง ช่วยเด็กๆ ทำ (ไปเสียทุกเรื่อง) อย่างอิฉัน

ซีรีส์เรื่องนี้มาถึงมือหลังการพูดคุยกับสปอนเซอร์ส่วนตัวถึงซีรีส์ Change ที่เพิ่งลาจอทีวีไทยไป ใช่แล้ว ดารานำใน Engine คือคนเดียวกันที่แสดงเป็นนายกมือใหม่ในเวทีการเมืองคนนั้น แต่บุคลิกในสองเรื่องนี้ต่างกันมากเชียวแหละ

สิ่งที่ชอบเกี่ยวกับตัวละคร Jiro Kanzaki (Takuya Kimura) นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่เท่แบบแบดบอย (สเปค) อันได้แก่ ผมยุ่ง ผิวสีกร้านแดด สบถเป็นนิสัย ไร้หางเสียง จะกินจะนอนสุดเป็นธรรมชาติ (อีกนัยคือมูมมาม) แล้ว ยังเป็นทัศนคติ และวิธีเทคแคร์เด็กของเขา

จิโร่ไม่เคยมองเด็กว่า ‘เป็นเด็กก็อยู่ส่วนเด็ก อย่าสอดตอนผู้ใหญ่พูด’ หรือ ‘เขายังเป็นเด็กอยู่ เขาทำไม่ได้หรอก’ หรืออะไรอย่างนั้น อย่างที่ผู้ใหญ่หลายๆ คนเป็น แต่จิโร่เป็นผู้ใหญ่ที่ respect เด็ก เช่นเดียวกับที่เขา respect ผู้ใหญ่ จะเรียกว่าให้เกียรติเด็กก็ได้ (แต่ใช้คำนี้คงไม่เข้ากับบุคลิกของจิโร่) เขาเล่นกับเด็กแบบที่เด็กจะเล่นกับเด็ก ฟังเด็กพูด เถียงกับเด็ก และลุ้นให้เด็กตัดสินใจเอง แล้วยืนกราน บอกผู้ใหญ่อย่างที่เขาต้องการ

เด็กๆ ในบ้านรักจิโร่ หัวบันไดห้องใต้หลังคาของจิโร่-ถ้ามี-มันคงเป็นบริเวณที่ไม่เคยแห้ง เพราะใครๆ ก็อยากจะมาหาจิโร่ บางที ได้แค่ยั่วเย้าเขาก็รู้สึกดีขึ้นแล้ว จิโร่กลายเป็นไอดอลของเด็กๆ แต่ในทางกลับกัน เราพบว่าบ่อยไปที่จิโร่ได้แรงบันดาลใจในการแก้ไขปัญหาของตัวเองจากเด็ก

อิฉันว่า ผู้ใหญ่อย่างเราจะได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะเลย จากการดูซีรีส์เรื่องนี้

ขอขอบคุณสปอนเซอร์ส่วนตัว ผู้ให้ยืมซีรีส์ชุดนี้มาให้ฝึกฟังมา ณ ที่นี่
ซีรีส์สนุกมาก ได้ผลมาก (เรื่องการฟังภาษาระดับเป็นกันเอง) และได้น้ำตาไหลไปหลายรอบ
ประทับใจกับความรักที่ผู้ใหญ่และเด็กมีต่อกัน

อ้อ ..ความรักของหนุ่มสาวด้วยจ้ะ



บันทึก:
• ตอนผู้ชายอุ้มเด็กนี่ ดูดีจัง
• ซีรีส์เรื่องนี้จัดแสงสวย แล้วก็ภาพสวย ยังกะหนังแน่ะ
• ผู้ใหญ่ดูแล้วจะได้เรียนรู้ว่าต่อไปต้องปฏิบัติตัวกับเด็กใหม่ อย่างน้อยต้องรู้จักพูดกับเขา เพราะว่าแม้จะเป็นเด็กกำพร้าอายุแค่ ๕ ขวบ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็น 'เด็กน่าสงสาร' ทุกคนไป
• จิโร่สอนว่า จะเข้าใจและเข้าถึงเด็ก ไม่เห็นต้องเข้าใจทฤษฎีอะไรเกี่ยวกับเด็ก แค่รื้อฟื้นความรู้สึกที่ตัวเองเคยรู้สึกเมื่อก่อนเป็นเด็ก ก็จะเข้าใจเด็กได้ไม่ยาก
• กว่าโค้ชจะยอมให้จิโร่ขับรถแข่ง โค้ชทดสอบจิโร่ได้โหดมาก แต่สิ่งที่โค้ชสอนจิโร่น่ะ โคตรจะสำคัญเลย โค้ชให้จิโร่ขับรถแข่งอีกครั้ง เพียงเพราะว่าจิโร่ ‘ได้เรียนรู้ที่จะขับรถให้คนอื่นนั่งแล้ว’
• Koyuki หรือคุณนางเอกนั่น หน้าตาสวยแบบญี่ปุ่น แต่หุ่นอินเตอร์มาก และเขาก็เจ๋งมากนะ ที่ไม่ให้คุณนางเอกขาสวยนุ่งสั้น โชว์ขานอกบทเลย (เธอเล่นเป็นเซนเซนี่นา)
• สำหรับน้อง Ueno Juri หรือน้องโนดาเมะ (ชอบน้องมาตั้งตะ Swing Girl-2004 ละ) ในเรื่องเธอเล่นที่ถูกครอบครัวทอดทิ้ง เลยต้องมาอยู่ในบ้านเด็กกำพร้า อยากบอกว่าประทับใจความสามารถของน้องมาก น้องเล่นเรื่องนี้ได้แบบเราลืมโนดาเมะไปเลย (น้องเค้าเล่นซีรีส์โนดาเมะปี 2006 ทีหลัง Engine จ้ะ)
• ซีรีส์ญี่ปุ่นนี่ ช่างเขียนบทได้ดีจริง คนเล่นก็เล่นสมจริง จะฉาก จะไฟ จะเมคอัพ อะไรก็ดี เนียนไปหมด (พูดแบบนี้จะมีคนด่าไหมว่าเป็นคนไทยทำไมไม่ดูละครไทย :-P)




วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Ponyo on Cliff by the Sea : ความสุขใสๆ ของผู้ใหญ่

Rating:★★★★★
Category:Movies
Genre: Animation

เืดือนนึงมานี้ได้อานิเมะของสตูดิโอ "จิบุริ" (Ghibli) มาไวู้่ในครอบครองหลายเรื่อง
โดยการนำมาฝากจากปกรณ์ผู้ไปเยือนแม่สาย (อิ-อิ) แล้วได้คัดสรรเฉพาะเรื่องที่มีซับไทยมาฝากอิฉันตามออร์เดอร์ (จริงๆ แล้วมันเป็นไรที่จ๊าบมากเพราะมีซับญี่ปุ่นด้วย!...โอ้นี่แหละหนอ หนังแม่สาย)

อันที่จริงอยากฝากซื้อ แต่เนื่องด้วยมันไม่แพงมาก เพื่อนจึงซื้อมาฝากซะงั้น แถมไปทำการส่งมอบกันที่หลวงพระบาง แล้วรับถือให้ต่อ มามอบให้จริงๆ บนแท็กซี่ที่ออกจากสุวรรณภูมิโน่น

ขอบคุณนะ ปกรณ์



..ทว่า ปองโย ซึ่งเป็นอานิเมะเรื่องใหม่จากสตูดิโอจิบุริ ไม่ได้มาจากแม่สาย แต่ถูกส่งมาจากเซ็นทรัลบางนา ด้วยความอนุเคราะห์ของเอ็มโม่ เพื่อนวารสารที่ตั้งแต่สมัยเรียนก็เพิ่งได้เวียนว่ายกลับมาทำความรู้จักจิ๊จ๊ะกันเมื่อเร็วๆ ในมัลติพลาย (^_^)

ตอนแรกกะว่าจะเปิดดูไล่ตามลำดับ คือดูพวกโทโทโร ยามาดะ ปอมโปโกะ ก่อน แล้วค่อยเป็นปองโย คิดว่าจะเปิดดูปองโยแว้บๆ ว่าหนังเป็นยังไง
แต่กลายเป็นว่าเปิดแล้วไม่อยากปิด ..และดูไปจนจบ จึงเข้านอน


ตื่นเช้า (จริงๆ คือสาย) ขึ้นมา แม้จะโทรมเพราะนอนดึก แต่ยังอิ่มสุขอยู่เล็กๆ กับเรื่องที่ได้ดูก่อนนอน

ปองโยคือเงือกน้อย (หน้าตาน่าเอ็นดู๊ ..ไม่ได้สวยเซ็กซี่เหมือนเจ้าหญิงเอเรียลของดิสนีย์) แสนซน ที่แอบเกาะหลังแมงกระพรุนขึ้นมาเที่ยวบนผิวน้ำ ได้มาเจอกับโซสุเกะ เด็กชายวัย ๕ ขวบ ซึ่งอาศัยอยู่กับแม่ชื่อลิซ่า คุณแม่ยังสาว ใจร้อน เจ้าของบุคลิกเท่ๆ หุนหัน ปึึงปัง ขับรถซิ่งเหมือนผู้ชาย แต่ดูแลลูกดี๊-ดี ตามมาตรฐานคุณแม่ญี่ปุ่น ที่พ่อไม่อยู่เพราะว่าพ่อไปออกเรือในทะเล แล้วพ่อแม่คู่นี้เค้าคุยกันทางสัญญาณไฟกะพริบเป็นโค้ด คนนึงอยู่บนเรือ อีกคนอยู่ที่บ้าน (เจ๋งโคตร)


ที่ของเงือกคือใต้ทะเล พ่อของปองโยเลยมาพา (จริงๆ คือ จับ) กลับไป แต่ปองโยตัดสินใจแล้ว อยากมีขาเหมือนโซสุเกะ (แถมประกาศว่าชอบโซสุเกะด้วย) ก็เลยหนีกลับมาอีก
สร้างความปั่นป่วนขนานใหญ่ (มากกก) ให้เกิดขึ้น

ตอนนี้เองเองที่ทั้งสวยทั้งสนุก

จากนั้นเหตุการณ์ก็ค่อยๆ คลี่คลาย แล้วก็จบลงอย่างไม่ทำร้ายใจเด็ก


เป็นหนังการ์ตูนที่วาดสวยมาก เพลินมาก ฟังง่าย (ใช้เรียนภาษาได้-เสียอย่างเดียวมีแต่ซับไทย)
แล้วก็สอนเรื่องสิ่งแวดล้อมกับเด็กอย่างเนียนที่สุด

ดูแล้วมีความสุขอะ




บันทึก:
-ดูเหมือนว่าชาวญี่ปุ่นจะเชื่อว่า ถ้าเงือกขึ้นฝั่งจะเกิดสึนามินะ
-คุยกับโม่ว่าดูเหมือนชาวญี่ปุ่นจะเชื่อว่าเงือกมีจริง โม่บอก "เราเคยเห็นรูปข่าวซากเงือกในญี่ปุ่น (อันเดียวกับในเว็บนี้)
เราไม่ได้ตามข่าวต่อว่าเค้าค้นข้อมูลต่อกันยังไง จริงเท็จแค่ไหน :0"
แล้วก็ให้ link มาอันนึงคืออันนี้ (น่ากลัวหน่อยนะ)
http://www.pinktentacle.com/2006/08/mermaid-mummies/
-แต่พอเราไปถามเซนเซญี่ปุ่น ว่าคนญี่ปุ่นเชื่อว่าเงือกมีจริงหรอ เซนเซบอก "ไม่มีนะ"
-ตอนปองโยวิ่งอยู่บนหลังปลาน่ะ น่ารักมากก็จริง แต่ชอบใจฉากที่เค้าอมช้อนชงชาน้ำผึ้งครั้งแรกมากกว่า
-ชอบเพลงไตเติลจังเลย การ์ตูนตอนนี้ก็สวย เล่าเรื่องได้ดีจัง
-ของเล่นเด็กญี่ปุ่นน่าทึ่งมาก เค้านำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่นเลยอะ
-ขอบคุณมากเลยโม่ ความสุขใสๆ หาง่ายนิดเดียว (แค่มีเพื่อนดีๆ)
-จากหน้านี้ http://iamtrip.multiply.com/journal/item/44/ponyo_on_the_cliff_by_the_sea ดูเหมือนมีคนตามหาเจ้าของหนัง ปองโย เพื่อจะขอยืมดูอยู่ ๒ คน (ตัวเลข ณ ตอนที่ลงมือเขียนรีวิวนี่) โม่จะว่าไงจ๊ะ?




(แถมให้ เนื่องจากความสงสัยว่า จิบ-ลี (ตอนแรกอ่านงี้) จริงๆ อ่านว่าไร ก็ไปถามเซนเซ)
(เห็นเซนเซเรียก จิ-บุ-ริ ถามว่าเป็นภาษาญี่ปุ่นไหม เซนเซบอกไม่ใช่ แต่เป็นภาษาอะไร เซนเซก็ไม่ทราบ-เซนเซคนนี้เป็นผู้ใหญ่แล้วอะนะ ถ้าเป็นเซนเซเด็กๆ อาจจะรู้)
(เสริมซังเลยช่วยค้นให้ ปลากดว่าคำ จิบุริ (Ghibli) เดิมแล้วเป็นภาษาอิตาเลียน ดังข้อความในนี้ http://en.wikipedia.org/wiki/Studio_Ghibli#Name )



วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552

แพนด้าอะกะจัง



เพิ่งรู้สึกว่าแพนด้าก็น่ารักแฮะ

โปสการ์ดชุดนี้มี ๔ แบบ
เค้าขายแผ่นละ ๕ บาท





เห็นเซนเซ (ครูสอนภาษาญี่ปุ่น) เรียกแพนด้าน้อยว่างั้น
เลยเอามาเรียกมั่ง-อยากจ๊าบ

วันนี้ไปถอยมาแล้วฮะ โปสการ์ดโหวตชื่อแพนด้าน้อย
แต่ไม่ได้กะจะได้เงินล้านกะเค้าหรอก

กะจะลองส่งให้เพื่อนขำๆ


ดูซิ..จะถึงไหม





หมายเหตุ: อะกะ แปลว่าสีแดง คนญี่ปุ่นเลยเรียกเด็กทารก (เกิืดมาใหม่ตัวแดงๆ) ว่า "อะกะจัง" ฮะ

(อ้อ ขออภัยที่สีเน่าฮะ เนื่องจากใจร้อน ไม่อยากรอถ่ายใหม่ดีๆ กะเดย์ไลต์ในวันพรุ่งนี้
ก็เลยต้องทนดูกันไปในสีเน่าๆ อย่างนี้แหละนะฮะ)

(อ้อ ของจริงก็ไม่ได้สวยมากมายอะไร พิมพ์ก็พิมพ์ถูกๆ รูปก็ไม่สวยอีกตะหาก)